ชาวกาซ่าเดินทยอยเดินทางไปทำหัจญ์หลังอียิปต์เปิดด่านเราะฟะหฺชั่วคราว
 
ทางการอียิปต์เปิดด่านเราะฟะหฺชั่วคราวเมื่อวันจันทร์ (14 ส.ค.) อนุญาตให้ผู้แสวงบุญชาวกาซ่าสามารถเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ได้ โดยมีผู้แสวงบุญกาซ่าเดินทางผ่านด่านเข้าสู่อียิปต์เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียในวันจันทร์ประมาณ 800 คน
 
เจ้าหน้าที่ดูแลชายแดนกาซ่าเปิดเผยว่าทางการอียิปต์ยอมเปิดด่านชั่วคราว 4 วันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสวงบุญราว 2,500 คนเดินทางผ่านด่านเราะฟะหฺ ทางออกเดียวของชาวกาซ่าสู่โลกภายนอก
 
อิสราเอลปิดล้อมฉนวนกาซ่าทั้งทางบก น้ำและอากาศ นับตั้งแต่ปีค.ศ.2017 สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่ประชากรกาซ่าประมาณ 2 ล้านคน กระทั่งนักสิทธิมนุษยชนบางคนเรียกฉนวนกาซ่าที่ถูกปิดล้อมแห่งนี้ว่าเป็น “คุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
 
ที่มา : PIC

IOM ชี้ชาวซีเรียเริ่มเดินทางกลับบ้านแล้วหลายแสนคนในปีนี้

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เปิดเผยว่ามีชาวซีเรียผลัดถิ่นกว่า 6 แสนคนเริ่มเดินทางกลับบ้านของพวกเขาแล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ร้อยละ 67 ของพวกเขามุ่งหน้ากลับสู่อเลปโป

IOM ระบุในแถลงการณ์ว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้มีชาวซีเรียผลัดถิ่น 602,759 คนเดินทางกลับบ้านแล้ว หลายคนในพวกเขาอ้างถึงสถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในพื้นที่ที่พวกเขาเคยจากไปในช่วงสงคราม

ร้อยละ 84 ของพวกเขาคือผู้ที่ลี้ภัยไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในซีเรีย ขณะที่อีกร้อยละ 16 กลับมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอน จอร์แดน อิรัก และตุรกี

มากกว่า 1 ใน 4 ของคนที่กลับมากล่าวว่าพวกเขาต้องการกลับมาปกป้องทรัพย์สินและที่อยู่ของตน ขณะที่ตัวเลขใกล้เคียงกันกล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในบ้านเกิดของเขาเริ่มดีขึ้นแล้ว และร้อยละ 11 กล่าวว่าสถานการณ์ความมั่นคงในบ้านเกิดเริ่มดีขึ้น และร้อยละ 14 ชี้ว่าสถานที่ที่พวกเขาลี้ภัยอยู่มีเศรษฐกิจย่ำแย่ลง

ผู้กลับบ้านเกิดจำนวนมากต้องยากลำบากในการเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 41 ของพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด และร้อยละ 39 ที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

IOM กล่าวว่า “การที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศนี้เสียหายอย่างหนักถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง”

แม้มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เดินทางกลับถิ่นกำเนิดมากขึ้น แต่ IOM ก็เตือนว่าสถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศก็ยังคงทำให้มีผู้ผลัดถิ่นเพิ่มขึ้นในทุกๆ วันเช่นกัน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีผู้ถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้านเรือนแล้วประมาณ 808,661 คน หลายคนต้องทำเช่นนี้เป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 แล้ว ขณะที่ในประเทศมีผู้พลัดถิ่นรวมราว 6 ล้านคน”

อเลปโปเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบกันอย่างหนักตลอดสงคราม 6 ปีในซีเรีย โดยกองทัพรัฐบาลเข้ายึดพื้นที่ทั้งหมดของเมืองนี้ได้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วหลังปิดล้อมพื้นที่นาน 5 เดือน

