ตุรกีส่งสินค้าเข้ากาตาร์เพิ่มสูงหลังชาติอาหรับคว่ำบาตรกาตาร์

สมาคมผู้ส่งออกอีเจียน (EIB) รายงานว่า ตุรกีส่งออกสินค้าไปยังกาตาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 382 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

มูลค่าการส่งออก 216 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 90 ตามหลังนโยบายคว่ำบาตรและระงับการส่งออกสินค้าไปยังกาตาร์โดยกลุ่มชาติอาหรับบางประเทศ

EIB แถลงอีกว่าตุรกีส่งออกอาหารไปยังกาตาร์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 98 ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เทียบกับปีก่อน มูลค่า 114 ล้านดอลลาร์ โดยพืชผลทางการเกษตรและเนื้อสัตว์เป็นผลิตภัณฑ์หลักในหมวดสินค้าอาหารส่งออก โดยทั้งสองประเภทมีมูลค่ารวม 38 ล้านดอลลาร์

กาตาร์สามารถผลิตอาหารสำหรับความต้องการในประเทศได้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น อาหารในประเทศถึงร้อยละ 90 จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าและด้วยความเป็นชาติที่มีกำลังซื้อค่อยข้างสูงจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกสินค้าของตุรกี

ที่มา : Anadolu


ผู้นำฝ่ายค้านอังกฤษปฏิเสธเข้าร่วมงานฉลอง100ปีแถลงการณ์บัลโฟร์

เจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานอังกฤษ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (30 ต.ค. 60) ว่าตนจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีแถลงการณ์บัลโฟร์ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี (2 พ.ย. 60) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยจะมีนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย

คอร์บิน เป็นบุคคลที่ถูกรู้จักเป็นอย่างดีว่าสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแข็งขันในประเด็นขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์-อิสราเอล และประณามอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลอิสราเอลตลอดจนนโยบายของชาติตะวันตกที่สนับสนุนการยึดครองปาเลสไตน์

นางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้เชิญนายกรัฐมนตรีอิสราเอลให้เดินทางเยือนลอนดอนในวันพุธ (1 พ.ย.60) เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่จะจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีแถลงการณ์บัลโฟร์ ซึ่งเธอได้เชิญนายคอร์บินให้เข้าร่วมงานนี้เช่นกันในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

สัปดาห์ที่แล้วเมย์กล่าวว่า เรามีความภูมิใจที่มีบทบาทสำคัญจัดตั้งรัฐอิสราเอล และพร้อมเจริญไมตรีกับอิสราเอลทั้งด้านเศรษฐกิจและอื่นๆ

ที่มา : PIC


ซาอุฯ เร่งพัฒนาบ่อน้ำซัมซัมควบคุมคุณภาพน้ำตามมาตรฐานความปลอดภัย

ชัยคฺอับดุรเราะหฺมาน อัสสุดัยส์ หัวหน้าฝ่ายกิจการมัสญิดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองได้ประกาศเริ่มโครงการบูรณะบ่อน้ำซัมซัมเมื่อวันอาทิตย์โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของโครงการนี้เนื่องจากน้ำซัมซัมนั้นมีคำสอนจากศาสนทูตมุฮัมมัดว่า “ผู้ที่ดื่มน้ำซัมซัมนั้น หากตั้งใจจะวิงวอนขอสิ่งดีใดจากอัลลอฮฺ เขาก็จะได้เช่นนั้น”

ชัยคฺสุดัยส์ชื่นชมความเอาใจใส่ของราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียต่อน้ำซัมซัมนับตั้งแต่มีดำริโครงการดูแลและพัฒนาบ่อน้ำซัมซัมในยุคของกษัตริย์อับดุลอะซีซ อาล สะอูด เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ปวงมุสลิมที่เดินทางไปเยือนมัสญิดศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่งทั้งในนครมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ ซึ่งบรรดากษัตริย์รุ่นลูกของท่านก็ยังคงเอาใจใส่และเพิ่มความพยายามในการดูแลบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นอย่างดี

โครงการใหม่นี้ประกอบด้วย 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะมีการก่อสร้างสะพานบริการ 5 แห่งจากฝั่งตะวันออกโดยมีความกว้าง 8 เมตรยาว 120 เมตร

