กลุ่มเคลื่อนไหวในร็อกเกาะฮฺชี้สถานการณ์ด้านอาหารน่าเป็นห่วงหลังปฏิบัติการขับไล่ไอเอสใกล้ครบ 2 เดือน

ร็อกเกาะฮฺ เมืองหลวงของกลุ่มไอเอสในประเทศซีเรียตกอยู่ท่ามกลางสงครามอีกครั้งหลังกองกำลังผสมเคิร์ด-อาหรับหรือที่รู้จักกันในชื่อ “กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย” (SDF) ที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ ในหลายด้าน ได้เปิดปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่และขับไล่กลุ่มไอเอส

ระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือนของปฏิบัติการนี้ทำให้ประชาชนหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้วนับแสนราย ส่วนที่ติดอยู่ในพื้นที่ตามการประเมินขององค์การสหประชาชาติมีอยู่ประมาณ 20,000-50,000 ราย

REACH เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ปฏิบัติการรอบๆ ร็อกเกาะฮฺ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ (31 ก.ค.) ว่า “ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาพลเรือนในร็อกเกาะฮฺยังสามารถจับจ่ายอาหารจากตลาดได้ และประชาชนส่วนมากในขณะนี้ฝากอนาคตตัวเองไว้กับอาหารที่ซื้อมากักตุนไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนๆ”

“ขณะนี้ตลาดอาหารที่เคยเปิดตามปกติเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนได้ปิดตัวลงแล้ว”

ขนมปังที่เคยหาได้ใน 15 จาก 24 ย่านอยู่อาศัยในร็อกเกาะฮฺเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ขณะนี้ก็ไม่สามารถหารับประทานได้อีกแล้วในทุกพื้นที่

ราคาอาหารทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บังคับให้ประชาชนต้องเปลี่ยนมาทานมื้อเล็กๆ แทนการทานมื้อใหญ่เต็มรูปแบบเหมือนปกติ หรือบางส่วนก็ไม่ได้ทานอาหารหลักอีกต่อไปเนื่องจากไม่มีกำลังซื้อ

RBSS กลุ่มเคลื่อนไหวที่ทำงานเพื่อนำเสนอข่าวจากในพื้นที่จริงของร็อกเกาะฮฺ กล่าวเตือนถึงวิกฤติการเข้าถึงอาหารในเมืองว่า “ร็อกเกาะฮฺกำลังกลายเป็นแดนเชือดอย่างเงียบๆ”

“ร้านเบเกอรี่ต่างๆ ปิดตัวลงแล้วเพราะไม่มีเชื้อเพลิงและแป้งที่ใช้ผลิต เจ้าของร้านก็หลบหนีออกนอกเมืองไปแล้ว ส่วนแป้งที่ยังคงเหลือในพื้นที่ก็เน่าเสียและเต็มไปด้วยหนอน ผู้คนไม่สามารถเก็บอาหารไว้ในตู้เย็นได้อีกต่อไปเพราะไฟฟ้าในพื้นที่ถูกตัดขาด และพวกเขาก็ไม่สามารถประกอบอาหารใดๆ ได้อีกเพราะไม่มีน้ำสะอาดหลงเหลือ”

REACH ระบุว่าโรงพยาบาลของรัฐในร็อกเกาะฮฺสามารถทำงานได้เพียงซีกเดียว และให้บริการได้เพียงการปฐมพยาบาลเท่านั้น

แพทย์คนหนึ่งจากองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) สะท้อนความกังวลที่มีต่อสถานการณ์ในพื้นที่เมื่อวันจันทร์เช่นกันว่า “ผลเรือนผู้บาดเจ็บจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่หลายวันหรือหลายสัปดาห์แล้วโดยไม่ได้รับการบริการด้านการแพทย์เลย”