ที่มา : arabnews

 


เรื่องเล่าจากร็อบอะฮฺ การสังหารหมู่ ความทรงจำที่ยากจะลืม

14 สิงหาคม 2017 เท่ากับว่า 4 ปีผ่านไปแล้ว กับเหตุการณ์ที่เศร้าสลด โดยทหารอียิปต์จู่โจมเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสงบบริเวณจัตุรัสร็อบอะฮฺ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งไม่พอใจการทำรัฐประหารของนายพลอับดุลฟัตตะฮฺ อัซซีซี่ประธานาธิบดีอียิปต์คนปัจจุบันต่อมุฮัมหมัด มุรซีย์ อดีตประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุการณ์ครั้งน้้นมีประชาชนถูกสังหาร ราว 1,000 คน ประชาชนถูกยิง ถูกเผาทั้งเป็น ท่ามกลางกองกำลังความมั่นคงที่ปิดทางเข้าไม่ให้รถพยาบาลสามารถเข้ามาเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บได้

หลังจากที่มุฮัมหมัด มุรซีย์ ถูกโค่นอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2013 กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเรียกร้องให้ประชาชนออกมามาประท้วงที่จตุรัสร็อบอะฮฺ อะดาวียะฮฺ และจตุรัสอัลนะฮฺเฎาะฮฺ ในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบถึง 85,000 คน

เหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังความมั่นคงยิงเข้าใส่ฝูงชน เผาเต้นท์ และยิงแก๊สน้ำตา รถหุ้มเกราะและรถไถของทหารดาหน้าเข้าใส่ผู้ประท้วงโดยไร้ความเมตตา ประชาชนราว 1,000 คนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายพันคน ถูกจับกุมอีกกว่า 800 คน

นักเขียน ผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดี ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีนิยม อย่าง อะลาอฺ อั๊ลอัสวานี่ ออกมาเห็นด้วยกับการสังหารหมู่ครั้งนี้ โดยกล่าวผ่านสื่อว่า พวกเขาเป็นกลุ่มก่อการร้าย และเป็นพวกฟาสซิสต์

ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือตำรวจ และกองทัพเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง และใช้กำลังเกินกว่าเหตุ นับตั้งแต่นั้นมาก็มิได้ปรากฎการนำตัวเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนใดถูกดำเนินคดี หรือต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้ง

ในปี 2015 รัฐบาลอียิปต์ได้เปลี่ยนชื่อจัตุรัส หลังจากที่ฮิชาม บารอกัต อัยการสูงสุดตัดสินให้อดีตประธานาธิบดี ฮุสนีย์ มุบาร๊อกพ้นผิด และเป็นอิสระในที่สุด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอียิปต์ทั้งสองกลุ่มได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในการสังหารหมู่ครั้งนี้ และสรุปว่าทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกระทำการที่รุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนั้น การส่งออกอาวุธให้กับอียิปต์ของนานาชาตินั้นยุติลงเพียงช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพยายามเสริมสร้งความสัมพันธ์กับระบอบการปกครองของอัซซีซี่

ดร.ฮานาน อัลอมีน แพทย์หญิงผู้หนึ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ณ โรงพยาบาลสนามที่ตั้งขึ้นบริเวณจตุรัสร็อบอะฮฺ เล่าเหตุการณ์อันน่าสลดให้ฟัง เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบุกเข้ามาและสั่งให้เธอ และหมอคนอื่นๆที่อยู่ในห้องขณะนั้นออกจากห้องท่ามกลางผู้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ช่องท้องของเขาเปิดออก พบกระสุนปืน 6 นัดบริเวณตับ ม้าม และกระบังลม

