กาตาร์ห่วงความปลอดภัยหุจญาจญ์แม้ทางการซาอุฯ ยอมเปิดพรมแดน

กาตาร์ห่วงความปลอดภัยหุจญาจญ์แม้ทางการซาอุฯ ยอมเปิดพรมแดนให้หุจญาจญ์ (ผู้แสวงบุญ) ชาวกาตาร์เดินทางเข้าซาอุฯ เพื่อร่วมประกอบพิธีหัจญ์ประจำปีฮิจญ์เราะฮฺศักราช 1438 แล้วก็ตาม

ชัยคฺมุฮัมมัด บิน อับดุรเราะหฺมาน อาล ษานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวระหว่างเดินทางเยือนนอร์เวย์ว่า ทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องด้านความปลอดภัยของผู้แสวงบุญกาตาร์ตลอดช่วงพิธีหัจญ์ตามที่กระทรวงกิจการศาสนากาตาร์ได้เสนอ

เขากล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า “ระดับความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ, ภาษาและน้ำเสียงที่สื่อซาอุฯ ได้ใช้สร้างความเกลียดชังต่อชาวกาตาร์นั้นยังเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากังวลอย่างยิ่งในตอนนี้”

“ผู้แสวงบุญกาตาร์ที่ได้ข้ามพรมแดนเข้าไปยังซาอุฯ แล้ว ความปลอดภัยและความมั่นคงของพวกเขาถือว่าอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของทางการซาอุดิอาระเบีย และนับตั้งแต่มีการเปิดพรมแดนก็มีผู้แสวงบุญกาตาร์ข้ามเข้าไปยังซาอุฯ แล้วกว่า 100 คน”

ที่มา : MEMO


รอดหวุดหวิด! ฆาตกรซาอุฯ พ้นโทษประหารในช่วงนาทีสุดท้ายหลังพ่อเหยื่อประกาศยกโทษ

ชายชราชาวซาอุดิอาระเบียคนหนึ่งจากจังหวัดเคาะมีสมุชัยยิฏในย่านอะสีรได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนที่เข้าร่วมในเหตุการณ์ประหารฆาตกรรายหนึ่ง โดยเขาได้ประกาศยกโทษให้แก่ฆาตกรที่สังหารลูกชายของเขาเองในช่วงเวลาไม่กี่นาทีก่อนกำหนดการลงมือประหารชีวิต

ในวิดิโอที่ถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อของเหยื่อที่ถูกสังหารโดยฆาตกรที่จะถูกประหารในวันนั้นกำลังเดินเข้ามายังฝูงชนที่อยู่รายล้อมลานประหารก่อนจะตะโกนว่าตนให้อภัยแก่ฆาตกรที่ฆ่าลูกชายตนแล้วด้วยหวังในความพอพระทัยจากพระผู้เป็นเจ้า ในช่วงเวลาที่ฆาตกรรายนั้นกำลังจะถูกนำตัวไปยังจุดประหารพอดี

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ฆาตกรถูกจำคุกในเรือนจำอะสีรก่อนหน้านี้นาน 2 ปีแล้วก่อนจะถูกตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ

หลังจากนั้นผู้คนก็กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ เพื่อขอบคุณพระองค์และอุ้มชายชราคนนี้ขึ้นบ่าเพื่อให้เกียรติเขาในฐานะผู้ที่แสดงออกถึงการเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่น

ตามหลักการอิสลามแล้ว ฆาตกรจะถูกประหารชีวิตโดยรัฐให้ตายตกตามเหยื่อที่เขาสังหารไป เว้นเสียแต่มีญาติของเหยื่อแม้เพียงคนเดียวให้อภัยแก่ฆาตกรเขาก็จะพ้นโทษประหารชีวิตในทันที

ก่อนหน้านี้ในปีพ.ศ.2557 ลูกชายคนโตของชัยคฺมุฮัมมัด ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด นักวิชาการอิสลามร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงในซาอุฯ ถูกฆาตกรสังหารด้วยอาวุธมีด จากนั้นไม่นานชัยคฺมุนัจญิดก็ประกาศยกโทษให้แก่ฆาตกรโดยหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺ

ชัยคฺอธิบายว่า ตอนที่ทราบข่าวลูกชายถูกสังหาร ตนกำลังสอนอยู่ในมักกะฮฺ ตอนนั้นในสมองมีเพียง 2 เรื่องที่คิดเท่านั้น ประการแรกคือรีบจัดการญะนาซะฮฺโดยไม่รอผลการชันสูตรศพ (พิธีศพ ประกอบด้วย การอาบน้ำ การห่อศพ การละหมาดและการฝังตามลำดับ) และการให้อภัยแก่ฆาตกร ตนต้องขอบคุณอัลลอฮฺที่ในหัวใจของตนไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่าจะต้องเอาคืนด้วยการผลักดันให้ฆาตกรถูกประหารด้วยการตัดศีรษะตามหลักการศาสนาแต่อย่างใด เพราะการอภัยก็เป็นหลักการศาสนาเช่นกันและเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า

ที่มา : khaleejtimes


ซาอุฯ จัดฉายภาพยนตร์อนิเมชั่นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในกรุงริยาฎ “บิลาล” มุ่งนำเสนออิสลามที่ถูกต้อง แก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิสลาม

ทางการซาอุดิอาระเบียได้จัดฉาย “บิลาล” ภาพยนตร์อนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี (17 ส.ค.) และจะจัดฉายต่อเนื่องจนถึงวันอาทิตย์นี้ (20 ส.ค.)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านวัฒนธรรมของมูลนิธิเจ้าชายมุฮัมมัด บิน สัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ ซึ่งถูกนำไปจัดฉายในมหกรรม “Hakaya Misk” ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติในกรุงริยาฎ เมืองหลวงของประเทศ

บิลาลเป็นชื่อที่ถูกรู้จักโดยมุสลิมทั่วโลกในฐานะมุอัซซิน หรือผู้ทำหน้าที่ประกาศเชิญชวญไปสู่การละหมาดในสมัยของศาสนทูตมุฮัมมัด ขอความศานติประสบแด่ท่าน และภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำเสนอชีวประวัติของเขา

อัยมัน ญะมาล ผู้กำกับชาวซาอุฯ เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ร่วมกับนักแสดงระดับโลกอย่างวิล สมิธ ใช้เวลาเขียนบทนาน 7 ปี และขั้นตอนการสร้างอนิเมชั่นอีก 3 ปี

บิลาลเวอร์ชั่นอังกฤษถูกนำไปฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปีค.ศ.2016 แต่ที่นำมาฉายในซาอุฯ เป็นภาษาอาหรับซึ่งได้ “กุศ็อย” นักร้องฮิพฮอพชื่อดังชาวซาอุฯ พากย์เสียง “บิลาล” ตัวเอกของเรื่องและได้ผู้จัดรายการโทรทัศน์หญิงชื่อดังชาวจอร์แดนอย่าง “อุลา อัลฟาริส” ร่วมพากย์เสียงตัวละครหญิงหลักอีก 2 ตัว ส่วนนักแสดงชาวซีเรียอย่าง “ญะมาล สุลัยมาน” พากย์เสียงตัวละครหลักอีกตัวที่ชื่อ “อุมัยยะฮฺ บิน เคาะลัฟ”

ญะมาลให้สัมภาษณ์ว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ศาสนาอิสลามต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาก่อการร้าย และบิลาลมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้นด้วยการนำเสนออิสลามที่แท้จริง”

บิลาลเวอร์ชั่นอังกฤษได้รับคะแนนมากถึง 9.2 คะแนนจากเว็บ IMDB แซงหน้าภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องอื่นที่เข้าฉายในช่วงเวลาเดียวกันถึง 682 เรื่อง

ที่มา : alarabiya


ยูเอ็นชี้วิกฤติมนุษยธรรมในแอฟริกายังย่ำแย่

องค์การสหประชาชาติประกาศเมื่อวันพุธ (17 ส.ค.) เนื่องในวันมนุษยธรรมโลกซึ่งตรงกับวันที่ 19 ส.ค. ของทุกปีว่า “วิกฤติมนุษยธรรมในแอฟริกายังคงเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในปีค.ศ.2017 นี้