ส่วนที่สองคือการจัดการสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ่อน้ำและการฆ่าเชื้อตามแผนจัดการระยะสุดท้ายอันรวมถึงห้องใต้ดินทั้งที่เป็นคอนกรีตและเหล็กในส่วนของมัสญิดหลังเก่า เพื่อลดสัดส่วนสารอันตรายในน้ำซัมซัมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากรวดปลอดเชื้อที่น้ำซึมผ่านได้ดีกว่าเดิมเพื่อใช้ในการกรองน้ำซัมซัมให้มีคุณภาพดีขณะที่ไม่ลดอัตราการไหลผ่านของน้ำลงมากจนเกินไป

โครงการนี้มีกำหนดการณ์แล้วเสร็จภายในเวลา 7 เดือนหรือก่อนจะถึงเดือนเราะมะฎอนในปีฮ.ศ.1439 นั่นเอง

เมื่อช่วงเทศกาลฮัจญ์ที่ผ่านมาทางการซาอุฯ รายงานว่ามีการแจกน้ำซัมซัมมากถึง 21,229 ลบ.ม. ที่มัสญิดหะรอมมักกะฮฺ และอีก 11,229 ลบ.ม. ที่มัสญัดหะรอมมะดีนะฮฺ

ที่มา : Arabnews


บาห์เรนชี้ควรระงับสถานะสมาชิกกาตาร์ใน GCC ไม่ก็เชิญออก

คอลิด บิน อะหฺมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรนกล่าวแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า “ก้าวที่ถูกต้องในการรักษาสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เอาไว้คือการระงับสถานะสมาชิกของกาตาร์เอาไว้ชั่วคราวจนกว่ากาตาร์จะควบคุมความคิดและตอบสนองข้อเรียกร้องของพวกเรา (จตุรรัฐต้านก่อการร้าย) เสียก่อน แต่ถ้ากาตาร์ไม่ทำเช่นนั้นพวกเราก็ไม่เดือดร้อนอะไรหากต้องเชิญกาตาร์ออกจาก GCC”

เขาโพสต์อีกว่า “บาห์เรนจะไม่เข้าร่วมประชุมใด ๆ หากมีกาตาร์ร่วมด้วย ตราบใดที่กาตาร์ยังคงใกล้ชิดกับอีหร่านเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า และกาตาร์ยังเตรียมการสำหรับกองทัพต่างชาติซึ่งเป็นก้าวที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติสมาชิก GCC”

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อียิปต์และบาห์เรน ออกแถลงการณ์ร่วมตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์ภายใต้ข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนการก่อการร้ายทั้งความช่วยเหลือด้านเงินทุน การให้ที่พักพิง ให้สัญญาณ ให้เวทีในการทำงาน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นข้อหาที่กาตาร์ปฏิเสธมาโดยตลอด

ไม่กี่วันก่อนนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนซาอุฯ เพื่อหารือในหลายประเด็นและหนึ่งในนั้นคือข้อพิพาทกับกาตาร์ ก่อนที่เร็กซ์จะสรุปว่าซาอุฯ เป็นผู้นำพาวิกฤติรัฐอ่าวมาถึงจุดนี้และเป็นซาอุฯ เองที่ยังไม่พร้อมเจรจาเพื่อแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ผิดกับกาตาร์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมเจรจามาตั้งแต่ต้น

ที่มา : Alarabiya


นายกปาเลสไตน์ร้องอังกฤษขอโทษเรื่องแถลงการณ์บัลโฟร์

นายรอมี ฮัมดัลลอฮฺ นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์เรียกร้องเมื่อวันอาทิตย์ให้อังกฤษขอโทษชาวปาเลสไตน์ที่ได้ประกาศคำสัญญาสร้างรัฐยิวบนดินแดนปาเลสไตน์ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีในสัปดาห์นี้

ฮัมดัลลอฮฺกล่าวว่า แถลงการณ์บัลโฟร์ที่ประกาศโดยอาเธอร์ บัลโฟร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ซึ่งปาเลสไตน์ในขณะนั้น (ค.ศ.1917) เป็นผู้อารักขาอังกฤษ (ในการสู้รบกับฝ่ายอักษะ) แถลงการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ต่อชาวปาเลสไตน์

