skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ครบรอบ 1 ปี รัฐประหารเมียนมา กับผลงานของมิน อ่อง หล่าย

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 หรือวานนี้เมื่อปีที่แล้ว กองทัพเมียนมาภายใต้การควบคุมของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ขับรถถังเข้าใจกลางเมือง กั้นรั้วปิดถนนหลายเส้น เข้าคุมตัวนักการเมืองหลายคนก่อนการประชุมสภาจะเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เป็นสัญญาณที่บอกแก่ทุกคนว่า ‘กองทัพก่อรัฐประหารอีกแล้ว’ แม้ก่อนหน้าการทำรัฐประหารเพียงสองวัน พลเอกอาวุโสรายนี้เคยยืนยันต่อสื่อมวลชนว่าจะไม่ทำรัฐประหาร เพราะ “รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ควรเคารพและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ”

การก่อรัฐประหารครั้งดังกล่าวสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ประเทศเมียนมาเป็นอย่างมาก นับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่จะทำให้เมียนมาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงที่ว่ามีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชน ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และการทำงานของรัฐบาลทหารที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ

📌 ปิดกั้นสื่อ จับนักข่าว แบนอินเทอร์เน็ต

การปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ปิดกั้นเสรีภาพทางการสื่อสารของประชาชน เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าวันก่อรัฐประหาร ขณะที่ทหารกำลังเข้าจับกุมเหล่านักการเมืองที่เตรียมตัวประชุมสภาฯ เกิดเหตุขัดข้องทั้งกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ต้องระงับการออกอากาศชั่วคราว​โดยให้เหตุผลว่า ‘เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค’

หลังก่อรัฐประหารได้เจ็ดวัน รัฐบาลทหารทำการบล็อกการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ตในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมที่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหารสามารถติดต่อนัดหมายรวมตัวได้ แต่ถึงอย่างนั้น ชาวเมียนมาพยายามหาทางเข้าใช้งานเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และแอพพลิเคชันแชต ด้วยการเข้าใช้งานผ่าน VPN

หลังกองทัพเมียนมาทำรัฐประหารได้สิบห้าวัน รัฐบาลทหารมอบหมายให้กระทรวงการสื่อสารแห่งเมียนมา ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสมาคมสื่อ ขอให้สื่อมวลชนระมัดระวังการใช้คำเวลาเขียนข่าวเกี่ยวกับเมียนมา ห้ามเรียกรัฐบาลชุดใหม่ว่า ‘รัฐบาลรัฐประหาร’ (Coup Government) เพราะมีสื่อหลายสำนักรายงานข่าวผิดพลาด บิดเบือนความจริง เขียนข่าวโดยไม่ยึดหลักจรรยาบรรณสื่อ เตือนว่าหากสื่อใดในประเทศเมียนมายังคงดึงดันจะใช้คำว่า ‘รัฐบาลรัฐประหาร’ ต่อไป หรือไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐ สื่อออนไลน์และสิ่งพิมพ์ของสำนักข่าวนั้นๆ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตและถูกดำเนินคดีอาญา

สำนักข่าว AFP เคยรายงานว่า ‘นักข่าว’ ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ตำรวจและทหารต้องควบคุมตัว เพื่อป้องกันไม่ให้การสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง และภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกเผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก มีช่างภาพและผู้สื่อข่าวจำนวนไม่น้อยถูกจับขณะลงพื้นที่ทำข่าวการประท้วง นักข่าวจากสำนักข่าว AP ถูกจับกุมและตั้งข้อหาเผยแพร่ข่าวปลอม สร้างความตื่นกลัวต่อสังคม และสร้างความสับสนแก่เจ้าหน้าที่ หลายคนถูกปล่อยตัวภายหลัง แต่มีอีกไม่น้อยที่ยังถูกคุมขังอยู่ รวมถึงคดีทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าวที่มีให้เห็นตลอดทั้งปี แต่กลับไม่สามารถดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายร่างกายผู้สื่อข่าวได้เลย

