คืบหน้าโต๊ะอาดัม ตรัง

15:00น.(17ตุลาคม2560) สำนักข่าวไวท์ลงพื้นที่ติดตามมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ สาขาตรังและสาขาภูเก็ต ประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้สัญลักษณ์ที่สื่อไปในทางศาสนาอิสลามในลักษณะที่คลาดเคลื่อนต่อความเชื่อของอิสลาม ในเขตพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง
#ดาริส_เส็นธนู


ตกใจหนักมาก

มุสลิมตรังสุดงง เจอศาลเจ้าโต๊ะอาดัม มีพระนามอัลลอฮฺวางปนรูปปั้น มมส.ไม่รอช้าเร่งประสานงานผู้ใหญ่เพื่อขอเข้าชี้แจง คาดผู้ทำอาจเข้าใจผิด

(16ตุลาคม2560)มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ สาขาตรัง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไวท์นิวส์ว่า ได้รับการแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่าได้พบเจอภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มของพี่น้องต่างศาสนิกชนและมีความคลาดเคลื่อนในการอ้างถึงหลักความเชื่อของอิสลาม เช่นการทรงเจ้าแล้วแต่งกายคล้ายชุดของผู้ชายมุสลิม,การทำพิธีกรรมในการทรงเจ้าเป็นเทพเจ้าต่างๆแต่มีลักษณะของการขอดุอาร์(ขอพร)ในสถานที่นั้นๆ,การนำป้ายที่มีอักษรหรือประโยคจากอัลกรุอ่านและมีพระนามของอัลลอฮฺและศาสนทูตมูฮัมมัดวางหลังรูปปั้น เป็นต้น โดยสถานที่ประกอบพิธีกรรมน่าจะตั้งอยู่ในเขต อ.ปะเหลียน จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าศาลดังกล่าวนั้นชื่อโต๊ะอาดัมสิตียาว้า ซึ่งแบ่งออกเป็นสำนักย่อยๆและเป็นภาคต่างๆ ซึ่งตอนนี้เท่าที่มีข้อมูลมีถึง15ภาค นอกจากนี้ยังชื่อศาลอื่นๆเช่นโต๊ะฮาหมาดหรือตะละหมาดอีกด้วย

ล่าสุดทาง นายอิมรอน พัฒนสกุลเกียรติ ปธ.มมส.ตรัง ได้แจ้งว่า ตอนนี้กำลังประสานงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ทั้งในส่วนของ กอจ.ตรังหรือหน่วยงานด้านปกครองท้องถิ่น เพื่อที่จะขอชี้แจงและทำความเข้าใจกับพี่น้องกลุ่มดังกล่าว อันเนื่องจากบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเกี่ยวกับความเชื่อและสิ่งที่หวั่นใจคือหากการสื่อสารไม่เข้าใจหรืออาจมีมือที่3ก็อาจให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะเจตนารมณ์ของ มมส.คือต้องการให้ทุกคนได้เข้าใจซึ่งกันและกันและแค่ขอความร่วมมือในการนำสิ่งของหรือข้อปฏิบัติบางอย่างที่กระทบถึงหลักการของศาสนาอิสลามแยกออกมาเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดเท่านั้นเอง ส่วนที่เป็นความเชื่อของพี่น้องกลุ่มดังกล่าวในส่วนนั้นทาง มมส.จะไม่ขอก้าวล่วงเพราะเป็นความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคน


แต่อย่างไรก็ดีเท่าที่สามารถตรวจสอบได้ตอนนี้พบว่าศาลเจ้าหรือสำนักที่มีความเข้าใจผิดนั้นมีอยู่ประมาณ3-4จุดเท่านั้น ซึ่งคาดว่าภายใน1-2วันนี้น่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างแน่นอน
#ดาริส_เส็นธนู


นายกฯ ปาเลสไตน์หารือผู้แทน UN ประเด็นปรองดองในประเทศ

นายรอมี ฮัมดัลลอฮฺ นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์ พบกับนายนิโคลาย มลาดินอฟ ผู้ประสานงานพิเศษด้านกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางเพื่อหารือถึงพัฒนาการล่าสุดในการปรองดองภายในปาเลสไตน์

การพบปะครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ (16 ตุลาคม) ณ สำนักงานของนายกฯ ปาเลสไตน์ในเมืองรอมัลลอฮฺ  โดยฮัมดัลลอฮฺกล่าวว่ารัฐบาลของเขากำลังทำงานเพื่อให้ข้อตกลงปรองดองสำฤทธิ์ผล เน้นย้ำว่าการปรองดองจะช่วยส่งเสริมความพยายามของรัฐบาลปาเลสไตน์ในการแก้ปัญหาความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในฉนวนกาซ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานไฟฟ้าและน้ำสะอาด

