ตกนรกเพราะฆ่าตัวตาย


รายงานจากท่านญุนดุบ อัลบะญะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า :

ชายคนหนึ่งที่มาก่อนหน้าพวกท่านเป็นโรคแผลผุพอง เมื่อแผลทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดทรมาน เขาได้ดึงศรธนูออกมาจากกระบอก แล้วเขาก็แท้งลงบนแผล เลือดของเขาไหลไม่หยุด กระทั่งเขาตาย

อัลลอฮทรงตรัสว่า : บ่าวของข้าได้ล้ำหน้า (อะญัลที่) ข้า (กำหนดไว้) ข้าจึงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————
นำมาจากเพจ Fityatulhaq

ชาวสวรรค์ที่ต้องการปลูกพืช

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เล่าว่า :

มีชาวสวรรค์คนหนึ่งขออนุญาตปลูกพืชจากพระผู้อภิบาลของเขา พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “เจ้ามีอิสระที่จะทำตามต้องการมิใช่หรือ?”
เขาตอบว่า “ครับ แต่ฉันอยากจะปลูกพืช” 
แล้วเขาก็หว่านเมล็ดพันธ์ พืชของเขาโตไวมาก ยืนตรง และถึงเวลาเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็ว พืชผลของเขาใหญ่โตประหนึ่งภูเขา
อัลลอฮทรงตรัสกับเขาว่า “รับไปสิ โอ้ลูกหลานอาดัม แท้จริงมันจะไม่ทำให้เจ้าเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย”
หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และอะหฺมัด

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————

นำมาจาก เพจ Fityatulhaq

นบีอีซากับหัวขโมย

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวไว้ว่า :

อีซา บุตรของมัรยัม ได้มองไปยังหัวขโมยคนหนึ่ง แล้วอีซาก็ได้ถามเขาว่า “เจ้าขโมยหรือ?” หัวขโมยคนนั้นตอบว่า “ไม่ ขอสาบานต่อผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์” อิีซาก็ได้พูดว่า “ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮ และฉันได้โกหกต่อตัวฉันเอง”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————-

นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

จ่ายหนี้ด้วยไม้ฟืน

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เล่าว่า :

ชายคนหนึ่งจากบนีอิสรออีลได้ขอยืมเงินจำนวน 1,000 ดีนาร จากบางคนในบนีอิสรออีล เจ้าของเงินจึงพูดเสนอว่า “จงนำคนที่เราสามารถตั้งให้เป็นพยานได้มาให้ฉัน” ชายคนแรกตอบว่า “เพียงพอแล้ว ให้อัลลอฮทรงเป็นพยาน” เจ้าของเงินจึง (ขอกำหนดเงื่อนไข โดย) กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นนำผู้ค้ำประกันมาแทน” ชายคนนั้นก็ตอบว่า “เพียงพอแล้ว ให้อัลลอฮเป็นผู้ค้ำประกัน” เจ้าของเงินจึงพูดว่า “(ถ้าเช่นนั้น) ฉันเชื่อใจท่าน

แล้วเขาก็ได้ให้เงินยืมแก่ชายคนแรก โดยกำหนดเวลาคืนตามที่ทั้งสองตกลงกัน ต่อมาชายที่ขอยืมเงินก็ได้เดินทางออกทะเลเพื่อทำภารกิจงานของเขา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเขาก็พยายามหาเรือที่โดยสารกลับมาจ่ายหนี้ของเขา แต่เขาหาเรือไม่ได้

เขาจึงนำไม้ท่อนหนึ่งมา เจาะรูมัน ใส่เงินจำนวน 1,000 ดีนาร แล้วเขียนจดหมายสั่งเสียถึงเจ้าของเงินนั้น และผลักไม้ท่อนนั้นไปใกล้ทะเล พร้อมขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮว่า “โอ้อัลลอฮ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ว่าฉันได้ขอยืมเงินจำนวน 1,000 ดีนารจากคนนั้น เขาขอให้ฉันนำผู้ค้ำประกันมาให้เขา และผมตอบไปว่า ‘พอเพียงแล้ว ให้อัลลอฮเป็นผู้คำประกันของฉัน’ เขาก็พอใจในพระองค์ และเขายังขอให้ฉันนำพยานมา ฉันก็บอกกับเขาว่า ‘เพียงพอแล้ว ให้อัลลอฮทรงเป็นพยาน’ เขาก็พอใจในพระองค์เช่นกัน ฉันพยายามหาเรือเพื่อจะได้รีบจ่ายเงินคืนให้เขา แต่ฉันหาเรือไม่ได้เลย ดังนั้น ฉันขอฝากเงินนี้ไว้กับพระองค์ท่าน”

แล้วเขาก็ขว้างท่อนไม้ที่บรรจุเงิน 1,000 ดีนาร ลงไปในทะเล และมองดูมันจนกระทั่งมันถูกซัดหายไปกับคลื่นใหญ่ จากนั้นเขาก็หันมามองหาบางอย่างที่สามารถใช้พาเขากลับไปยังเมืองของเขาได้