รายงานระบุว่า “ชาวแอฟริกัน 20 ล้านคนกลายเป็นผู้พัลดถิ่นจากบ้านเกิดของตน ขณะที่ 44 ล้านคนเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง”

ตัวเลขผู้พลัดฐิ่นแอฟริกันทุบสถิติเกิน 20 ล้านคนตามที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้ลี้ภัย, ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ หรือผู้ยื่นขอลี้ภัยในต่างประเทศ

เกือบร้อยละ 75 ของผู้พลัดถิ่นในทวีปมาจาก 5 ประเทศหลักคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, ไนจีเรีย, โซมาเลีย, ซูดานและซูดานใต้ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่มีประสบการณ์ด้านความขัดแย้ง
รายงานชี้อีกว่า “ขณะที่ทั่วโลกกำลังพุ่งความสนใจไปที่ผู้ลี้ภัย เกือบ 2 ใน 3 ของประชากรแอฟริกาได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนไปแล้ว”

ในปี 2013 มีผู้พลัดถิ่นทั่วทวีปแอฟริกา 12.7 ล้านคน ขณะที่ปี 2017 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 65

ชาวแอฟริกันกว่า 44 ล้านคนโดยประมาณกำลังเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารขั้นวิกฤติหรือฉุกเฉิน หลายส่วนของไนจีเรีย, โซมาเลียและซูดานใต้เสี่งที่จะกลายเป็นผู้อดอยาก”

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือมนุษยธรรมถูกสังหาร 51รายในปีที่แล้วในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง, เคนยา, มาลี, ไนจีเรีย, โซมาเลียและซูดานใต้

รายงานได้จัดอันดับ 10 ประเทศที่มีผู้พลัดถิ่นมากที่สุดในทวีปดังนี้ ซูดาน, ซูดานใต้, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โซมาเลีย, ไนจีเรีย, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, เอริเทรีย, บุรุนดี, เอธิโอเปียและไอวอรี่โคส

จอร์จ อารัค เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจเพื่อกิจการเศรษฐกิจแอฟริกาเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขจากต้นตอผ่านการสร้างความริเริ่มธรรมาภิบาลที่สนับสนุนโดยประมุขแห่งรัฐและรัฐบาล ภายใต้การอุปถัมภ์ของสหภาพแอฟริกา พร้อมด้วยการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ

ที่มา : anadolu


คิงซาอุฯ สั่งเปิดพรมแดนทางบกชั่วคราวให้ผู้แสวงบุญกาตาร์ผ่านได้

กษัตริย์สัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล สะอูด แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียออกคำสั่งอนุญาตให้ผู้แสวงบุญชาวกาตาร์เดินทางเข้าซาอุฯ ได้ผ่านพรมแดนทางบกโดยไม่ต้องตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์

คำสั่งนี้มีขึ้นหลังการเดินทางเยือนของชัยคฺอับดุลลอฮฺ บิน อะลี บิน อับดุลลอฮฺ บิน ญัสสิม อาล ษานี ตัวแทนไกล่เกลี่ยจากกาตาร์

เจ้าชายมุฮัมมัด บิน สัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ ได้ให้การต้อนรับชัยคฺอับดุลลอฮฺที่พระราชวังอัสสลามในเมืองญิดดะฮฺเมื่อช่วงเย็นวันพุธ

ระหว่างการหารือชัยคฺอับดุลลอฮฺยืนยันว่าระหว่างราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์นั้นมีความผูกพันฉันพี่น้องที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีต ชัยคฺอับดุลอลฮฺได้เสนอให้มีการเปิดพรมแดนสัลวาที่เชื่อมระหว่างซาอุฯ – กาตาร์ เพื่อให้ผู้แสวงบุญชาวกาตาร์ผ่านเข้าราชอาณาจักรทางบกได้

เจ้าชายมุฮัมมัด บิน สัลมาน ได้ขอบคุณชัยคฺอับดุลลอฮฺที่ยืนยันถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างซาอุฯ กับกาตาร์ในระดับรัฐ, ประชาชนและเชื้อพระวงศ์ของทั้งสองฝ่าย

