skip to Main Content

การขึ้นราคาสินค้าและเพิ่มมาตรการภาษีในผลิตภัณฑ์ยาสูบถูกนำไปใช้เพื่อลดความต้องการบุหรี่

ยาสูบยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมถึงมะเร็ง โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด องค์การอนามัยโลก WHO เชื่อว่าบุหรี่เป็นสาเหตุของผู้เสียชีวิตประมาณ 7 ล้านคนในทุกๆ ปี

2 ทศวรรษที่ผ่านมา อัตราผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกลดลง แต่ WHO กล่าวว่ายังต้องทำงานมากขึ้นเพื่อขัดขวางผู้คนจากการสูบบุหรี่

เพื่อลดการบริโภคบุหรี่ รัฐบาลในหลายประเทศใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับยาสูบ หลายประเทศใช้มาตรการเชิงกลยุทธิ์เช่นการปรับขึ้นภาษียาสูบ อันเป็นวิธีที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลมากที่สุดในการต่อสู้กับอิทธิพลของผู้ผลิตยาสูบ แต่กลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการเหล่านี้อย่างเพียงพอกลับมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ในปี 2010 WHO รายงานว่า ผู้มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปในชาติสมาชิก WHO ร้อยละ 78 เป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ และคาดการณ์ว่าในปี 2025 ตัวเลขผู้มีอายุ 15 ขึ้นไปและไม่ได้สูบบุหรี่จะมีประมาณ 5 พันล้านคน จาก 6.1 พันล้านคน

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่าผู้ชาย 1 ใน 3 เป็นสิงห์อมควัน โดยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมามีสิงห์อมควันชายหน้าใหม่เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10

หลายประเทศประสบความสำเร็จในการใช้นโยบายภาษีเพื่อกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์บุหรี่ ในออสเตรเลียก็เช่นกัน บุหรี่หนึ่งสองมีราคาสูงถึง 18 ดอลลาร์ (598 บาท) ทำให้เป็นประเทศที่มีราคาสูงที่สุด

สถานบันสาธารณสุขและสวัสดิการออสเตรเลีย (AIHW) รายงานในปี 2016 พบว่าอัตราการสูบบุหรี่ภายในประเทศลดลงถึงจุดต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยลดลงเกือบร้อยละ 50

การศึกษาดังกล่าวระบุว่าชาวออสเตรเลียน้อยกว่าร้อยละ 13 สูบบุหรี่ในทุกวัน และมีนักสูบหน้าใหม่น้อยมาก

รายงานดังกล่าวอ้างว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีอัตราการสูบบุหรี่น้อยสุดในโลก ส่วนหนึ่งมาจากการใช้มาตรการภาษียาสูบ การปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และข้อบังคับทางกฎหมายที่มากขึ้นเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ

ที่มา : Aljazeera

ขึ้นภาษีบุหรี่ให้ถึงจุด ช่วยลดจำนวนผู้สูบได้

Back To Top
×Close search
Search