ชายเจ้าของเงินออกมาที่ริมทะเล รอคอยชายที่ยืมเงินกลับมาพร้อมเงินของเขา ขณะที่เขารออยู่นั้น เขาก็เห็นไม้ท่อนหนึ่ง (เกยตื้นที่ชายฝั่ง) และได้ยกมันขึ้นมาเพื่อทำเป็นไม้ฟืน เขานำมันกลับมาให้ภรรยา เมื่อภรรยาของเขาผ่าท่อนไม้นั้น เธอก็ได้เห็นเงินและกระดาษจดหมาย

ไม่นานชายที่ยืมเงินก็หาทางกลับมาที่เมืองได้ เขารีบไปหา (เจ้าหนี้ของเขา) และจ่ายเงินจำนวน 1,000 ดีนาร คืน เขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันพยายามหาเรือ เพื่อรีบกลับมาจ่ายหนี้ให้ท่านแล้ว (ตามนัดหมายที่ตกลงกันไว้) แต่ฉันหามันไม่ได้เลย” เจ้าของเงินถามว่า “ท่านเคยส่งอะไรบางอย่างมาไหม?” เขาตอบว่า “ฉันบอกท่านว่า ฉันหาเรือไม่ได้เลย จึงกลับมาจ่ายหนี้ตามวันที่สัญญาไม่ได้”

เจ้าของเงินจึงพูดขึ้นว่า “แท้จริงอัลลอฮได้จ่ายหนี้สินให้ท่านแล้ว ผ่านท่อนไม้ที่ท่านส่งมา” ชายคนนั้นจึงจากไปพร้อมเงินจำนวน 1,000 ดีนาร

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————

นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

นบีอาดัมและมะลักแห่งความตาย

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เล่าว่า :

ครั้นเมื่ออัลลอฮทรงสร้างอาดัม พระองค์ได้ทรงลูบหลังของท่าน แล้วทุกชีวิตก็ตกมาจากหลังนั้น (หมายถึง อสุจิจากกระดูกสันหลังของเพศชาย) พระองค์ทรงสร้างเป็นลูกหลานของอาดัมจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ และพระองค์ทรงทำให้มีแสงไฟกระพริบเกิดขึ้นที่ระหว่างดวงตาทั้งสองของพวกเขาทุกคน หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ถูกเสนอให้แก่อาดัม

อาดัมจะถามว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ นี่ใครหรือครับ? พวกเขาเป็นใคร?” อัลลอฮทรงตรัสตอบว่า “พวกเขาคือลูกหลานของเจ้า”

แล้วอาดัมก็มองเห็นคนๆหนึ่ง และประหลาดใจกับแสงไฟที่สว่างอยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองของเขา อาดัมจึงได้ถามอัลลอฮว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ คนนี้ใครหรือครับ?” อัลลอฮตอบว่า “เขาคือลูกหลานของเจ้าที่มีชีวิตอยู่ในยุคสุดท้าย เขามีชื่อว่าดาวูด”

อาดัมถามต่อว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้า พระองค์มอบอายุแก่เขากี่ปี?” อัลลอฮตอบว่า “60 ปี” แล้วอาดัมก็ได้พูดว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดเพิ่มอายุให้แก่เขา 40 ปี จากอายุไขของข้าด้วยเถิด”

และเมื่ออายุไขของอาดัมหมดลง มะลักแห่งความตายก็ได้มาหา แต่อาดัมปฏิเสธและพูดว่า “อายุของฉันยังเหลืออีก 40 ปีมิใช่หรือ?” มะลักแห่งความตายตอบว่า “เจ้าให้มันแก่ดาวูด ลูกชายของเจ้าไปแล้วนี่?”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวต่อว่า “อาดัมได้ผิดสัญญาของตัวเอง ลูกหลานของอาดัมจึงชอบผิดสัญญาไปด้วย, อาดัมนั้นหลงลืม ลูกหลานของอาดัมจึงชอบหลงลืมด้วย และอาดัมนั้นเคยทำผิด ลูกหลานของอาดัมจึงมักทำผิดด้วย”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ (อิบนุสะอฺดีย์ได้รายงานไว้ในหนังสือ “อัฏเฏาะบะกอต” และอัลหากิมด้วย อิมามอัซซะฮะบีย์ก็ได้เห็นชอบและรับรองว่าหะดีษนี้เศาะฮีหฺเช่นกัน อัตติรมิซีย์ให้ความเห็นว่า “หะดีษนี้หะสันเศาะฮีหฺ” และมีหะดีษที่รายงานจากอิบนุอับบาสสนับสนุน)

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————-

นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

นบีมูซากับก้อนหิน

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยเล่าไว้ว่า :

เมื่อก่อนนั้นบนีอิสรออีลจะอาบน้ำโดยเปลือยกายล่อนจ้อนร่วมกัน ต่างคนต่างมองเห็นเอาเราะฮฺ (สิ่งพึงสงวน) ของกันและกัน ส่วนมูซา อะลัสฮิสสะลามนั้น เขาอาบน้ำคนเดียว กลุ่มชนของเขาจึงพูดกันว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ มูซาไม่ยอมอาบน้ำกับพวกเรา เพราะเขามีสิ่งที่น่าอับอาย (บนร่างกาย)”

ท่านเราะสูล เล่าต่อไปว่า “ต่อมาวันหนึ่ง มูซากำลังอาบน้ำอยู่ที่แม่น้ำและวางเสื้อผ้าของเขาไว้บนหินก้อนหนึ่ง ขณะกำลังอาบน้ำ หินก้อนนั้นได้เคลื่อนตัวไปพร้อมเสื้อผ้าของมูซา มูซาจึงตระโกนออกมาว่า “โอ้เจ้าหิน เสื้อผ้าของฉัน เสื้อผ้าของฉัน” (พร้อมกับเดินขึ้นจากแม่น้ำ)

