นักโทษปาเลสไตน์เลิกอดอาหารประท้วงหลังบรรลุข้อเรียกร้อง

อนัส ชะดีด นักโทษปาเลสไตน์จากเมืองดูรอ ในอัลเคาะลีล เวสต์แบงก์ ยุติการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์แล้ว หลังอิสราเอลยอมตอบสนองข้อเรียกร้องของเขาให้ยุติการขังเดี่ยว

ชะดีดถูกจับเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2560 จากบ้านของเขาในหมู่บ้านคอรซาทางใต้ของอัลเคาะลีล เขาถูกกักตัวไว้ตามอำนาจพิเศษฝ่ายบริหารที่สามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องตั้งข้อหาและสอบสวนนาน 6 เดือน

เขาถูกจับกุมก่อนหน้านี้ 1 ครั้งด้วยอำนาจพิเศษฝ่ายบริหาร เขาจึงอดอาหารประท้วงมาตรการเถื่อนนี้นานถึง 90 วัน จนเกือบจะสูญเสียความทรงจำและกลายเป็นคนพิการเนื่องจากการอดอาหารอย่างยาวนาน

ที่มา : PIC


HRW ชี้พันธมิตรซาอุฯ ขัดขวางการส่งความช่วยเหลือไปเยเมน

ฮิวแมนไรท์วอช (HRW) รายงานว่าพันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุดิอาระเบียกำลังจำกัดการนำสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปยังเยเมน

HRW ระบุว่าการปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม, รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง และการกำหนดเงื่อนไขในการส่งความช่วยเหลือเหล่านี้ผิดกฎหมายสากลและกฎหมายด้านมนุษยธรรม

บิล แวน เอสเวลด์  นักวิจัยอาวุโสของ HRW กล่าวว่า “พันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุฯ ต้องยุติการตั้งเงื่อนไขที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเหล่านี้ และกองกำลังติดอาวุธที่สวามิภักดิ์ต่ออะลี อับดุลลอฮฺ ศอลิหฺ อดีตประธานาธิบดีเยเมน และกลุ่มกบฏชีอะฮฺฮูษีก็ต้องยุติการแทรกแซงกระบวนการส่งความช่วยเหลือเช่นกัน”

เขากล่าวอีกว่า “ก่อนที่จำนวนของเด็กที่ทรมานและล้มตายจากสาเหตุที่ป้องกันได้จะเพิ่มขึ้น ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในสงครามจำเป็นต้องยอมให้มีการส่งเชื้อเพลิง, อาหารและยารักษาโรคไปยังครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้มัน”

ตั้งแต่ค.ศ.2014 ประธานาธิบดีอะลี อับดุลลอฮฺ ศอลิหฺและกลุ่มชีอะฮฺฮูษีได้เข้าควบคุมกรุงศ็อนอาอ์ เมืองหลวงของประเทศเยเมน พวกเขาห้ามไม่ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ถูกส่งไปยังพื้นที่นอกการควบคุมของพวกเขา แม้กระทั่งการที่พลเรือนในพื้นที่ควบคุมจะเดินทางออกนอกเมืองไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนก็ถูกจำกัดเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในเยเมนตั้งแต่ช่วงเริ่มไตรมาสที่สองของปีนี้ทำให้มีผู้ต้องสงสัยว่าป่วยด้วยโรคนี้ 7 แสนคน ซ้ำเติมสถานการณ์ยากลำบาก แห้งแล้งและอดอยากในประเทศที่ต้องเผชิญกับสงครามการเมือง 3 ปีและมีผู้ได้รับผลกระทบแล้วราว 20 ล้านคน

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ต้องรับผิดชอบต่อพลเรือนในพื้นที่ควบคุมของตน เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือพื้นฐานด้านมนุษยธรรมจะไปถึงทุกคนที่มีความต้องการหรือจำเป็นต้องได้รับ การจำกัดความช่วยเหลือ การเข้ารับการตรวจรักษาและเวชภัณฑ์อาจเป็นการละเมิดกฎหมายสงคราม

ซาอุดิอาระเบียและพันธมิตรอาหรับข้าร่วมสงครามในเยเมน ตามคำเรียกร้องของอับดุร็อบบุฮฺ มันศูร ฮาดี ประธานาธิบดีเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูษี่ที่มีอิหร่านหนุนหลัง