เธอได้บอกกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงว่า เธอไม่สามารถละทิ้งผู้บาดเจ็บรายนี้ได้ และชี้ไปที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอื่นๆที่อยู่ต่อหน้าอีก 3 ราย ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็หยิบปืนออกมา และยิงพวกเขาทั้งหมดที่หัวใจ ทีละคนๆ ณ จุดๆนั้นเธอตกใจแทบเสียสติ ซึ่งเธอคิดในเวลานั้นคือว่า”คนพวกนี้เป็นมนุษย์ เราอยู่ในอียิปต์ พวกเขาเป็นคนของเรา “หลังจากนั้นดร.ฮานาน อมีน ก็เริ่มร้องไห้ และกล่าวต่ออีกว่า ชีวิตของฉันหยุดอยู่ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2013 ฉันไม่สามารถไปสู่วันที่ 15 ได้ วาระของฉันหยุดอยู่ในวันนั้น

12 ชั่วโมง ที่มือปืนซุ่มยิงเฝ้าระดมยิงเข้าใส่ฝูงชน รถไถดินเข้าบดขยี้เต้นท์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็เผามัน
หลังจากการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น ดร.ฮานาน รวมถึงแพทย์ และอาสาสมัครก็กลับเข้าไปยังโรงพยาบาลสนามอีกครั้ง พบว่าประชาชนราว 1,000 คนนั้นเสียชีวิต

ดร.ฮานาน อั๊ลอมีน จะเข้าไปช่วยที่โรงพยาบาลสนามในช่วงเวลาที่เธอว่างจากการทำงานที่มหาวิทยาลัยซิกอซีก ซึ่งเธอเป็นศาสตราจารย์ในสาขากุมารเวชศาสตร์ เธอกล่าวต่ออีกว่าเธออยากจะเป็นตัวอย่างในสังคมในด้านจิตอาสา การประท้วงอย่างสันติ และเพื่อช่วยเหลือประเทศ และต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ก่อนเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่ร็อบอะฮฺจะเกิดขึ้นหนึ่งวัน เธอได้เข้าร่วมการประท้วง ซึ่งในช่วงบ่าย จะเป็นเวลาที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นพักผ่อน เธอจะเกณฑ์ผู้หญิงและเดินออกไปให้กำลังใจกับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอจะกลับมาทำงานต่อ เธอกล่าวว่า พวกเขา(ผู้ชุมนุม)เป็นแรงจูงใจเพื่อเติมพลังให้กับเธอ

เมื่อเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2013 ซึ่งเป็นวันแห่งการสังหารหมู่ เริ่มขึ้นราว 7 โมงเช้า ดร.ฮานาน พร้อมด้วยแพทย์และพยาบาลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หลังจากนั้นราวบ่าย 3 โมง เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่มียาใดๆเหลืออยู่เลย เธอยืนอยู่ราวกับผู้สิ้นหวัง เธอไม่สามารถทำอะไรได้ ช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกเกลียดตัวเอง เกลียดยา และเกลียดทุกๆอย่าง

เด็กๆที่ขวัญหนีดีฝ่อ ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่มัสยิดเพื่อแสวงหาที่ที่ปลอดภัย แต่แล้วก็พบกับแก๊สน้ำตา รถพยาบาลถูกห้ามเข้าบริเวณจัตุรัส มันเป็นเขตสงคราม พวกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมุ่งหมายที่จะสร้างความหวาดกลัว และข่มขวัญประชาชน พวกเขาประกาศการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับพวกเราในวันนั้น

โรงพยาบาลรอบๆจัตุรัสร็อบอะฮฺ นั้นมีอุปกรณ์ครบครัน แต่เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งไม่เพียงแต่การห้ามรถพยาบาลเข้าไป แต่ยังห้ามบุคคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือประชาชน พร้อมกับสั่งห้ามขายยาสำหรับร้านขายยาที่อยู่โดยรอบ