บนีอิสรออีลจึงได้เห็นมูซาในสภาพที่เปลือยเปล่า และพวกเขาก็กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ มูซาไม่ได้มีข้อตำหนิใดๆให้ต้องอับอายเลย”

สุดท้ายมูซาก็สามารถจับหินก้อนนั้นได้ และได้ขึ้นไปเหยียบบนมัน มูซาหยิบเสื้อผ้า (มาใส่) และตีหินก้อนนั้นด้วย

อบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ มีร่องรอยการตีของมูซาบนก้อนหินนั้น 6 หรือ 7 จุด…แล้วอายะฮฺอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมา

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَكُونُوا كَالَّذِينَ آذَوْا مُوسَىٰ فَبَرَّأَهُ اللَّهُ مِمَّا قَالُوا ۚ وَكَانَ عِنْدَ اللَّهِ وَجِيهًا
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาแล้ว พวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้สบประมาทมูซา แล้วอัลลอฮก็ทรงให้เขาหลุดพ้นจากที่พวกเขากล่าวร้าย และเขาเป็นผู้ควรแก่การคารวะ ณ ที่อัลลอฮ (อัลอะหฺซาบ 33 : 69)

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————–
นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

ทารกพูดได้

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยเล่าว่า :

ไม่มีเด็กทารกในเปลคนไหนที่สามารถพูดได้ยกเว้น 3 คน คือ อีซาลูกของมัรยัม และเด็กทารกของญุร็อยจฺ ญุร็อยจฺคือนักอิบาดะฮฺ เขามีสถานที่เฉพาะที่ใช้ทำอิบาดะฮฺ

วันหนึ่งแม่ของเขามาหาขณะที่เขากำลังละหมาด แม่ของเขาเรียกหา “โอ้ญุร็อยจฺ” แต่เขาพูด (ในใจ) ว่า “โอ้อัลลอฮ (ฉันจะเลือก) แม่ของฉันหรือการละหมาด?” เขาเลือกละหมาด แล้วแม่ของเขาก็เดินจากไป

วันต่อมา แม่ของเขาก็ได้มาหาอีกครั้งในขณะที่ญุร็อยจฺกำลังละหมาด แม่ของเขาเรียกหาว่า “โอ้ญุร็อยจฺ” เขาก็พูด (ในใจ) ว่า “โอ้อัลลอฮ (ฉันจะเลือกขานตอบ) แม่ของฉันหรือละหมาด (ต่อไป) ?” แล้วเขาก็เลือกละหมาด และแม่ของเขาก็เดินจากไป

วันต่อมา แม่ของญุร็อยจฺก็มาขณะที่เขากำลังละหมาด แม่ของเขาเรียกหา “โอ้ญุร็อยจฺ” เขาก็พูด (ในใจเหมือนเดิม) ว่า “โอ้อัลลอฮ แม่ของฉันหรือการละหมาด?” แล้วเขาก็เลือกการละหมาด แม่ของเขาจึงขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ อย่าให้เขาตายจนกว่าเขาจะได้มองไปยังใบหน้าของหญิงประเวณี”

แล้วบนีอิสรออีลต่างก็พูดถึงญุร็อยจฺและ (ความขยันใน) การอิบาดะฮฺของเขา แล้วหญิงประเวณีโฉมงามคนหนึ่งก็ได้กล่าวว่า “ถ้าพวกท่านต้องการ ฉันจะล่อลวงเขาเอง” แล้วเธอก็ได้มาหาญุร็อยจฺ แต่เขาไม่สนใจเธอ เมื่อเธอรู้สึกว่าไม่สามารถยั่วยวนเขาได้ เธอก็เดินจากไปและได้ไปหาคนเลี้ยงสัตว์คนหนึ่งใกล้สถานที่อิบาดะฮฺของญุร็อยจฺ แล้วเธอก็ได้เสนอตัวร่วมประเวณีกับคนเลี้ยงสัตว์คนนั้น ซึ่งเขาก็ร่วมประเวณีกับเธอ จนกระทั่งต่อมาเธอก็ตั้งครรถ์

เมื่อเธอคลอดลูกออกมาแล้ว เธอก็พูดว่า “เด็กคนนี้เป็น (ลูก) ของญุร็อยจฺ” ผู้คนก็พากันโกรธญุร็อยจฺ พวกเขามาหาญุร็อยจฺ และบังคับให้เขาออกจากสถานที่อิบาดะฮฺ จากนั้นพวกเขาก็รื้อทำลายสถานที่อิบาดะฮฺ และทำร้ายเขา ญุร็อยจฺ (พยายามปกป้องตัวเอง และ) ถามพวกเขาว่า “เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน?” พวกเขาตอบว่า “เจ้าผิดประเวณีกับหญิงสกปรกคนนี้ แล้วเธอก็คลอดลูกของเจ้าออกมา” ญุร็อยจฺถามว่า “เด็กทารกอยู่ที่ไหน?” แล้วพวกเขาก็พาเด็กทารกมาให้ ญุร็อยจฺพูดว่า “ขอให้ฉันได้ละหมาดก่อน” แล้วเขาก็ละหมาด เสร็จแล้วเขาก็เดินมาที่เด็กทารกและตบเบาๆลงบนท้องของเด็ก แล้วพูดว่า “โอ้เด็กน้อย ใครคือพ่อของเจ้า?” แล้วเด็กทารกก็พูดออกมาว่า “คนเลี้ยงสัตว์คนนั้นครับ”