สหประชาชาติ (UN) ออกมาเรียกร้องหลายครั้งให้มีการสอบสวนการละเมิดจากทุกฝ่ายในเยเมน แต่ยังไม่เคยมีคณะคณะสืบสวนแม้แต่ชุดเดียวจาก UN ที่ถูกจัดตั้งขึ้น ทว่า HRW และองค์การนิรโทษกรรมสากล (AI) ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

ที่มา : MEMO


พลเรือนซีเรีย 80 คนเสียชีวิตระหว่างหลบหนีจากพื้นที่ขัดแย้ง

สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บอกกับผู้สื่อข่าวประจำสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์กว่า “สหประชาชาติวิตกกังวลอย่างมากต่อรายงานการต่อสู้และโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญเช่นโรงเรียนและโรงพยาบาลหลายแห่ง และศูนย์สำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

เขากล่าวอีกว่าการโจมตีทางอากาศเมื่อวันพุธบริเวณชนบทของเมืองอิดลิบได้ทำลายโรงเรียนแห่งหนึ่งอย่างราบคาบ ขณะที่การโจมตีด้วยปืนใหญ่ในวันอังคารทำให้พลเรือนที่พยายามหลบหนีออกจาก “วาดีอัลอะซาอิบ” พื้นที่ชนบทของจังหมัดหะมาฮ์ เสียชีวิตถึง 80 ราย

ทว่าดูจาร์ริกหลีกเลี่ยงการเจาะจงว่ากลุ่มหรือประเทศใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้

ที่มา : Anadolu


รัสเซียป้องตุรกีมีสิทธิ์ซื้อ S-400 ตามกฎหมายสากล ไม่มีใครมีสิทธิ์วิจารณ์เรื่องนี้

เมื่อวันพุธ (๒๗ ก.ย.) เครมลินออกโรงปกป้องตุรกีหลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) แสดงความวิตกกังวลที่ตุรกีทำสัญญาซื้อขายระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน S-400 ของรัสเซีย

ดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์วิจารณ์ความร่วมมือด้านเทคนิคการทหารระหว่างรัสเซียกับตุรกีที่ดำเนินการอย่างเคร่งครัดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีเป้าหมายโดยตรงต่อประเทศที่ 3 ใด ๆ”

เขากล่าวอีกว่า “ดังนั้น ไม่มีใครที่จะมีเหตุผลเพียงพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจทำสัญญาซื้อขายครั้งนี้”

เมื่อวันจันทร์ อิสมาอีล ดิมีร ปลัดกระทรวงกลาโหมตุรกี กล่าวว่า “S-400 จะถูกส่งมอบทั้งหมดภายใน 2 ปี”

สัญญาซื้อขายระหว่างตุรกีกับรัสเซียถูกวิจารณ์โดย NATO ที่ระบุว่าการทำงานของ S-400 เข้ากันไม่ได้กับระบบต่อต้านอากาศยานอื่น ๆ ที่ใช้ในกลุ่มประเทศสมาชิก NATO

วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียมีกำหนดเดินทางเยือนตุรกี 1 วันในวันพฤหัสบดี (๒๘ ก.ย.) เพื่อหารือกับเราะญับ ฏ็อยยิบ อัรดุฆาน ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งโฆษกเครมลินแสดงความเห็นว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายจริงจังมาก ผู้นำทั้งสองฝ่ายคาดหวังที่หารือกันอย่างครอบคลุมทั้งประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทางการตุรกีแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะสร้างอุตสาหกรรมระบบป้องกันประเทศด้วยตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอก

S-400 ของรัสเซียเป็นระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานระยะไกลที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย สามารถยิงจรวดทำลายล้างได้ 3 แบบซึ่งรวมถึงจรวดร่อนและขีปนาวุธ สามารถตรวจจับและล็อคเป้าหมายได้ 300 เป้าในเวลาเดียวกันที่ระดับความสูง 27 กิโลเมตรจากพื้นโลก