นายกฯ ปาเลสไตน์ย้ำอีกว่า การบรรลุเอกภาพระดับชาติจะทำหน้าที่เป็นสภาพแวดล้อมที่รองรับการนำไปสู่การปฏิบัติตามอำนาจบริหารของผู้นำสูงสุดปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีมะหฺมูด อับบาส เพื่อจัดการกับการปิดล้อมของอิสราเอลต่อฉนวนกาซ่า และแผนการขยายนิคมชาวยิวผิดกฎหมายของรัฐบาลอิสราเอล

ขบวนการหะมาสและฟะตะหฺลงนามร่วมกันในข้อตกลงปรองดองเมื่อวันพฤหัสบดี (12 ตุลาคม) ระหว่างการประชุมโดยตรงร่วมกันที่มีอียิปต์เป็นเจ้าภาพในกรุงไคโร เนื้อหาในข้อตกลงเปิดทางให้รัฐบาลของคณะบริหารปาเลสไตน์ (PA) ที่นำโดยมะหฺมูด อับบาส เข้ารับผิดชอบการบริหารกาซ่าเต็มรูปแบบ และเรียกร้องให้มีการพูดคุยระดับชาติที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ที่มา : PIC


ชาวปาเลสไตน์ถูกจับกุมไปแล้ว 1.1 แสนคนหลังการทำสนธิสัญญาออสโล

ค.ศ.1993 อิสราเอลและองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ทำสนธิสัญญาออสโล 1 ที่นอร์เวย์ ก่อตั้งคณะผู้บริหารปาเลสไตน์ (PA) เพื่อบริหารตนเองอย่างจำกัดในส่วนต่าง ๆ ที่ถูกยึดครองอยู่ คือ เวสต์แบงก์ เยรูซาเล็มตะวันออกและกาซ่า

รวมถึงยอมรับว่า PLO เป็นตัวแทนของปาเลสไตน์ในการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ลงรอยกัน นับเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ที่ถือเป็นหนึ่งในแกนกลางของความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงเวลาเกือบ 100 ปี

กระนั้นก็ตาม ชาวปาเลสไตน์ก็ยังถูกจับกุมอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นความผิดใหญ่ ความผิดเล็ก ถึงขั้นไม่มีความผิดก็ยังถูกจับกุมด้วยอำนาจพิเศษฝ่ายบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งอนุญาตให้จับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัยได้นาน 6 เดือนโดยไม่ต้องไต่สวนและตั้งข้อหา แถมยังต่ออายุการควบคุมตัวได้อีก


ชาวโซมาเลีย 40 คนที่บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในกรุงโมกาดิชูถูกส่งตัวไปรักษาที่ตุรกีแล้ว

ชาวโซมาเลีย 40 คนที่บาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิดรถบรรทุก (Truck Bomb) ในกรุงโมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย ถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินไปรับการรักษาในตุรกีแล้วเมื่อวันจันทร์ (16 ต.ค.)

นายมะฮฺดี อะหฺมัด รองนายกรัฐมนตรีโซมาเลียกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า “ขณะนี้เครื่องบินได้นำผู้บาดเจ็บ 40 คนมาส่งเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะบินกลับมาเพื่อรับผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม”

เหตุระเบิดในย่านที่มีการจราจรพลุกพล่านเมื่อวันเสาร์ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 276 ราย บาดเจ็บกว่า 300 คน

อะหฺมัดขอบคุณรัฐบาลตุรกีต่อจุดยืนที่สูงส่งด้านมนุษยธรรมในการให้ความช่วยเหลือชาวโซมาเลียในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้

สถานทูตตุรกีระบุในแถลงการณ์ว่า ก่อนหน้าเครื่องบินลำเลียงผู้บาดเจ็บจะมาถึงตุรกี นายอะหฺมัด ดิมิรคาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตุรกีเดินทางถึงเมืองหลวงโซมาเลียเพื่อดูแลภารกิจช่วยเหลือของตุรกีพร้อมเจ้าหน้าที่ 33 คนซึ่งรวมถึงทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการบริการฉุกเฉิน

รัฐมนตรีสาธารณสุขตุรกีกล่าวว่าตุรกีรู้สึกเศร้าไม่ต่างจากโซมาเลีย และบอกว่าอังการามีแผนที่จะช่วยเหลือเหยื่อบางส่วนในโศกนาฏกรรมครั้งนี้

เขาบอกอีกว่า ตามคำแนะนำของประธานาธิบดีเราะญับ ฏ็อยยิบ อัรดุฆาน แห่งตุรกี เราจะทำงานสนับสนุนโดยมอบความช่วยเหลือทางการแพทย์และการลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังตุรกีเพื่อรับการดูแลรักษาที่จำเป็น

เครื่องบินลำเลียงลำหนึ่งของตุรกีบรรทุกเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉิน, อุปกรณ์ปฐมพยาบาล, เจ้าหน้าที่จากองค์กรจันทร์เสี้ยวแดงตุรกี 13 คน ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของตุรกีจำนวนหนึ่งได้ลงจอด ณ กรุงโมกาดิชูแล้ว พร้อมการต้อนรับอย่างดีจากรัฐบาลและประชาชนโซมาเลีย

ที่มา : MEMO