กษัตริย์สัลมาน บิน อับดุลอะซีซ ยอมรับข้อเสนอเปิดด่านสัลวาเพื่อให้ผู้แสวงบุญกาตาร์ผ่านเข้ามาเพื่อประกอบพิธีหัจญ์ได้ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้พลเมืองกาตาร์ทั้งหมดเดินทางเข้าออกผ่านเส้นทางนี้ได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจำเป็นต่อผู้แสวงบุญ ตามคำแนะนำของชัยคฺอับดุลอฮฺ

นอกจากนี้กษัตริย์สัลมานยังสั่งให้จัดการขนส่งฟรีสำหรับผู้แสวงบุญกาตาร์ทั้งจากสนามบิน King Fahad International Airport ในดัมมัม และสนามบิน Al Ahsa International Airport ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อหัจญ์และอุมเราะฮฺในพระราชดำริ

ผู้ดูแลมัสญิดหะรอมทั้งสองยังสั่งให้ส่งเครื่องบินโดยสารจากซาอุฯ หลายลำไปยังกรุงโดฮาเพื่อลำเลียงผู้แสวงบุญกาตาร์มาสู่เมืองญิดดะฮฺโดยตรง และค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการนี้จะจ่ายจากทรัพย์สินส่วนพระองค์

ที่มา : alarabiya

 

 


เจ้าชายซาอุฯ เล่นหนัก รัฐธรรมนูญของเราไร้ค่าและกษัตริย์ของเราก็ไร้อำนาจ

เจ้าชายอับดุลอะซีซ บิน ฟะฮฺด์ บิน อับดุลอะซีซ เขียนข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อวันจันทร์ (14 ส.ค.) ว่า “รัฐธรรมนูญของซาอุดิอาระเบียไร้ค่าและกษัตริย์สัลมานก็ไร้อำนาจ”

“หลักการของรัฐธรรมนูญไม่มีค่าอะไรเลย ที่นี่ เรามีอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺเท่านั้น ผู้ปกครองรัฐ ผู้ดูแลมัสญิดหะรอมทั้งสองและมกุฏราชกุมารจำเป็นต้องตัดสินชี้ขาดด้วยแหล่งอ้างอิงทั้ง 2 นี้ แต่ถ้าพวกคุณไม่ชอบใจในบทบัญญัติของอัลลอฮฺ บางทีพวกคุณก็น่าจะออกไปจากประเทศนี้ซะ”

เจ้าชายผู้แสดงความคิดเห็นสวนทางกับรัฐบาลอยู่บ่อยครั้งได้กล่าวอีกว่า “พวกคุณไม่ละอายใจบ้างหรือ? อำนาจและตัวบทหลักฐานนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร และสิ่งที่พระองค์ได้ดลใจให้บ่าวและศาสนทูตของพระองค์ คือมุฮัมมัด ขอความศานติประสบแด่ท่าน”

เจ้าชายอับดุลอะซีซมีชื่อเสียงจากการโต้เถียงจุดยืนของซาอุฯ และชาติพันธมิตรอาหรับ เขาเคยโจมตีเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซายิด มกุฎราชกุมารสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่าเป็นพวกขี้ขลาดและชั่วร้าย

หลังจากนั้นก็มีคนมาแสดงความคิดเห็นให้เจ้าชายซาอุฯ รายนี้ลบความเห็นของเขาเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารเอมิเรตส์ แต่เขาโพสต์ตอบโต้อีกว่า “ฉันยอมถูกบั่นคอยังดีกว่ายอมลบโพสต์เกี่ยวกับรัฐบาลเอมิเรตส์และมกุฏราชกุมารอบูดาบี เว้นเสียแต่มันเป็นสิ่งที่สวนทางกับคำสอนของอัลลอฮฺและเราะสูลเท่านั้น และฉันวิงวอนขอต่อพระองค์โปรดประทานทางนำแก่เราทุกคน พระองค์คือผู้ปกครองและผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุด แล้วเราจะได้เห็นกัน”

ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์เจ้าชายอับดุลอะซีซก็โพสต์ทวิตเตอร์เรียกร้องให้มุสลิมทั่วโลกต่อสู้เพื่อปกป้องมัสญิดอัลอักศอหลังอิสราเอลเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วพื้นที่และขัดขวางชาวมุสลิมจากการเข้าไปประกอบศาสนกิจในมัสญิดศักดิ์สิทธิ์อันดับ 3 ของโลกมุสลิมแห่งนี้

ที่มา : MEMO


ชาวกาซ่าเดินทยอยเดินทางไปทำหัจญ์หลังอียิปต์เปิดด่านเราะฟะหฺชั่วคราว
 
ทางการอียิปต์เปิดด่านเราะฟะหฺชั่วคราวเมื่อวันจันทร์ (14 ส.ค.) อนุญาตให้ผู้แสวงบุญชาวกาซ่าสามารถเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ได้ โดยมีผู้แสวงบุญกาซ่าเดินทางผ่านด่านเข้าสู่อียิปต์เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียในวันจันทร์ประมาณ 800 คน
 
เจ้าหน้าที่ดูแลชายแดนกาซ่าเปิดเผยว่าทางการอียิปต์ยอมเปิดด่านชั่วคราว 4 วันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสวงบุญราว 2,500 คนเดินทางผ่านด่านเราะฟะหฺ ทางออกเดียวของชาวกาซ่าสู่โลกภายนอก
 
อิสราเอลปิดล้อมฉนวนกาซ่าทั้งทางบก น้ำและอากาศ นับตั้งแต่ปีค.ศ.2017 สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่ประชากรกาซ่าประมาณ 2 ล้านคน กระทั่งนักสิทธิมนุษยชนบางคนเรียกฉนวนกาซ่าที่ถูกปิดล้อมแห่งนี้ว่าเป็น “คุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
 
ที่มา : PIC

IOM ชี้ชาวซีเรียเริ่มเดินทางกลับบ้านแล้วหลายแสนคนในปีนี้

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เปิดเผยว่ามีชาวซีเรียผลัดถิ่นกว่า 6 แสนคนเริ่มเดินทางกลับบ้านของพวกเขาแล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ร้อยละ 67 ของพวกเขามุ่งหน้ากลับสู่อเลปโป

IOM ระบุในแถลงการณ์ว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้มีชาวซีเรียผลัดถิ่น 602,759 คนเดินทางกลับบ้านแล้ว หลายคนในพวกเขาอ้างถึงสถานการณ์ความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในพื้นที่ที่พวกเขาเคยจากไปในช่วงสงคราม

ร้อยละ 84 ของพวกเขาคือผู้ที่ลี้ภัยไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในซีเรีย ขณะที่อีกร้อยละ 16 กลับมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอน จอร์แดน อิรัก และตุรกี

มากกว่า 1 ใน 4 ของคนที่กลับมากล่าวว่าพวกเขาต้องการกลับมาปกป้องทรัพย์สินและที่อยู่ของตน ขณะที่ตัวเลขใกล้เคียงกันกล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในบ้านเกิดของเขาเริ่มดีขึ้นแล้ว และร้อยละ 11 กล่าวว่าสถานการณ์ความมั่นคงในบ้านเกิดเริ่มดีขึ้น และร้อยละ 14 ชี้ว่าสถานที่ที่พวกเขาลี้ภัยอยู่มีเศรษฐกิจย่ำแย่ลง

ผู้กลับบ้านเกิดจำนวนมากต้องยากลำบากในการเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 41 ของพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด และร้อยละ 39 ที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

IOM กล่าวว่า “การที่โครงสร้างพื้นฐานในประเทศนี้เสียหายอย่างหนักถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง”

แม้มีแนวโน้มว่าจะมีผู้เดินทางกลับถิ่นกำเนิดมากขึ้น แต่ IOM ก็เตือนว่าสถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศก็ยังคงทำให้มีผู้ผลัดถิ่นเพิ่มขึ้นในทุกๆ วันเช่นกัน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีผู้ถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้านเรือนแล้วประมาณ 808,661 คน หลายคนต้องทำเช่นนี้เป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 แล้ว ขณะที่ในประเทศมีผู้พลัดถิ่นรวมราว 6 ล้านคน”

อเลปโปเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบกันอย่างหนักตลอดสงคราม 6 ปีในซีเรีย โดยกองทัพรัฐบาลเข้ายึดพื้นที่ทั้งหมดของเมืองนี้ได้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วหลังปิดล้อมพื้นที่นาน 5 เดือน

ที่มา : arabnews

 


เรื่องเล่าจากร็อบอะฮฺ การสังหารหมู่ ความทรงจำที่ยากจะลืม

14 สิงหาคม 2017 เท่ากับว่า 4 ปีผ่านไปแล้ว กับเหตุการณ์ที่เศร้าสลด โดยทหารอียิปต์จู่โจมเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสงบบริเวณจัตุรัสร็อบอะฮฺ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งไม่พอใจการทำรัฐประหารของนายพลอับดุลฟัตตะฮฺ อัซซีซี่ประธานาธิบดีอียิปต์คนปัจจุบันต่อมุฮัมหมัด มุรซีย์ อดีตประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุการณ์ครั้งน้้นมีประชาชนถูกสังหาร ราว 1,000 คน ประชาชนถูกยิง ถูกเผาทั้งเป็น ท่ามกลางกองกำลังความมั่นคงที่ปิดทางเข้าไม่ให้รถพยาบาลสามารถเข้ามาเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บได้

หลังจากที่มุฮัมหมัด มุรซีย์ ถูกโค่นอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2013 กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเรียกร้องให้ประชาชนออกมามาประท้วงที่จตุรัสร็อบอะฮฺ อะดาวียะฮฺ และจตุรัสอัลนะฮฺเฎาะฮฺ ในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบถึง 85,000 คน

เหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังความมั่นคงยิงเข้าใส่ฝูงชน เผาเต้นท์ และยิงแก๊สน้ำตา รถหุ้มเกราะและรถไถของทหารดาหน้าเข้าใส่ผู้ประท้วงโดยไร้ความเมตตา ประชาชนราว 1,000 คนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายพันคน ถูกจับกุมอีกกว่า 800 คน

นักเขียน ผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดี ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีนิยม อย่าง อะลาอฺ อั๊ลอัสวานี่ ออกมาเห็นด้วยกับการสังหารหมู่ครั้งนี้ โดยกล่าวผ่านสื่อว่า พวกเขาเป็นกลุ่มก่อการร้าย และเป็นพวกฟาสซิสต์

ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือตำรวจ และกองทัพเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง และใช้กำลังเกินกว่าเหตุ นับตั้งแต่นั้นมาก็มิได้ปรากฎการนำตัวเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนใดถูกดำเนินคดี หรือต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้ง

ในปี 2015 รัฐบาลอียิปต์ได้เปลี่ยนชื่อจัตุรัส หลังจากที่ฮิชาม บารอกัต อัยการสูงสุดตัดสินให้อดีตประธานาธิบดี ฮุสนีย์ มุบาร๊อกพ้นผิด และเป็นอิสระในที่สุด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอียิปต์ทั้งสองกลุ่มได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในการสังหารหมู่ครั้งนี้ และสรุปว่าทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกระทำการที่รุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนั้น การส่งออกอาวุธให้กับอียิปต์ของนานาชาตินั้นยุติลงเพียงช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพยายามเสริมสร้งความสัมพันธ์กับระบอบการปกครองของอัซซีซี่

ดร.ฮานาน อัลอมีน แพทย์หญิงผู้หนึ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ณ โรงพยาบาลสนามที่ตั้งขึ้นบริเวณจตุรัสร็อบอะฮฺ เล่าเหตุการณ์อันน่าสลดให้ฟัง เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบุกเข้ามาและสั่งให้เธอ และหมอคนอื่นๆที่อยู่ในห้องขณะนั้นออกจากห้องท่ามกลางผู้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ช่องท้องของเขาเปิดออก พบกระสุนปืน 6 นัดบริเวณตับ ม้าม และกระบังลม