(ผู้คนตกใจและตระหนักว่าได้ทำผิดต่อญุร็อยจฺ) พวกเขาจึงเข้าไปจูบญุร็อยจฺและแตะเนื้อต้องตัวเขา (เพื่อแสดงถึงความเสียใจ) และกล่าวว่า “เราจะสร้างสถานที่อิบาดะฮฺของท่านใหม่ด้วยทองคำ” ญุร็อยจฺพูดกับพวกเขาว่า “ไม่ต้องหรอก สร้างจากดินเหมือนเดิมก็พอ” และพวกเขาก็สร้างมันขึ้นมาให้ญุร็อยจฺ

ส่วนเด็กทารกอีกคนหนึ่งคือ ทารกที่กำลังดูดนมของแม่ ต่อมาชายขี่สัตว์พาหนะเปรียวรูปหล่อคนหนึ่งก็เดินผ่านมา แม่ของทารกได้ขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดให้ลูกของฉันเหมือนชายคนนี้” ทันใดทารกก็เลิกดูดนมแม่ แล้วหันหน้ามองไปยังชายรูปหล่อคนนั้น และพูดว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดอย่าให้ฉันเหมือนเขาเลย” แล้วทารกก็กลับไปดูดนมแม่เหมือนเดิม

(ผู้รายงานหะดีษกล่าวว่า) เหมือนว่าฉันได้เห็นท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะกำลังเล่าเรื่องเด็กทารกที่ดูดนมแม่นั้น ท่านได้ใส่นิ้วชี้ของท่านเข้าไปในปากแล้วดูดมัน

แล้วท่านนบีก็เล่าต่อไปว่า :

แล้วคนกลุ่มหนึ่งก็เดินผ่านมาพร้อมกับทาสีคนหนึ่ง พวกเขาทุบตีเธอ พร้อมกับพูดว่า “หญิงประเวณี ขี้ขโมย” ส่วนเธอพูดเพียงว่า “อัลลอฮนั้นเพียงพอแล้วสำหรับฉัน และพระองค์คือผู้ที่ดีที่สุดที่ฉันจะมอบหมาย”

แม่เด็กทารกก็ได้ขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดอย่าให้ลูกของฉันเป็นเหมือนหญิงคนนี้เลย” ทารกหยุดดูดนมแม่ แล้วหันไปมองหญิงทาสีคนนั้น และกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดทำให้ฉันเป็นเหมือนเธอด้วยเถิด”

ถึงตรงนี้ก็เกิดบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกน้อยของเธอ คุณแม่พูดว่า “เมื่อตอนที่ชายรูปหล่อเดินผ่านมา แม่ขอดุอาอ์ว่า ‘โอ้อัลลอฮ โปรดให้ลูกของฉันเหมือนเขาด้วย’ แต่ลูกกลับขอว่า ‘โอ้อัลลอฮ อย่าให้ฉันเหมือนเขาเลย’ และเมื่อคนกลุ่มหนึ่งที่พาทาสีและทุบตีเธอผ่านมา โดยพวกเขาพูดว่า ‘หญิงประเวณี ขี้ขโมย’ แม่ขอดุอาอ์ว่า ‘โอ้อัลลอฮ โปรดอย่าให้ลูกของฉันเหมือนหญิงคนนี้เลย’ แต่ลูกกลับขอดุอาอ์ว่า ‘โอ้อัลลอฮ โปรดทำให้ฉันเป็นเหมือนเธอด้วยเถิด’”

ลูกน้อยของเธอจึงอธิบายว่า “ชายที่เดินผ่านไปคนนั้นเป็นคนโอหัง หนูจึงขอดุอาอ์ว่า ‘โอ้อัลลอฮ โปรดอย่าให้ฉันเหมือนเขาเลย’ ส่วนทาสีที่ถูกทุบตีและด่าว่า ‘หญิงประเวณี’ ทั้งๆที่เธอไม่ได้ผิดประเวณี และ ‘นังขี้ขโมย’ ทั้งที่เธอไม่ได้ขโมย หนูจึงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮว่า ‘โอ้อัลลอฮ โปรดทำให้ฉันเป็นเหมือนเธอด้วยเถิด’”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————–
นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

อัลลอฮอภัยโทษให้แก่หญิงโสเภณี

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า :

คนหนึ่งได้ออกเดินทาง ระหว่างทางเขาก็รู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมาก แล้วเขาก็พบบ่อน้ำ จึงได้ลงไป แล้วก็ดื่มน้ำ หลังจากนั้นเขาก็ออกมาจากบ่อ และได้พบกับสุนัขตัวหนึ่งกำลังอ้าปากลิ้นห้อย กัดกินต้นหญ้า (รอบบ่อน้ำ) เพราะความหิวกระหาย เขาก็พูดว่า “สุนัขตัวนี้กำลังกระหายน้ำ เช่นเดียวกับที่ฉันรู้สึกกระหายน้ำอย่างมาก”