ทีมา :  Anadolu


วันก่อนยังตกใจไม่หายเมื่อรู้ข่าว ชัยคฺ ดร.สัลมาน อัลเอาดะฮฺ อุละมาอ์ชาวซาอุที่โลกมุสลิมรู้จักดีซึ่ง ‘เงียบ’ มาตลอดกรณีวิกฤติซาอุ-กาตาร์ ถูกเจ้าหน้าที่ทางการประเดิมแผนจับกุมและอุ้มหายพร้อมคนอีกราว 20 คนที่เป็นอุละมาอฺผู้รู้ นักคิด นักเขียน เจ้าชาย และคนในวงการต่างๆที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล (หรือไม่ยอมเชียร์รัฐบาลในกรณีของชัยคฺ สัลมาน) โดยเฉพาะประเด็นวิกฤติที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านและที่สำคัญข่าวการไม่ชอบมาพากลภายในราชวงศ์ที่เจ้าชายบางคนและโลกโซเชียลพูดกัน พร้อมๆกับการขึ้นมาสู่อำนาจของมงกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน สัลมาน
.
และขณะที่เหตุการณ์ไม่ดีขึ้นเลยนั้น ข่าวการจับกุม ชัยคฺ มุฮัมมัดศอลิหฺ อัลมุนัจญิด ก็มา โดยที่ท่านหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 18 กันยาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าอะไรทำให้อุละมาอ์ที่อยู่ในระดับท่านก็ไม่รอดเช่นกัน ที่ว่า ‘ระดับท่าน’ นี่ก็ใช่จะยกยอปอปั้นเหนืออุละมาอ์ท่านอื่นที่กล้าหาญไม่แพ้กัน (ทั้งที่ถูกจับแล้วและยังไม่ถูกจับ) แต่เพราะพูดกันภาษาชาวบ้าน ชัยคฺ มุนัจญิด นั้นไม่ธรรมดา เพราะเป็นถึงลูกศิษย์โดยตรงของบรรดาอุละมาอ์ผู้ล่วงลับที่นับเป็นกลุ่มบรมครูในสาย ‘อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ’ อย่าง ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ, ชัยคฺ มุฮัมมัด อัลอุซัยมีน, ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ บิน ญิบรีล, ชัยคฺ อับดุลเราะหฺมาน อัลบัรรอก (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาทุกท่าน) ยังมีท่านอื่นๆอีก รวมถึง ชัยคฺ ดร.ศอลิหฺ อัลเฟาซาน ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกมุสลิมปัจจุบัน
.
ชัยคฺ มุฮัมมัดศอลิหฺ อัลมุนัดญิด 57 ปี, เป็นชาวปาเลสไตน์อพยพในเมืองอะเลปโปหรือหะลับ, ซิเรีย แล้วย้ายมาอยู่ซาอุตั้งแต่เล็ก ร่ำเรียนตั้งแต่ประถมยันจบมหาวิทยาลัยที่ King Fahd University of Petroleum and Minerals ก่อนจะเบนเข็มมาศึกษากฏหมายอิสลามโดยตรงกับกลุ่มอุละมาอ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น กระทั่งสนิทสนมกับชัยคฺ บิน บาซ ในฐานะ ครู-ลูกศิษย์ ถึง 15 ปี จนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากชัยคฺ บิน บาซ ให้ทำงานศาสนาอย่างจริงจังตั้งแต่วัยหนุ่ม
.
ชัยคฺยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ตอบคำถามในเวบไซต์ Islamqa.info ตั้งแต่ปี 1996 (ฟัตวาที่ท่านอ้างในคำตอบบ่อยๆมักมาจากบรรดาชัยคฺที่เป็นครูของท่าน มากที่สุดคือฟัตวาของชัยคฺ บิน บาซ) เวบไซต์บุกเบิกถามตอบปัญหาศาสนาที่มีการเผยแพร่ถึง 16 ภาษา เป็นเวบไซต์แรกๆที่นำเสนอองค์ความรู้ตามมันฮัจญ์หรือแนวทางที่เรียกกันในปัจจุบันว่า ‘สะละฟี’ ซึ่งโยงไปถึงคำว่า ‘สะลัฟ’ หรือหมู่ชนผู้ทรงธรรมที่นบีรับรองในยุคสามร้อยปีหลังท่านล่วงลับ เป็นเวบไซต์ในแนวนี้ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดจากการสำรวจในปี 2015 ชัยคฺยังจัดรายการโทรทัศน์ สอนตำราใหญ่ๆในโลกมุสลิมอย่าง ‘ญามิอุศเศาะหีหฺ’ ของอิมาม อัลบุคอรี, ‘มัจญฺมุวอฺ อัลฟะตาวา’ ของอิมาม อิบนุ ตัยมิยะฮฺ, ‘กีตาบุตเตาหีด’ ของอิมาม มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ, ‘ตัฟซีรุลกุรอานิลกะรีม’ ของอิมาม อิบนุกะษีร นอกจากนี้ยังเป็นเคาะฏีบ เป็นอิมามที่มัสญิด อุมัร บิน อับดุลอะซีซ ในเมืองอัลเคาะบัร ในจังหวัดภาคตะวันออกของประเทศ ติดกับอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเกิดจากการ ‘ส่งตัวไป’ ของชัยคฺ บิน บาซ โดยเฉพาะ
.
นอกจากนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าหน้าที่ทางการยังจับกุม ชัยคฺ มะนาวัร อันนูบ ที่ไปออกคลิปกล่าวเห็นใจชัยคฺ ดร.สัลมาน อัลเอาดะฮฺ, ชัยคฺ ดร.มุฮัมมัด อัลบัรรอก อุละมาอ์จาก Umm al-Qura University และ Muslim Scholars Association และ ชัยคฺ มุฮัมมัดศอลิหฺ อัลมุกบิล ประธานสมาคมนักท่องจำอัลกุรอานเมืองมิซนับ ในจังหวัดอัลเกาะศีม
.
ปฏิบัติการกวาดล้างบุคคลทั้งหมดที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยาที่ผ่านมานั้น เป็นที่จับตามองของทั้งฝั่งโลกมุสลิมและโลกตะวันตก โลกมุสลิมก็อาจจะต้องตั้งคำถามตัวโตบ้างละถึงเหตุและผลที่ต้องไล่ล่าจับกุมผู้ที่เป็น ‘ทายาทนบี’ เป็นว่าเล่นแบบนี้? และเฉพาะสำหรับมุสลิมไทย (คิดว่านะ) ก็คงต้องมีคำถามออกมาเหมือนกันว่าพอเป็นยังงี้แล้วนิยามของคำว่า ‘ชาติเตาหีด’ ที่ได้สร้างขึ้นมาจนกลายเป็นวาทกรรมที่ถูกนำมาใช้กันพร่ำเพรื่อตอนนี้นั้น ควรชำแหละกันใหม่มั้ย? หรือถึงเวลาแยกกันได้ยังระหว่างสถานะของศาสนจักร/อาณาจักรในประเทศแห่งนี้? ส่วนโลกตะวันตกหนังสือพิมพ์ Washington Post ก็บอกละว่าซาอุกำลังจะเป็นคุกขนาดใหญ่เสียแล้ว อีกฉบับ Financial Times มองลึกกว่านั้น บอกว่ารึมงกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน สัลมาน กำลังจะจัดตั้งระบอบเผด็จการที่ไม่ยอมไว้ใจใครทั้งนั้น แม้กระทั่งคนที่ ‘เงียบ’ อยู่ก็ตาม
.
.
.
เวบไซต์ของ ชัยคฺ มุนัจญิด :
https://islamqa.info/en/