เธอเดินออกไปด้านนอกโรงพยาบาลสนาม แล้วหันมาดู พบว่ามีกลุ่มควันโพยพุ่งออกมาจากโรงพยาบาลสนาม ซึ่งกำลังรีบเร่งในการรักษาผู้บาดเจ็บ และสิ่งที่เธอเห็นก็คือกองกำลังความมั่นคงได้จุดไฟเพื่อเผามัน พวกเขาเผาพวกเราทั้งเป็น

เธอเล่าต่ออีกว่าเธอเห็นหมอคนหนึ่งที่ถูกยิงที่หลัง และขยับเขยื้อนไม่ได้ ถูกกักตัวให้นั่งอยู่บนรถวีลแชร์ หมอบางคนก็รอดชีวิต หรืออาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าให้เขานั้นมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยานต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้

ที่มา : middleeastmonitor

 


อินเดียเตรียมเนรเทศโรฮิงญาออกประเทศแม้จะมีบัตร UN

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอินเดียรายหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ส์ว่า “ชาวมุสลิมโรฮิงญาประมาณ 40,000 คนที่อาศัยอยู่ในอินเดียล้วนเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายแม้พวกเขาจะลงทะเบียนกับองค์กรที่ดูแลผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติก็ตามและรัฐบาลของเราตั้งเป้าจะเนรเทศพวกเขาทั้งหมดออกไปจากประเทศ

ไคเรน ริจิจู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอินเดียบอกกับสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลกลางได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบบุคคลและเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมดออกนอกประเทศรวมถึงชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากชาวพุทธซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวโรฮิงญาในอินเดียแล้วประมาณ 16,500 คนเพื่อป้องกันพวกเขาจากการถูกล่วงละเมิด การจับกุมคุมขังและการเนรเทศ ทว่าริจิจูซึ่งเป็นรัฐมนตรีในคณะของนายกรัฐมนตรีนเรทรา โมดี จากรัฐบาลฮินดูชาตินิยม ยืนยันว่าแม้ UN จะกระทำเช่นนั้นจริงแต่มันก็ไร้ผลเนื่องจากอินเดียไม่ได้เป็นประเทศที่ร่วมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยผู้ลี้ภัย

เขากล่าวย้ำอีกว่า ตราบใดที่เรายังกังวลต่อสถานภาพของพวกเขาที่เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์พื้นฐานใดๆ ที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ และผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทุกคนจะถูกเนรเทศ

สำนักงาน UNHCR ในอินเดียกล่าวเมื่อวันจันทร์ (14 ส.ค.) ว่า หลักการพื้นฐานของการไม่ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอีก เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศตามจารีตประเพณีที่มีผลผูกพันกับทุกรัฐแม้ว่าพวกเขาจะร่วมลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยหรือไม่ก็ตาม

สำนักงาน UNHCR ยืนยันว่ายังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับแผนการเนรเทศชาวโรฮิงญาแต่อย่างใด และยังไม่เคยมีรายงานว่าชาวโรฮิงญาถูกเนรเทศแม้เพียงคนเดียว

การปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญานับล้านคนกลายเป็นเรื่องถกเถียงด้านสิทธิมนุษยชนมากที่สุด พวกเขาถูกปฏิเสธสถานะพลเมืองพม่าและถูกตัดสินว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายแม้จะมีข้อโต้แย้งจากชาวโรฮิงญาว่าพวกเขามีรากเหง้าเดิมอยู่ในประเทศนี้มาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม พวกเขาถูกจัดเป็นกลุ่มคนชายขอบและตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในบางครั้ง

ชาวโรฮิงญานับแสนคนหลบหนีเอาชีวิตรอดออกจากพม่า ส่วนมากพวกเขาลี้ภัยเข้าไปอยู่ในบังกลาเทศ บางส่วนพวกเขาข้ามชายแดนเข้าไปยังอินเดีย บางส่วนมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเรือที่ไม่ค่อยสมประกอบซึ่งถูกจัดหาให้โดยกลุ่มนายหน้าค้ามนุษย์

ที่มา : alarabiya