แล้วเขาก็ลงไปในบ่อน้ำและตักน้ำด้วยรองเท้าของเขา จากนั้นเขาก็ปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำโดยใช้ปากกัดรองเท้าไว้ และในที่สุดสุนัขก็ได้ดื่มน้ำ อัลลอฮก็ได้ขอบคุณเขาและอภัยโทษให้แก่เขาด้วย

บรรดาเศาะหาบะฮฺถามว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ เราได้รับผลบุญจากการเลี้ยงดูสัตว์ด้วยอย่างนั้นหรือ?” ท่านเราะสูลตอบว่า “ในทุกริมฝีปากที่เปียก (เนื่องจากการได้รับน้ำหรืออาหาร) นั้น มีผลบุญของมัน”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

 

ในรายงานหนึ่งของอัลบุคอรีย์ ระบุว่า : อัลลอฮได้ขอบคุณเขา อภัยโทษให้แก่เขา และให้เขาได้เข้าสู่สวนสวรรค์

และในอีกรายงานหนึ่งของอัลบุคอรีย์และมุสลิมระบุว่า : ขณะที่สุนัขตัวหนึ่งกำลังเดินวนอยู่รอบบ่อน้ำ ในสภาพใกล้ตายเพราะความกระหาย หญิงโสเภณีคนหนึ่งจากบนีอิสรออีลก็ได้มาเห็นมัน เธอได้ถอดรองเท้าของเธอ แล้วตักน้ำด้วยรองเท้านั้น และป้อนน้ำให้กับมัน แล้วอัลลอฮก็ได้อภัยโทษให้กับเธอ (ในความผิดบาปทั้งหลาย) ด้วยเหตุดังกล่าว

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————–
นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

มลาอิกะฮฺกับ 3 สหาย ขี้เรื้อน หัวล้าน และตาบอด


รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอ้นฮฺ ว่า ท่านเคยได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า :

มีชายสามคนจากบนีอิสรออีล คนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนที่ผิวหนัง คนที่สองหัวล้าน และคนสุดท้ายตาบอด อัลลอฮประสงค์จะทดสอบพวกเขา จึงได้ส่งมลาอิกะฮฺท่านหนึ่งไปยังพวกเขา

มลาอิกะฮฺได้ไปหาชายที่เป็นโรคเรื้อนและถามเขาว่า “ท่านหวังสิ่งใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “สีผิวที่ดี ผิวหนังที่สวยงาม และให้โรคที่ทำให้ผู้คนรังเกียจฉันนี้ได้หายไป” แล้วมลาอิกะฮฺก็ได้ลูบ (ลงไปบนผิวหนังของ) เขา โรคเรื้อนได้หายไปแล้ว และผิวหนังของเขาก็สวยงาม มลาอิกะฮฺถามเขาต่อว่า “ท่านชอบสมบัติชนิดใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “อูฐ” มลาอิกะฮฺก็ได้มอบอูฐตัวหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรถ์อยู่ด้วย พร้อมขอดุอาอ์ว่า “ขออัลลอฮทรงให้ท่านได้รับบะเราะกะฮฺในอูฐตัวนี้”

ต่อมามลาอิกะฮฺก็ได้ไปหาชายที่หัวล้านและถามเขาว่า “ท่านหวังในสิ่งใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “เส้นผมที่สวยงาม และให้ความอับอายที่ทำให้ผู้คนรังเกียจฉันนี้ได้หมดไป” มลาอิกะฮฺก็ได้ลูบ (ลงบนศรีษะของ) เขา ผมที่สวยงามก็ได้งอกออกมา และความอับอายก็หมดไป มลาอิกะฮฺถามเขาต่อว่า “ท่านชื่นชอบทรัพย์สินชนิดใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “วัวตัวเมีย” มลาอิกะฮฺก็ได้มอบวัวตัวเมียตัวหนึ่งที่กำลังตั้งครรถ์ให้กับเขา และขอดุอาอ์ว่า “ขออัลลอฮทรงให้ท่านได้รับบะเราะกะฮฺในวัวตัวนี้”

หลังจากนั้นมลาอิกะฮฺก็ได้ไปหาชายที่ตาบอดและถามเขาว่า “ท่านคาดหวังสิ่งใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “ฉันหวังว่าอัลลอฮจะทรงให้ฉันมองเห็น ฉันจะได้มองเห็นผู้คน” มลาอิกะฮฺก็ได้ลูบ (ลงไปบนดวงตาของ) เขา และอัลลอฮก็ทรงทำให้เขามองเห็นได้ มลาอิกะฮฺถามเขาต่อว่า “ท่านชื่นชอบสมบัติชนิดใดมากที่สุด?” เขาตอบว่า “แพะ” มลาอิกะฮฺก็ได้มอบแพะที่กำลังตั้งครรถ์ให้แก่เขา

หลังจากนั้น สัตว์ทั้งสามต่างก็คลอดลูกออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งชายคนแรกมีอูฐเต็มหนึ่งหุบเขา และชายคนที่สองมีวัวเต็มหนี่งหุบเขา และชายคนที่สามมีแพะเต็มหนึ่งหุบเขาเช่นกัน