ข่าวการจับกุม ชัยคฺ ดร.สัลมาน อัลเอาดะฮฺ :
https://www.facebook.com/SmianaJournal/posts/1681222148601129

ข่าวการจับกุม ชัยคฺ มุนัจญิด :
http://rassd.news/337820.htm
http://arabi21.com/…/%D8%A7%D9%84%D8%B3%D9%84%D8%B7%D8%A7%D…

 

ขอบคุณ : สมิอฺนาฯ


กองเรืออิสรภาพบริจาคเครื่องมือประมงแก่กาซ่า เผยเตรียมเดินเรือเข้าพื้นที่อีก

พันธมิตรกองเรือแห่งอิสรภาพ (FFC) จัดรณรงค์ทั่วโลกเรียกร้องให้ยุติการปิดล้อมฉนวนกาซ่าอย่างผิดกฎหมายโดยรัฐบาลอิสราเอล และให้รัฐบาลทั่วโลกร่วมดำเนินการผลักดันเรื่องนี้จนกว่าจะสำเร็จ

FFC ประกาศในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันอังคารว่าจะจัดส่งอุปกรณ์หาปลาสำหรับชาวประมง 200 คนในฉนวนกาซ่าที่ถูกปิดล้อม ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นรวมถึงตาข่ายจับปลา ชุดสำหรับใส่ออกเรือและไฟส่องสว่างสำหรับเรือประมง

แถลงการณ์ระบุอีกว่า FFC ตลอดจนองค์กรต่าง ๆ ของปาเลสไตน์และนานาชาติ ได้ทำงานร่วมกันเพื่อบรรเทาความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของชาวประมงกาซ่า

ความช่วยเหลือของ FFC มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การใช้ชีวิตที่ยากลำบากของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนในพื้นที่ที่ถูกปิดล้อมนานกว่า 10 ปีโดยรัฐบาลไซออนิสต์ของอิสราเอล

นอกจากนี้ FFC ยังมีโครงการร่วมกับสื่อในการรณรงค์ให้ทั่วโลกได้ตื่นตัวรับรู้ความยากลำบากของชาวประมงกาซ่า โดย FFC จะเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของพวกเขาและเผยแพร่ผ่านสื่อ

FFC ยังประกาศความตั้งใจที่จะเดินเรือเข้าไปยังน่านน้ำกาซ่าอีกครั้งเพื่อยุติการปิดล้อมของอิสราเอล แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ FFC จัดการรณรงค์ยกเลิกการปิดล้อมกาซ่าด้วยการเดินเรือเข้าสู่กาซ่า แต่ความพยายามก่อนหน้านี้ล้วนถูกขัดขวางโดยทางการอิสราเอลที่เข้ายึดเรือและลากเข้าสู่เมืองท่าของอิสราเอล ก่อนจะยึดสิ่งของและปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวบนเรือกลับประเทศ ยกเว้นในปีค.ศ. 2010 ที่หน่วยคอมมานโดอิสราเอลพร้อมอาวุธครบมือบุกขึ้นเรือเอ็มวี มาวี มาร์มารา ทั้งจากทางน้ำและอากาศเพื่อยึดเรือที่ขนสิ่งของบรรเทาทุกกว่า 10,000 ตันมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซ่า มีนักกิจกรรมบนเรือถูกสังหารอย่างน้อย 19 ราย บาดเจ็บกว่า 50 คน และจับกุมนักเคลื่อนไหวที่เหลือบนเรือราว 700 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวตุรกี สร้างความโกรธแค้นและเสียงประณามไปทั่วโลก

ที่มา : PIC


ตุรกี-อิรักซ้อมรบร่วมใกล้ภูมิภาคเคอร์ดิสถานหลังลงประชามติแยกเอกราช

ตุรกีและอิรักจะเปิดการฝึกซ้อมทหารร่วมกันในแถบชายแดนตุรกี-อิรักในวันนี้ (26 ก.ย.) หลังรัฐบาล KRG ในภูมิภาคเคอร์ดิสถานทางเหนือของอิรักจัดการลงประชามติแยกเอกราชรัฐเคิร์ดเมื่อวันจันทร์

กองทัพตุรกีเริ่มปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคซิโลปีทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา หนึ่งสัปดาห์ก่อนการลงประชามติชาวเคิร์ด

เมื่อวันจันทร์ชาวเคิร์ดร้อยละ 76 จากประชากรเคิร์ดราว 5 ล้านคนในภูมิภาคเคอร์ดิสถานออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนตัดสินอนาคตของตัวเองว่าจะแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลแบกแดดหรือไม่ ซึ่งการเลือกตั้งได้จบลงในวันเดียวพร้อมด้วยประกาศภาวะฉุกเฉินในช่วงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนปิดคูหา ไม่อนุญาตให้ชาวเคิร์ดในพื้นที่ออกมาร่วมเฉลิมฉลอง