เธอได้บอกกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงว่า เธอไม่สามารถละทิ้งผู้บาดเจ็บรายนี้ได้ และชี้ไปที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอื่นๆที่อยู่ต่อหน้าอีก 3 ราย ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็หยิบปืนออกมา และยิงพวกเขาทั้งหมดที่หัวใจ ทีละคนๆ ณ จุดๆนั้นเธอตกใจแทบเสียสติ ซึ่งเธอคิดในเวลานั้นคือว่า”คนพวกนี้เป็นมนุษย์ เราอยู่ในอียิปต์ พวกเขาเป็นคนของเรา “หลังจากนั้นดร.ฮานาน อมีน ก็เริ่มร้องไห้ และกล่าวต่ออีกว่า ชีวิตของฉันหยุดอยู่ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2013 ฉันไม่สามารถไปสู่วันที่ 15 ได้ วาระของฉันหยุดอยู่ในวันนั้น

12 ชั่วโมง ที่มือปืนซุ่มยิงเฝ้าระดมยิงเข้าใส่ฝูงชน รถไถดินเข้าบดขยี้เต้นท์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็เผามัน
หลังจากการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น ดร.ฮานาน รวมถึงแพทย์ และอาสาสมัครก็กลับเข้าไปยังโรงพยาบาลสนามอีกครั้ง พบว่าประชาชนราว 1,000 คนนั้นเสียชีวิต

ดร.ฮานาน อั๊ลอมีน จะเข้าไปช่วยที่โรงพยาบาลสนามในช่วงเวลาที่เธอว่างจากการทำงานที่มหาวิทยาลัยซิกอซีก ซึ่งเธอเป็นศาสตราจารย์ในสาขากุมารเวชศาสตร์ เธอกล่าวต่ออีกว่าเธออยากจะเป็นตัวอย่างในสังคมในด้านจิตอาสา การประท้วงอย่างสันติ และเพื่อช่วยเหลือประเทศ และต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ก่อนเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่ร็อบอะฮฺจะเกิดขึ้นหนึ่งวัน เธอได้เข้าร่วมการประท้วง ซึ่งในช่วงบ่าย จะเป็นเวลาที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นพักผ่อน เธอจะเกณฑ์ผู้หญิงและเดินออกไปให้กำลังใจกับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอจะกลับมาทำงานต่อ เธอกล่าวว่า พวกเขา(ผู้ชุมนุม)เป็นแรงจูงใจเพื่อเติมพลังให้กับเธอ

เมื่อเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2013 ซึ่งเป็นวันแห่งการสังหารหมู่ เริ่มขึ้นราว 7 โมงเช้า ดร.ฮานาน พร้อมด้วยแพทย์และพยาบาลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หลังจากนั้นราวบ่าย 3 โมง เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่มียาใดๆเหลืออยู่เลย เธอยืนอยู่ราวกับผู้สิ้นหวัง เธอไม่สามารถทำอะไรได้ ช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกเกลียดตัวเอง เกลียดยา และเกลียดทุกๆอย่าง

เด็กๆที่ขวัญหนีดีฝ่อ ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่มัสยิดเพื่อแสวงหาที่ที่ปลอดภัย แต่แล้วก็พบกับแก๊สน้ำตา รถพยาบาลถูกห้ามเข้าบริเวณจัตุรัส มันเป็นเขตสงคราม พวกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมุ่งหมายที่จะสร้างความหวาดกลัว และข่มขวัญประชาชน พวกเขาประกาศการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับพวกเราในวันนั้น

โรงพยาบาลรอบๆจัตุรัสร็อบอะฮฺ นั้นมีอุปกรณ์ครบครัน แต่เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งไม่เพียงแต่การห้ามรถพยาบาลเข้าไป แต่ยังห้ามบุคคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือประชาชน พร้อมกับสั่งห้ามขายยาสำหรับร้านขายยาที่อยู่โดยรอบ