ต่อมามลาอิกะฮฺก็ได้มาหาชายคนแรก ในสภาพและลักษณะเดียวกับชายคนนั้นครั้นเมื่อเขายังเป็นโรคเรื้อน และได้กล่าวว่า “ฉันเป็นคนยากจน เสบียงต่างๆสำหรับการเดินทางได้หมดสิ้นไปแล้ว วันนี้ไม่มีใครจะช่วยเหลือฉันได้นอกจากอัลลอฮแล้วก็ท่าน ฉันขอต่อท่าน ผู้มีสีผิวที่สวยงาม และผิวหนังที่ดี อีกทั้งยังมีทรัพย์สมบัติที่มากมาย โปรดมอบอูฐสักตัวหนึ่งแก่ฉันด้วยเถิด เพื่อฉันจะสามารถเดินทางต่อไปได้” แต่ชายคนนี้กลับตอบว่า “ฉันมีภาระจำเป็นมากมาย” มลาอิกะฮฺจึงบอกเขาว่า “เหมือนฉันจะรู้จักท่าน เมื่อก่อนท่านเป็นโรคเรื้อนซึ่งผู้คนต่างพากันรังเกียจ เป็นคนยากจน แล้วอัลลอฮก็ประทานทรัพย์สมบัติให้ไม่ใช่หรือ?” แต่เขากลับพูด (ด้วยความยโส) ว่า “ฉันได้รับสมบัติเหล่านี้มาจากมรดกของคุณพ่อและคุณปู่ของฉันเอง” มลาอิกะฮฺจึงพูดว่า “หากท่านโกหก ขออัลลอฮทรงทำให้ท่านกลับไปเป็นเหมือนเดิม”

หลังจากนั้นมลาอิกะฮฺก็ได้มาหาชายคนที่สองในสภาพและลักษณะเดียวกันเมื่อครั้นที่ชายคนนี้ยังหัวล้าน และได้กล่าวกับเขาเหมือนที่ได้กล่าวกับชายคนแรก ซึ่งชายคนที่สองนี้ก็ได้ตอบมลาอิกะฮฺเหมือนกับที่ชายคนแรกตอบ มลาอิกะฮฺจึงพูดกับเขาว่า “หากท่านโกหก ขออัลลอฮทรงทำให้ท่านกลับไปเป็นเหมือนเดิม”

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็ได้มาหาชายคนที่สามในสภาพและลักษณะเดียวกันเมื่อครั้นเขายังตาบอด และได้กล่าวว่า “ฉันเป็นคนยากจน เสบียงต่างๆสำหรับการเดินทางได้หมดสิ้นไปแล้ว วันนี้ไม่มีใครจะช่วยเหลือฉันได้นอกจากอัลลอฮแล้วก็ท่าน ฉันขอต่อท่าน ผู้ที่กลับมามองเห็นได้ โปรดมอบแพะสักตัวให้แก่ฉันด้วย เพื่อที่ฉันจะสามารถเดินทางต่อไปได้” ชายคนนี้ก็พูดขึ้นว่า “ฉันเคยตาบอด แล้วอัลลอฮก็ทรงทำให้ฉันกลับมามองเห็นได้ จงเอาไปและเหลือไว้ตามที่ท่านต้องการได้เลย ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรเลยกับสิ่งหนึ่งที่ถูกเอาไปเพื่ออัลลอฮ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงสูงส่ง” และมลาอิกะฮฺก็ได้ตอบกลับว่า “เอาทรัพย์สมบัติกลับไปเถอะ พวกท่านถูกทดสอบ และอัลลอฮทรงพอพระทัยในตัวท่าน แต่ทรงกริ้วต่อสหายทั้งสองคนของท่าน”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————–
นำมาจากเพจ : Fityatulhaq

เด็กหนุ่มกับเรื่องราวของอัศฮาบุลอุคดู้ด

 

รายงานจากท่านศุฮัยบฺ อัรรูมีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เล่าว่า :

ในอดีตมีกษัตริย์คนหนึ่ง เขามีนักไสยศาสตร์ เมื่อนักไสยศาสตร์คนนี้แก่เฒ่ามากแล้ว เขาก็ได้เรียนขอต่อกษัตริย์ว่า “ฉันก็ชราภาพมากแล้ว ได้โปรดส่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาให้ฉันสอนวิชาไสยศาสตร์ให้แก่เขาด้วยเถิด” แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ถูกส่งตัวไปให้เขาสอนวิชา ระหว่างทางเด็กหนุ่มได้พบกับนกพรตคนหนึ่ง เด็กหนุ่มนั่งลงและรับฟังคำพูด (เทศนา) ของนักพรต แล้วเกิดรู้สึกประทับใจ ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มเดินทางไปหานักไสยศาสตร์เฒ่า เขาก็จะแวะไปหานักพรต เมื่อเด็กหนุ่มมาสาย นักไสยศาสตร์เฒ่าจึงตี (เพื่อเป็นการลงโทษ)

เด็กหนุ่มจึงเล่าเรื่องนี้ให้นักพรตฟัง เขาก็ได้แนะนำว่า “หากเจ้ากลัวนักไสยศาสตร์เฒ่า (จะลงโทษ เพราะมาสาย) ก็จงบอกเขาว่า ‘ครอบครัวของฉันรั้งตัวฉันไว้’ และหากเจ้ากลัวครอบครัวของฉัน (จะตำหนิหรือลงโทษ เพราะกลับมาช้า) ก็จงบอกพวกเขาว่า ‘ผู้เฒ่าไสยศาสตร์รั้งตัวของฉันไว้’”