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยผู้บัญชาการทหารตุรกีซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ระบุว่า “การฝึกซ้อมร่วมทางทหารระยะที่ 3 จะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้กับกองทัพอิรักบริเวณประตูด่านฮาเบอร์หรือที่รู้จักกันในชื่อจุดผ่านแดนอิบรอฮีม เคาะลีล ตั้งอยู่ในเขตซิโลปี จังหวัดเซอร์นัก ประเทศตุรกี

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับพรมแดนทางตอนเหนือของทั้งอิรักและซีเรีย และยังเป็นประตูทางออกหลักสำหรับประชาชนในภูมิภาคเคอร์ดิสถานที่ใช้เดินทางออกสู่โลกภายนอก

พรมแดนฝั่งซีเรีย-ตุรกี ถูกควบคุมโดยกลุ่มเคิร์ด 2 กลุ่มใหญ่ที่มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มติดอาวุธของตนเองอย่าง PKK และ PYD ที่รัฐบาลตุรกีถือว่าทั้ง 2 ล้วนเป็นองค์กรก่อการร้ายที่บ่อนทำลายความมั่นคงของตุรกีและภูมิภาค และงปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในบริเวณดังกล่าวของตุรกีก็ยังดำเนินอยู่โดยมีเป้าหมายหลักในการกำราบ PKK

ก่อนหน้านี้รัฐบาลแบกแดดออกมาคัดค้านการจัดลงประชามติครั้งนี้ และเลขาธิการสหประชาชาติก็เรียกร้องให้รัฐบาลเคิร์ดหาทางแก้ไขข้อพิพาทกับทางการแบกแดดผ่านการเจรจา และให้ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่นายมัสอูด อัลบัรซานี ผู้นำรัฐบาลเคิร์ด (KRG) ระบุเพียงว่าเขาจะคุยกับแบกแดดหลังการประกาศผลประชามติอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น และยังระบุว่ารัฐบาลแบกแดดจะเปลี่ยนสถานะจากหุ้นส่วนในประเทศกลายเป็นรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยืนยันหนักแน่นว่ามีเพียงการลงประชามติเท่านั้นที่จะรับประกันอนาคตของชาวเคิร์ดในพื้นที่ดังกล่าวได้

ทั้งนี้นอกจากรัฐบาลกลางอิรักแล้ว การลงประชามติเมื่อวันจันทร์ถูกคัดค้านจากหลายประเทศโดยรอบอิรักด้วยเช่นตุรกี  อิหร่าน และประเทศห่างไกลอย่างสหรัฐฯ อังกฤษ แม้แต่สหประชาชาติยังปฏิเสธที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาในช่วงประชามติ ตลอดจนชาวอาหรับและคริสต์ที่อยู่ในพื้นที่พิพาทใกล้กับภูมิภาคเคอร์ดิสถานก็ประกาศคว่ำบาตรการลงประชามติครั้งนี้ มีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่สนับสนุน

ที่มา : Anadolu

 


หะมาสยินดีที่รัฐบาลเอกภาพปาเลสไตน์จะเยือนกาซ่าสัปดาห์หน้า

ขบวนการหะมาสแสดงความยินดีต่อมติเอกฉันท์ของรัฐบาลปาเลสไตน์ในการประชุมประจำสัปดาห์เมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลกลางจะเดินทางมาจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันจันทร์หน้า (2 ต.ค.)

อับดุลละฏีฟ อัลเกาะนูอฺ โฆษกหะมาสเน้นย้ำถึงความสำคัญในการยกเลิกมาตรการลงโทษกาซ่าที่ออกโดยรัฐบาลปาเลสไตน์

การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้มีขึ้นภายหลังการปรึกษาหารือกันระหว่างนายกรัฐมนตรีรอมี ฮัมดัลลอฮฺ และประธานาธิบดีมะหฺมูด อับบาส

ที่มา : PIC


มุฮัมมัด มะฮ์ดี อากิฟ (محمد مهدي عاكف) ตำนานนักสู้ผู้ท้าทาย

อากิฟเกิดปี 1928 ที่จังหวัดดะเกาะฮ์ลียะฮ์ อียิปต์ จบจากวิทยาลัยพลศึกษา ในปี 1950 และได้บรรจุเป็นครูพละในโรงเรียนมัธยมฟุอาดเอาวัล