เขากล่าวอีกว่า อังกฤษไม่ควรจัดเลี้ยงอาหารค่ำฉลองครบรอบแกลงการณ์ ซึ่งจะจัดขึ้นในกรุงลอนดอน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลและนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ ของอังกฤษเข้าร่วมและอาจกล่าวถึงความสำคัญของแถลงการณ์ดังกล่าวที่มีส่วนในการก่อตั้งรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการในค.ศ.1948

นายกฯ ปาเลสไตน์กล่าวระหว่างการเปิดโรงเรียนเอกชนแห่งใหม่ในเมืองนาบลุส เขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองว่า “การจัดฉลองจะเป็นการท้าท้ายต่อประชาคมโลกที่อยู่ข้างชาวปาเลสไตน์ในปัญหาความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอล”

ด้านประธานาธิบดีมะหฺมูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์และสมาชิกรัฐบาลของเขาได้ออกมาอ้างก่อนหน้านี้ว่าพวกเขากำลังเตรียมการยื่นฟ้องรัฐบาลอังกฤษต่อแถลงการณ์บัลโฟร์ ซึ่งทำให้ชาวปาเลสไตน์ราว 7 แสนคนต้องพลัดถิ่นในค.ศ.1948

แถลงการณ์บัลโฟร์นี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอังกฤษในเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 ใจความของคำแถลงการณ์ตอนสำคัญมีความว่า

“รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพิจารณาด้วยความเห็นชอบ ในการตั้งถิ่นฐานสำหรับพวกยิวขึ้นแห่งหนึ่งในประเทศปาเลสไตน์ และจะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถที่จะอำนวยความสะดวกต่อการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ข้อนี้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า จะไม่มีการปฏิบัติการใด ๆ อันเป็นผลร้ายต่อสิทธิพลเรือนและการนับถือศาสนา ของหมู่ชนที่มิใช่ชาวยิวในประเทศปาเลสไตน์ หรือสิทธิและสถานภาพทางการเมืองที่พวกยิวได้รับในประเทศอื่น”

นักวิชาการตั้งคำถามว่า ขณะนั้นปาเลสไตน์ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน แล้วอังกฤษมีอำนาจอะไรที่ประกาศยกดินแดนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของตนให้แก่ชาวยิว

ก่อนหน้านั้นในปีค.ศ.1915 อังกฤษก็เข้ามาหว่านล้อมชาติอาหรับรวมถึงปาเลสไตน์ ให้เข้าร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตรต่อต้านฝ่ายออตโตมันที่เข้าร่วมฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่1 โดยสัญญาว่าจะมอบเอกราชให้แก่ชาติอาหรับทั้งหมดหลังสงคราม แต่ท้ายที่สุดชาวอาหรับก็ถูกหักหลัง โดยเฉพาะชาวปาเลสไตน์ที่นอกจากจะไม่ได้รัฐเอกราชของตนแล้วยังเสียดินแดนส่วนมากของประเทศให้แก่รัฐยิวที่ถูกสถาปนาขึ้นอย่างผิดกฎหมายในค.ศ.1948 อีกด้วย

มินับรวมถึงถ้อยสัญญาของมหาอำนาจ (สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ) ก่อนที่จะได้รับชัยชนะในสงครามโลก ที่ว่าจะยึดมั่นในสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองของประชาชนท้องถิ่นในแต่ละดินแดนที่เป็นอาณานิคมของตน และถ้อยสัญญาในแถลงการณ์บัลโฟร์เองที่พูดในเรื่องเดียวกัน ทว่าในทางปฏิบัตินั้นพวกเขาออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยิวจากภายนอกและบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ที่เป็นอาหรับมุสลิมต้องพลัดถิ่น แล้วสนธิสัญญาบัลโฟร์นี้จะมิถูกเรียกว่าสัญญาโจรได้อย่างไร?