วันหนึ่ง ขณะที่เด็กหนุ่มเดินทาง เขาได้พบกับสัตว์ใหญ่ตัวหนึ่งขวางทางสัญจรของผู้คน เด็กหนุ่มก็ได้กล่าวออกมาว่า “วันนี้ฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่า ระหว่างผู้เฒ่าไสยศาสตร์กับนักพรต ใครดีกว่ากัน?” แล้วเขาก็หยิบก้อนหินขึ้นมาและพูดว่า “โอ้อัลลอฮ หากคำสอนของนักพรตเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรัก มากกว่าคำสอนของนักไสยศาสตร์ โปรดฆ่าสัตว์ใหญ่ตัวนี้ด้วยเถิด ผู้คนจะได้สัญจรไปมาได้ตามปกติ” แล้วเด็กหนุ่มก็ขว้างก้อนหินใส่สัตว์ใหญ่ตัวนั้น มันตายลง และผู้คนก็เดินทางสัญจรได้ตามปกติ

เด็กหนุ่มรีบไปหานักพรตและเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง นักพรตคนนั้นกล่าวว่า “โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าในวันนี้ดีกว่าตัวฉันเสียอีก เจ้าได้บรรลุถึงจุดที่เจ้าเห็นอยู่และแน่นอนวันหนึ่งเจ้าจะต้องพบกับบททดสอบ ฉะนั้นอย่าได้บอกใครเกี่ยวกับฉันเด็ดขาด”

เด็กหนุ่มคนนี้สามารถรักษาคนตาบอดและหูหนวก และสารพัดโรคต่างๆได้ จนกระทั่งเรื่องราวของเขาไปถึงหูของบริวารตาบอดคนหนึ่งของกษัตริย์ เขาจึงเดินทางมาหาเด็กหนุ่มพร้อมกับของฮะดียะฮฺมากมาย แล้วกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า “ของทั้งหมดนี้ฉันรวบรวมมาให้เจ้า หากเจ้าสามารถรักษาฉันได้” เด็กหนุ่มตอบว่า “ฉันไม่สามารถรักษาใครได้ มีเพียงอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง เท่านั้นที่รักษาได้ หากท่านศรัทธาต่อพระองค์ ฉันจะวิงวอนขอให้พระองค์ทรงรักษาท่าน” บริวารตาบอดคนนั้นจึงศรัทธาต่ออัลลอฮ และพระองค์ก็รักษาดวงตาของเขาจนหายจากอาการบอด

แล้วบริวารตาบอดคนนี้ก็กลับไปหากษัตริย์ นั่งรับใช้ตามปกติ แล้วกษัตริย์ก็ถามเขาว่า “ใครกันที่ทำให้เจ้าสามารถมองเห็นได้?‘ เขาตอบว่า “พระเจ้าของข้าเอง” กษัตริย์ถามต่อว่า “เจ้ามีพระเจ้าอื่นจากข้าหรือ?” เขาตอบว่า “พระเจ้าของข้าและพระเจ้าของท่านคืออัลลอฮ” กษัตริย์จึงลงโทษบริวารคนนี้ จนกระทั่งเขาต้องพูดถึงเด็กหนุ่ม

เด็กหนุ่มถูกเรียกตัวไป กษัตริย์พูดกับเขาว่า “โอ้ลูกข้า วิชาไสยศาสตร์ของเจ้าได้บรรลุถึงขั้นสูงแล้ว เจ้าสามารถรักษาคนหูหนวกและตาบอดได้ และเรื่องต่างๆที่เจ้าได้ทำไป” เด็กหนุ่มตอบว่า “ฉันไม่สามารถรักษาใครได้ แต่อัลลอฮ ผู้สูงส่ง ต่างหากที่รักษาพวกเขา” กษัตริย์จงลงโทษเด็กหนุ่ม จนเขาต้องเอ่ยถึงนักพรต

แล้วนักพรตก็ถูกเรียกตัวไปหากษัตริย์ บริวารของกษัตริย์ขู่บังคับเขาว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าสะ” นักพรตปฏิเสธ เลื่อยเหล็กจึงถูกนำมาวางไว้บนศรีษะของเขา แล้วเขาก็ถูกเลื่อย กระทั่งร่างกายแยกออกเป็นสองส่วน

หลังจากนั้น อดีตบริวารตาบอดของกษัตริย์ก็ถูกเรียกตัวไปเช่นกัน เขาถูกบังคับว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าสะ” แต่เขาปฏิเสธ เลื่อยเหล็กจึงถูกนำมาวางไว้บนศรีษะของเขา และถูกเลื่อยจนร่างแยกเป็นสองส่วน