ในปี 1940 ขณะอายุได้ 12 ปี อากิฟเข้าร่วมกลุ่มอิควานุลมุสลิมีนที่แพร่หลายอย่างมากในขณะนั้น เพราะชอบที่เห็นกลุ่มอิควานให้ความสำคัญต่อการกีฬาเป็นพิเศษ

ในปี 1952 เป็นหัวหน้าค่ายทหารอิควานประจำมหาวิทยาลัยอิบรอฮีม กรุงไคโร ที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับการยึดครองของอังกฤษที่คลองสุเอซ อีกทั้งยังเข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพอิสราเอลที่ปาเลสไตน์อีกด้วย

ในปี 1954 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเยาวชนของกลุ่มอิควาน และในปีเดียวกัน กลุ่มอิควานก็ถูกยุบ และอากิฟก็ถูกจับกุม

อากิฟถูกจับกุมในสมัยกษัตริย์ฟารูก ในความผิดฐานช่วยพานายพลแกนนำคณะนายทหารเสรีที่ก่อการปฏิวัติอียิปต์ให้หลบหนี และถูกพิพากษาประหารชีวิต ต่อมาลดเหลือจำคุกพร้อมทำงานหนักตลอดชีวิตจนถึงยุคนัซเซอร์ และได้รับการอภัยโทษในปี 1974 ในยุคซาดัต ภายหลังจากที่ถูกจำคุกนาน 20 ปี

หลังออกจากคุก ได้เดินทางไปทำงานเป็นที่ปรึกษาสภายุวมุสลิมโลก (WAMY) ที่กรุงริยาฎประเทศซาอุดิอาระเบีย รับผิดชอบจัดค่ายอบรมเยาวชนทั่วโลก

ต่อมาในปี 1980 ย้ายไปยังประเทศเยอรมนี เป็นหัวหน้าศูนย์อิสลามที่เมืองมิวนิค

ในปี 1987 กลับมายังอียิปต์ เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง สส.ของอียิปต์ และได้เป็น สส. ในเขตเลือกตั้งไคโรตะวันออก ในนามตัวแทนกลุ่มพันธมิตรอิสลาม ได้เป็น 1 ใน 35 สส.ของกลุ่มอิควานขณะนั้น

ในปี 1987 ได้เป็นกรรมการบริหารกลุ่มอิควาน และในปี 1996 ถูกศาลทหารในยุคมุบาร็อค พิพากษาจำคุก 3 ปี ในข้อหาเป็นฝ่ายอิควานนานาชาติ และได้พ้นโทษในปี 1999

อากิฟเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในกลุ่มอิควาน เช่น

– หัวหน้าฝ่ายนักศึกษา อันเป็นฝ่ายที่สำคัญอย่างยิ่งในกลุ่ม ซึ่งหะซัน บันนา ผู้ก่อตั้งกลุ่มก็เคยดำรงตำแหน่งนี้ด้วยตนเอง
– หัวหน้าฝ่ายฝึกกำลัง ประจำสำนักงานใหญ่ที่กรุงไคโร
– เป็นสมาชิกหนึ่งของหน่วยพิทักษ์กลุ่มอิควาน
– ฝ่ายต่างประเทศ

อากิฟมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรอิสลามทั่วโลก และเชื่อมั่นในระบบการประชุมชูรอ และเห็นว่ามติที่ประชุมไม่ได้มีไว้แค่แจ้งเพื่อทราบดังที่ปรากฏอยู่ในตำราฟิกฮ์และแนวปฏิบัติของกลุ่มก่อนหน้านี้ แต่มติที่ประชุมชูรอนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

มากกว่าครึ่งชีวิตของเขาอาศัยอยู่ในคุก ไม่ใช่เพราะลักขโมย ติดสินบน แต่เพราะกล้าพูดความจริงต่อผู้นำที่อธรรม และยังเป็นหัวหน้ากลุ่มอิควานุลมุสลิมีน ที่เป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ของยิวไซออนิสต์และผู้นำอาหรับพันธมิตรไซออนิสต์

อากิฟดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มอิควาน (مرشد عام) ในปี 2004 ภายหลัง มะอ์มูน หุดัยบี ผู้พิพากษาอาวุโส หัวหน้ากลุ่มอิควานที่เสียชีวิต