ที่มา : MEMO


 
ปาเลสไตน์เรียกร้องอังกฤษ ขอโทษต่อคำประกาศบัลโฟร์
นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์ร้องร้องให้อังกฤษออกมาขอโทษกรณีสนธิสัญญาบัลโฟร์ ซึ่งเป็นรากฐานการก่อตั้งรัฐอิสราเอล
รามี่ ฮัมดัลลอฮฺ นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์เรียกร้องในวันนี้ให้อังกฤษขอโทษต่อกรณีคำประกาศที่มีต่อรัฐยิวในประวัติศาสตร์ของปาเลสไตน์ ก่อนครบรอบ 100 ปีในอีกไม่กี่วัน
นอกจากนี้ยังกล่าวว่าอังกฤษไม่ควรเฉลิมฉลองครบรอบการประกาศดังกล่าว ซึ่งอ้างถึงการสนธนาระหว่างเบนจามิน เนธันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กับนางเทเรซา เมย์ในการเฉลิมฉลองคำประกาศนี้ที่ถือว่าเป็นการสร้างรัฐอิสราเอลที่มีขึ้นในปี 1948
รามี่ ฮัมดัลลอฮ์กล่าวต่ออีกว่าการเฉลิมฉลองนั้นเป็นท้าทายความคิดเห็นทั่วโลก ซึ่งสนับสนุนปาเลสไตน์
ด้านประธานาธิบดีมะฮฺมูด อับบาส และสมาชิกในรัฐบาลของเขาได้อ้างสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยกำลังเตรียมการที่จะฟ้องรัฐบาลอังกฤษต่อกรณีคำประกาศบัลโฟร์ ที่เป็นต้นเหตุให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 700,000 คนต้องกลายเป็นผู้ผลัดถิ่นในปี 1948 อันเนื่องมากจากการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากถิ่นฐานที่รุนแรงของยิวไซออนนิสต์(อิสราเอล)
***คำแถลงการณ์บัลโฟร์ (Balfour Declaration) มีชื่อเรียกตามนามของรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษสมัยนั้น คือ เซอร์ อาร์เธอร์ เจมส์ บัลโฟร์ (Sir Arthur James Balfour) คำแถลงการณ์บัลโฟร์นี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอังกฤษในเดือนตุลาคม 1917
ใจความของคำแถลงการณ์ตอนสำคัญมีความว่า
“รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพิจารณาด้วยความเห็นชอบ ในการตั้งถิ่นฐานสำหรับพวกยิวขึ้นแห่งหนึ่งในประเทศปาเลสไตน์ และจะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถที่จะอำนวยความสะดวกต่อการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ข้อนี้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า จะไม่มีการปฏิบัติการใด ๆ อันเป็นผลร้ายต่อสิทธิพลเรือนและการนับถือศาสนา ของหมู่ชนที่มิใช่ชาวยิวในประเทศปาเลสไตน์ หรือสิทธิและสถานภาพทางการเมืองที่พวกยิวได้รับในประเทศอื่น”
ที่มา: anadolu
*** บทความ’บัลโฟร์’ แถลงการณ์เจ้าปัญหาในตะวันออกกลาง ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซาอุฯ จะเป็นชาติแรกที่ให้สถานะพลเมืองแก่หุ่นยนต์

โซเฟีย หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นหัวข้อข่าวน่าสนใจประจับสัปดาห์นี้ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อเธอได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแลการประชุม “การริเริ่มการลงทุนในอนาคต” ที่จัดขึ้นในกรุงริยาฎ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

นอกจากนี้เธอยังทำสถิติใหม่ของโลกด้วยการเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่กำลังจะได้รับสถานะการเป็นพลเมืองจากซาอุฯ

โซเฟียจะเป็นสัญลักษณ์ของซาอุฯ ในแผนการพัฒนาประเทศด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลมอันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ที่มีชื่อย่อว่า NEOM และจะเป็นโครงการที่ใช้หุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์

ที่มา : Alarabiya


ตุรกีชี้เอกสารส่งกุเลนสมบูรณ์แล้วแค่รอสหรัฐฯ ส่งตัว

อับดุลหะมีด ฆูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตุรกีกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าตุรกีคาดหวังว่าจะมีการส่งตัวนายฟัตหุลลอฮฺ กุเลน หัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย FETO ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ

ระหว่างการแถลงข่าวในกรุงอังการา อับดุลหะมีดกล่าวว่า ขั้นตอนและเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่มีอะไรขัดขวางขั้นตอนการส่งตัวได้อีก

เขากล่าวอีกว่า “เงื่อนไขทั้งหมดระหว่างสองฝ่ายได้รับการเติมเต็มแล้ว ขณะนี้เรารอเพียงการส่งตัวเท่านั้น”