เธอเดินออกไปด้านนอกโรงพยาบาลสนาม แล้วหันมาดู พบว่ามีกลุ่มควันโพยพุ่งออกมาจากโรงพยาบาลสนาม ซึ่งกำลังรีบเร่งในการรักษาผู้บาดเจ็บ และสิ่งที่เธอเห็นก็คือกองกำลังความมั่นคงได้จุดไฟเพื่อเผามัน พวกเขาเผาพวกเราทั้งเป็น

เธอเล่าต่ออีกว่าเธอเห็นหมอคนหนึ่งที่ถูกยิงที่หลัง และขยับเขยื้อนไม่ได้ ถูกกักตัวให้นั่งอยู่บนรถวีลแชร์ หมอบางคนก็รอดชีวิต หรืออาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าให้เขานั้นมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยานต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้

ที่มา : middleeastmonitor

 


อินเดียเตรียมเนรเทศโรฮิงญาออกประเทศแม้จะมีบัตร UN

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอินเดียรายหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ส์ว่า “ชาวมุสลิมโรฮิงญาประมาณ 40,000 คนที่อาศัยอยู่ในอินเดียล้วนเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายแม้พวกเขาจะลงทะเบียนกับองค์กรที่ดูแลผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติก็ตามและรัฐบาลของเราตั้งเป้าจะเนรเทศพวกเขาทั้งหมดออกไปจากประเทศ

ไคเรน ริจิจู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอินเดียบอกกับสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลกลางได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบบุคคลและเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมดออกนอกประเทศรวมถึงชาวโรฮิงญาที่ต้องเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากชาวพุทธซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวโรฮิงญาในอินเดียแล้วประมาณ 16,500 คนเพื่อป้องกันพวกเขาจากการถูกล่วงละเมิด การจับกุมคุมขังและการเนรเทศ ทว่าริจิจูซึ่งเป็นรัฐมนตรีในคณะของนายกรัฐมนตรีนเรทรา โมดี จากรัฐบาลฮินดูชาตินิยม ยืนยันว่าแม้ UN จะกระทำเช่นนั้นจริงแต่มันก็ไร้ผลเนื่องจากอินเดียไม่ได้เป็นประเทศที่ร่วมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยผู้ลี้ภัย

เขากล่าวย้ำอีกว่า ตราบใดที่เรายังกังวลต่อสถานภาพของพวกเขาที่เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์พื้นฐานใดๆ ที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ และผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทุกคนจะถูกเนรเทศ

สำนักงาน UNHCR ในอินเดียกล่าวเมื่อวันจันทร์ (14 ส.ค.) ว่า หลักการพื้นฐานของการไม่ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอีก เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศตามจารีตประเพณีที่มีผลผูกพันกับทุกรัฐแม้ว่าพวกเขาจะร่วมลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยหรือไม่ก็ตาม

สำนักงาน UNHCR ยืนยันว่ายังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกี่ยวกับแผนการเนรเทศชาวโรฮิงญาแต่อย่างใด และยังไม่เคยมีรายงานว่าชาวโรฮิงญาถูกเนรเทศแม้เพียงคนเดียว

การปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญานับล้านคนกลายเป็นเรื่องถกเถียงด้านสิทธิมนุษยชนมากที่สุด พวกเขาถูกปฏิเสธสถานะพลเมืองพม่าและถูกตัดสินว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายแม้จะมีข้อโต้แย้งจากชาวโรฮิงญาว่าพวกเขามีรากเหง้าเดิมอยู่ในประเทศนี้มาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม พวกเขาถูกจัดเป็นกลุ่มคนชายขอบและตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในบางครั้ง

ชาวโรฮิงญานับแสนคนหลบหนีเอาชีวิตรอดออกจากพม่า ส่วนมากพวกเขาลี้ภัยเข้าไปอยู่ในบังกลาเทศ บางส่วนพวกเขาข้ามชายแดนเข้าไปยังอินเดีย บางส่วนมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเรือที่ไม่ค่อยสมประกอบซึ่งถูกจัดหาให้โดยกลุ่มนายหน้าค้ามนุษย์

ที่มา : alarabiya

1 2 3 9