อากิฟได้ปฏิเสธการเป็นหัวหน้ากลุ่มต่อหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ในปี 2010 นับเป็นผู้นำอิควานคนแรกที่ออกจากตำแหน่งขณะยังมีชีวิต โดยมี ดร.มุฮัมมัด บะดีอฺ ขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มอิควานคนต่อมา ซึ่งปัจจุบันก็ถูกจำคุกในหลายข้อหา และรอการประหารชีวิตจากความผิดในบางคดี

ในปี 2012 อากิฟให้สัมภาษณ์สื่อว่าเห็นควรไม่ส่งตัวแทนกลุ่มอิควานลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ต่อมาก็ยอมส่งตามมติที่ประชุมชูรออิควาน

ในยุคอับดุลฟัตตาหฺ อัซซีซี หลังรัฐบาลอิควานโดนโค่นในเดือนกรกฎาคมปี 2013 อากิฟถูกจับกุมอีกครั้งพร้อมกับสมาชิกกลุ่มอิควานและผู้ปฏิเสธรัฐประหารนับพันคน ในข้อหาหมิ่นศาล จากการที่ได้กล่าวว่า “ศาลเสื่อม” ซึ่งศาลก็พิพากษาให้พ้นผิด ในปี 2014 แต่ยังคงถูกคุมขังระหว่างดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้ประท้วงรัฐบาลมุรซี

ในปี 2017 อากิฟเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูของโรงพยาบาล 2-3 ครั้ง จนกระทั่งเสียชีวิตที่โรงพยายาลก็อศรุลอัยนีย์ กรุงไคโร ในวันศุกร์ ที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็ง ในวัย 89 ปี

จดหมายฉบับสุดท้ายของอากิฟถึงลูกบอกว่า “พ่อไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่ห่วงประเทศอียิปต์”

หลังเสียชีวิต รัฐบาลอียิปต์ใช้กองกำลังความมั่นคงตรึงกำลังใช้เชือกกั้นรอบสุสาน พร้อมรถหุ้มเกราะ ห้ามประชาชนละหมาดญะนาซะฮฺเพื่อขอพรให้แก่อากิฟ รวมถึงการละหมาดฆออิบ (ละหมาดให้แก่ผู้ตายในกรณีที่ศพไม่ได้อยู่ตรงหน้า) และห้ามเข้าร่วมพิธีฝังศพ มีเพียงวะฟาอ์ ผู้เป็นภรรยา, อุลยา บุตรสาว และหลานชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ได้เข้าร่วม และมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตสุสาน

ศพของท่านถูกเจ้าหน้าที่นำไปฝังที่สุสานอะมัลวัลวะฟาอ์ ทางทิศตะวันออกของกรุงไคโร เวลา 1 นาฬิกา ของคืนวันที่ 23 กันยายน 2017 ที่ผ่านมา

ปิดฉากชีวิตนักสู้ที่ผ่านคุกตะรางมาทุกยุคสมัยผู้นำอียิปต์ ตั้งแต่กษัตริย์ฟารูก นัซเซอร์ ซาดัต มุบาร็อก และซีซี

ยอมทนลำบากตรากตรำนานา ในการนำองค์กรอิสลามที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกองค์กรหนึ่ง ยอมสละความสุขสบายเพื่ออนาคตของประชาชาติอิสลาม ไม่ยอมก้มหัวสยบต่อมหาอำนาจ, ไซออนิสต์และทรราชอาหรับ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อเดินทางไปรับการตอบแทนจากพระเจ้าผู้ทรงเมตตาต่อไป

ขอพระองค์ดูแลครอบครัวของท่าน อภัยโทษต่อท่าน เมตตาต่อท่าน และรับเป็นแขกคนสำคัญร่วมกับกัลยาณชนทั้งผอง

ทั้งนี้มีประชาชนอียิปต์บางส่วนที่ไม่สนใจคำเตือนของรัฐบาล ได้ร่วมกันละหมาดฆออิบให้แก่ท่านในฐานะผู้มีคุณานุปการแก่สังคม รวมทั้งในกรุงอิสตันบูลของตุรกี และบางพื้นที่ของประเทศแอฟริกาใต้

ขอบคุณ : อ.ฆอซาลี เบ็ญหมัด

1 2 3 8