เขากล่าวอีกว่า “ในร็อกเกาะฮฺ ถ้าคุณไม่ตายจากการถล่มทางอากาศ คุณก็จะตายจากกระสุนปืนใหญ่ แต่ถ้าคุณรอดไปได้คุณก็จะตายจากกระสุนของพลซุ่มยิง ถ้าคุณยังรอดไปได้คุณก็จะตายด้วยวัตถุระเบิด แต่ถ้าคุณยังเอาตัวรอดได้จากทั้งหมด คุณก็ต้องตายด้วยความหิวและกระหาย ที่นี่ไม่มีอีกแล้วทั้งอาหาร น้ำและไฟฟ้า”

ที่มา : Arabnews


เจ้าหญิงซาอุฯ โจมตีทูต UAE ดึงซาอุฯ ร่วมวงเปลี่ยนประเทศเป็นเซคคิวลาร์

เจ้าหญิงฟะฮฺดะฮฺ บินติ สะอูด บินอับดุลอะซีซ เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ซาอุฯ บุตรีของกษัตริย์สะฮุด บิน อับดุลอะซีซ อดีตผู้นำราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียได้ออกมาโจมตีนายยูสุฟ อัลอุตัยบะฮฺ ทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เขาได้กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าประเทศของเขาต้องการให้รัฐบาลในตะวันออกกลางเปลี่ยนเป็นรัฐบาลฆราวาสนิยม (เซคคิวลาร์) อันหมายรวมถึงอียิปต์ บาห์เรน จอร์แดนและซาอุฯ ด้วย

เจ้าหญิงฟะฮฺดะฮฺได้แสดงความคิดเห็นทางบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวหลายครั้งในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยส่วนหนึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นการสมคบคิดวางแผนร้ายต่อซาอุดิอาระเบียและโลกอิสลามทั้งปวง แต่บรรดาผู้นำและประชาชนของเราพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับแผนร้ายนี้”

“ใครบางคนต้องการเปลี่ยนประเทศแห่งมัสญิดหะรอมทั้งสองให้กลายเป็นรัฐฆราวาสนิยม และเปลี่ยนมัสญิดหะรอมทั้งสองให้กลายเป็นของนานาชาติ แต่เราประชาชนซาอุฯ และเหล่าผู้นำประเทศนี้จะปกป้องดินแดนแห่งมัสญิดหะรอมทั้งสองแห่งด้วยตัวเอง”

ในวันเสาร์ทูต UAE กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ว่า “กลุ่มประเทศที่คว่ำบาตรกาตาร์อยู่ในขณะนี้กำลังวางแผนที่จะจัดตั้งรัฐบาลเซคคิวลาร์ขึ้นในตะวันออกกลาง  สิ่งที่พวกเราต้องการเห็นการแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความรุ่งเรือง มีอำนาจและเข้มแข็ง”

อัลอุตัยบะฮฺกล่าวอีกว่า “ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกาตาร์สนับสนุนกลุ่มหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มภารดรภาพมุสลิม (อิควานุลมุสลิมีน) กลุ่มหะมาส กลุ่มฏอลิบาน และกองกำลังอิสลามหลายกลุ่มในซีเรียกับตุรกี นี่คือนโยบายของกาตาร์ที่ดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเราต้องการให้เกิดขึ้นในภูมิภาค”

“นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่ากาตาร์ไม่อาจทำงานร่วมกับเราได้อีกเป็นเวลานานเพื่ออนาคตของตะวันออกกลาง”

ทูตเอมิเรตส์กล่าวอีกว่า “หากคุณถามซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน อียิปต์ บาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่าอะไรคือสิ่งที่ภูมิภาคตะวันออกกลางอยากเห็นในอีก 10 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องมองในด้านที่แตกต่างกับกาตาร์อย่างสิ้นเชิง”

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “ความจริงใจในการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลริยาฎ อบูดาบีหรือวอชิงตัน ทว่ามันขึ้นอยู่กับรัฐบาลโดฮา”

ที่มา : MEMO