ตามข้อมูลของรัฐบาลตุรกี องค์กรก่อการร้ายฟัตหุลลอฮฺ (FETO) และผู้นำองค์กรอย่างนายกุเลนที่อยู่ในสหรัฐฯ เป็นผู้บงการความพยายามรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2559 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 250 ราย บาดเจ็ดอีก 2,200 คน

รัฐบาลอังการากล่าวหา FETO เรื่อยมาว่าอยู่เบื้อหลังความพยายามโค่นอำนาจรัฐผ่านการแทรกซึมสถาบันต่าง ๆ ในตุรกี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานทหาร ตำรวจและตุลาการ

เกี่ยวกับคำถามที่ว่าตุรกีจะเพิกถอนสัญชาตินายกุเลนหรือไม่ รมว.ยุติธรรมตุรกีกล่าวว่ามีความเป็นไปได้หากมีความต้องการจากกระทรวงมหาดไทยและผ่านการเห็นชอบจากสภา

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือนายอาดิล โอคสุซ ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้วางแผนรัฐประหารเมื่อปีก่อน และได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาในเยอรมนี อับดุลหะมีดตอบว่า “เรากำลังทำงานร่วมกับเพื่อร่วมงานของเราในเรื่องนี้และเราจะทำข้อเรียกร้องที่จริงจังยื่นไปยังทางการเยอรมนีเกี่ยวกับประเด็นนี้”

โอคสุซถูกกล่าวหาว่าเป็นอิมามหรือผู้นำของเหล่าสมาชิก FETO ในกองทัพอากาศ และยังเป็นบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับฟัตหุลลอฮฺ กุเลน และผู้ร่วมวางแผนรัฐประหารคนอื่น ๆ ในตุรกี

เขาถูกจับกุมเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 กรกฎาคม ปีที่แล้ว แต่ได้รับการปล่อยตัวในภายหลังและจากนั้นเขาก็หายตัวไป

ที่มา : Anadolu


ฮูษีเสนอปิดโรงเรียนแล้วส่งเด็กเข้าสนามรบแทน

หะสัน ซัยดฺ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬาของรัฐบาลฮูษีในกรุงศ็อนอาอ์ ประเทศเยเมน ออกมาเรียกร้องเมื่อวันอาทิตย์ (22 ต.ค.) ให้ปิดโรงเรียนแล้วส่งเด็กนักเรียนเข้าสู่สมรภูมิรบแทน

ข้อเสนอของรัฐมนตรีคนดังกล่าวเปิดเผยความตั้งใจของกลุ่มกบฏชีอะฮฺฮูษีที่ต้องการระดมพลเด็ก ๆ นับแสนคนเข้าเป็นนักรบของกลุ่ม ก่อนจะส่งพวกเขาเข้าร่วมสงครามยึดครองเยเมน

แถลงการณ์ของเขาสร้างความโกรธแค้นไปทั่วสื่อโซเชียล ผู้ใช้งานคนหนึ่งแสดงความเห็นว่าควรปล่อยให้เด็กอยู่ที่โรงเรียนต่อไป ส่วนคนที่ต้องถูกส่งไปสู่แถวหน้าของสนามรบคือตัวรัฐมนตรีที่เสนอเรื่องนี้และเหล่าผู้คุ้มกันของเขา

ที่มา : Alarabiya


ซาอุฯ ปฏิเสธข่าวลือว่ามีผู้แทนเยือนอิสราเอล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวหลายกระแสว่ามีผู้แทนระดับสูงจากราชอาณาจักรได้เดินทางเยือนอิสราเอลในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้

เขากล่าวว่า “กระแสข่าวที่รายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุฯ คนหนึ่งได้เดินทางเยือนอิสราเอลนั้นเป็นเรื่องโกหกสิ้นดี ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ราชอาณาจักรมีความโปร่งใสในความเคลื่อนไหวและการติดต่อสื่อสารมาโดยตลอด ไม่มีอะไรต้องปกปิด”

“กระทรวงต่างประเทศเรียกร้องให้สื่อต่าง ๆ ได้ตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่เรื่องใดออกไปสู่สาธารณชน และอย่าให้ความสนใจกับข่าวลือต่าง ๆ  และในอนาคตจะไม่มีการแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวที่มาจากสื่อที่โกหกและแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์ต่อราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย”

ที่มา : Alarabiya

1 2 3 5