หลังจากนั้น เด็กหนุ่มก็ถูกนำตัวมา กษัตริย์เสนอว่า “จงทิ้งศาสนาของเจ้าเสีย” แต่เขาปฏิเสธ กษัตริย์จึงสั่งทหารให้จับตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไว้ และพูดกับพวกเขาว่า “จงนำตัวเด็กนี้ขึ้นไปบนภูเขา เมื่อพวกเจ้าขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วก็จงเสนอเขาอีกครั้ง หากเขายอมทิ้งศาสนาของเขา ก็นำตัวเขากลับมาได้ แต่ถ้าไม่ ก็จงโยนเขาทิ้งจากยอดเขานั้น” แล้วทหารก็นำตัวเด็กหนุ่มขึ้นไปยังยอดเขาตามคำสั่ง เด็กหนุ่มกล่าวขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดช่วยเหลือบ่าวจากความชั่วร้ายของพวกเขา ตามแต่พระองค์จะประสงค์ด้วยเถิด” แล้วภูเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง กระทั่งพวกทหารตกจากเขาลงไปจนหมด แต่เด็กหนุ่มปลอดภัย และได้เดินทางกลับไปหากษัตริย์

กษัตริย์ถามเด็กหนุ่ม (ด้วยความตกใจ) ว่า “เจ้าทำอะไรกับเพื่อนๆของเจ้า?” เด็กหนุ่มตอบว่า “อัลลอฮทรงช่วยเหลือฉันจากความชั่วร้ายของพวกเขา” กษัตริย์จึงสั่งทหารของเขาว่า “จงนำตัวเด็กคนนี้ขึ้นเรือไปยังทะเล หากเขายอมทิ้งศาสนาของเขา ก็จงนำตัวกลับมา แต่ถ้าไม่ ก็โยนเขาทิ้งให้จมลงกลางทะเลได้เลย” แล้วพวกเขาทหารก็พาเขาไปยังทะเล เมื่อถึงกลางทะเลเด็กหนุ่มก็ขอดุอาอ์ว่า “โอ้อัลลอฮ โปรดช่วยเหลือบ่าวให้พ้นจากพวกเขา ตามแต่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยเถิด” ทันใดเรือก็ล่มลงกลางทะเล พวกทหารจมน้ำกันหมด ยกเว้นเด็กหนุ่มที่ปลอดภัย และเขาก็กลับมาหากษัตริย์

กษัตริย์ตกใจถามเด็กหนุ่มว่า “เกิดอะไรขึ้นกับสหายของเจ้า?” เด็กหนุ่มตอบว่า “อัลลอฮทรงช่วยเหลือฉันจากพวกเขา” และได้กล่าวต่อไปว่า “ท่านไม่สามารถฆ่าฉันได้หรอก นอกจากท่านจะทำตามที่ฉันบอกเท่านั้น” กษัตริย์ถามว่า “ทำอะไร?” เขาตอบว่า “จงเรียกผู้คนให้มารวมตัวกันที่ลานกว้าง และมัดฉันไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็หยิบศรธนูออกมาจากกระเป๋าของฉันและวางมันไว้บนคันธนู แล้วกล่าวว่า ‘ด้วยพระนามของอัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม’ จากนั้นก็ยิงมันมายังฉัน หากท่านทำตามที่ฉันบอกนี้ ท่านก็จะสามารถฆ่าฉันได้”

กษัตริย์สั่งรวมผู้คนที่ลานกว้าง  เด็กหนุ่มถูกจับมัดไว้กับต้นไม้ กษัตริย์หยิบเอาลูกศรจากกระเป๋าของเด็กหนุ่ม และวางไว้บนคันธนู พร้อมกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม” แล้วเขาก็ยิงลูกศรออกไปปักลงบนหน้าอกของเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาวางบนหน้าอกของตนเอง และเสียชีวิตในที่สุด

ผู้คนจึงเริ่มกล่าวกันว่า “เราศรัทธาต่ออัลลอฮ พระเจ้าของเด็กหนุ่ม” เมื่อกษัตริย์ทราบเรื่องแล้ว บริวารบางคนก็กล่าวกับกษัตริย์ว่า “ท่านได้เห็นสิ่งที่ท่านกังวลใจแล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮ ช่วงเวลาที่ท่านหวาดกลัวได้มาถึงแล้ว ผู้คนศรัทธาต่ออัลลอฮแล้ว”

กษัตริย์รีบบัญชาให้ทหารขุดหลุมขนาดใหญ่ ภายในกว้าง แต่ปากหลุมแคบ แล้วจุดไฟให้ลุกโชน กษัตริย์ประกาศว่า “ใครก็ตามที่ไม่ยอมทิ้งศาสนาใหม่ ฉันจะโยนเขาทิ้งลงไปในหลุมไฟนี้” หรือบริวารบางคนพูดกับกษัตริย์ว่า “โยนพวกเขาลงไปทีละคนๆ” แล้วผู้คนก็ถูกโยนลงไปในหลุมไฟ กระทั่งเมื่อถึงลำดับของหญิงคนหนึ่งซึ่งเธอมีลูกติดมาด้วย เธอเกิดรู้สึกไม่แน่ใจจึงหยุดชะงัดชั่วครู่ ลูกน้อยจึงพูดกับเธอ “แม่จ๋า แม่จงอดทน แท้จริงแม่อยู่บน (ทางแห่ง) สัจธรรม”

หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย มุสลิม

———————————–

จากหนังสือ “เศาะฮีหฺ อัลเกาะศ็อศ อันนะบะวีย์” (50 เรื่องเล่าจากหะดีษเศาะฮีหฺ)
เรียบเรียงโดย เชคอบูอิสหาก อัลหุวัยนีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ

—————————–
นำมาจากเพจ : Fityatulhaq