การพยายามห้ามปรามสื่อหลายต่อหลายครั้งของรัฐบาลทหาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่าการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญปี 2008 และกองทัพพยายามแสดงให้โลกเห็นอยู่เสมอว่าการทำรัฐประหารในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับรัฐบาลทหารที่ผ่านๆ มา

📌 จับกุม คุมขัง สังหารหมู่ เรียกประชาชนว่า ‘ผู้ก่อการร้าย’

ภายหลังการทำรัฐประหาร มีประชาชนจำนวนมากไม่ยินยอมต่อการยึดอำนาจโดยมิชอบ พากันออกมาเดินขบวนประท้วงแบบดาวกระจายทั่วประเทศ ไม่สนใจคำสั่งภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินของกองทัพ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขับไล่รัฐบาลทหาร ทั้งการประท้วงอย่างสันติ การทำอารยะขัดยืน นัดกันหยุดงานประท้วง เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐลาออกแล้วตั้งกองทุนเยียวยา แต่แทบทุกครั้งที่ชาวเมียนมาออกมาแสดงจุดยืน พวกเขาจะโดนทหารปราบปราม จับกุม คุมขัง ทำร้ายร่างกาย และถูกสังหารอย่างโหดร้าย

รัฐบาลทหารพยายามหาวิธีตั้งรับการประท้วง ทั้งการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต บังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ควบคุมสื่อ ไปจนถึงออกกฎหมายใหม่หลายฉบับ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2021 ออกคำสั่งระงับกฎหมายความมั่นคง อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถบุกค้นบ้านผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบโดยไม่ต้องขอหมายศาล

รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ระบุตรงกันว่ามีการ ‘เผาผู้ชุมนุมทั้งเป็น’ ยังไม่รวมความรุนแรงอื่นๆ ทั้งการขับรถชน ใช้อาวุธทุบตีจนเสียชีวิตคาที่ สลายการชุมนุมด้วยการใช้กระสุนจริง ยืนยันจากภาพและวิดีโอที่ถ่ายเจ้าหน้าที่ใช้ปืนเล็งที่ศีรษะของประชาชน ผิดหลักการสลายการชุมนุมสากลแทบทุกข้อ และยังคงโต้ตอบประชาชนอย่างรุนแรงเรื่อยมา จนทำให้ย่างกุ้งและอีกหลายเมืองในเมียนมากลายเป็นพื้นที่สงคราม

ก่อนรัฐบาลคู่ขนานที่จัดตั้งโดยกลุ่มอำนาจเก่าของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ร่วมกับประชาชนจะประกาศสงครามกับรัฐบาลทหาร สำนักข่าว Channel News Asia ของสิงคโปร์รายงานว่า กองทัพเมียนมาใช้อาวุธหนักกับผู้ประท้วงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตั้งแนวกั้นกระสุนปืน เบิกเครื่องยิงจรวดมาใช้บ่อยครั้ง เช่น เหตุการณ์ต่อสู้ในวันที่ 9 เมษายน 2021 ในเมืองพะโค ทหารใช้อาวุธหนักโจมตีผู้ประท้วงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 80 ราย โดยทางสถานีประจำชาติ ยืนยันว่าทหารเมียนมาจำเป็นต้องใช้อาวุธหนักเพื่อปราบจลาจลที่เกิดขึ้นจากกลุ่ม ‘ผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง’

วันที่ 25 มกราคม 2022 รัฐบาลทหารออกประกาศเตือนฉบับใหม่ ห้ามประชาชนเคาะหม้อ เคาะกระทะส่งเสียงรบกวน โดยระบุว่าหากพบว่ามีใครเคาะหม้อประท้วงรัฐบาล หรือส่งต่อโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านกองทัพ อาจถูกจับกุมในข้อหายุยงปลุกปั่น รวมถึงข้อหาร้ายแรงอย่างการเป็น ‘กบฏ’

ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) เผยแพร่รายงานในวันครบรอบ 1 ปี ว่าสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,500 ราย และมีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 11,787 คน ในจำนวนนี้ 8,792 คน ยังคงถูกคุมขัง

📌 ไล่กำจัดขั้วอำนาจเก่า

เมื่อนักการเมืองจำนวนมากถูกควบคุมในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ถัดจากนั้นราวสองสัปดาห์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความเคลื่อนไหวว่า ทหารจำนวนมากบุกค้นบ้านพักของอองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก่อนแจ้งแก่สื่อมวลชนว่าพบวิทยุสื่อสารในบ้านจำนวน 10 เครื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นวิทยุสื่อสารที่ไม่ได้รับอนุญาต ทำให้คาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลของเธออาจ ‘ไม่โปร่งใส’ และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่พรรคเอ็นแอลดีจะโกงเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสิ้นปี 2020

ในตอนแรกอองซานซูจีและ อู วิน มยินต์ (U Win Myint) อดีตประธานาธิบดีเมียนมา ถูกตั้งข้อหาละเลยหน้าที่ และละเมิดมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้พบปะผู้คนจำนวนมากโดยไม่เว้นระยะห่างทางสังคม ก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน 2021 ศาลจะระบุว่าทั้งสองคนมีความผิดเพิ่มเติมฐานทุจริตคอร์รัปชัน นำเข้าและครอบครองเครื่องมือสื่อสารผิดกฎหมาย

วันที่ 10 มกราคม 2022 ศาลนำตัวอองซานซูจีและอู วิน มยินต์ มาฟังคำพิพากษาอีกครั้ง และไม่ยอมให้สื่อมวลชนเข้าร่วมการไต่สวน รวมถึงสั่งห้ามจำเลยพูดคุยกับสื่อ โดยศาลตัดสินว่าทั้งสองและจำเลยร่วมมีความผิดรวม 11 ข้อหา เช่น รับสินบน, การทุจริตในหน้าที่, การใช้อำนาจโดยมิชอบในการเช่าที่ดินในกรุงเนปิดอว์, สร้างอาคารเพื่อเปิดเป็นสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิดอว์ ขิ่น จี, เผยแพร่ข้อมูลลับทางราชการ, ละเมิดกฎหมายควบคุมการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทั้งสองได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

หลังจำเลยถูกนำตัวขึ้นศาล สถานีโทรทัศน์แห่งชาติเมียนมา (MRTV) รายงานว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ออกคำสั่ง ‘อภัยโทษบางส่วน’ แก่จำเลย ทำให้อองซานซูจีจะต้องรับโทษเป็นเวลา 2 ปี อยู่ใน ‘สถานที่ที่เธออยู่มาตั้งแต่ต้น’

ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2022 รัฐบาลทหารประกาศฟ้อง 5 ข้อหาใหม่แก่อองซานซูจี โดยข้อหาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการซื้อ-เช่า และบำรุงรักษาเฮลิคอปเตอร์ ในกรณีที่ศาลตัดสินว่าเธอทำผิดทุกข้อกล่าวหา อองซานซูจีอาจมีโทษจำคุกรวม 165 ปี

พลจัตวา ซอว์ มิน ตุน (Zaw Min Tun) โฆษกรัฐบาลทหาร กล่าวถึงกรณีที่มีการฟ้องอองซานซูจีทีละข้อหาสองข้อหาว่า เป็นเพราะสืบค้นลึกลงเรื่อยๆ จนทำให้พบการกระทำผิดหลายอย่าง ก่อนย้ำว่าไม่มีใครในเมียนมาจะอยู่เหนือกฎหมายได้ อองซานซูจีจะต้องถูกพิพากษาตามกฎหมาย

📌 สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตแบบทหาร

เมื่อเกิดรัฐประหารในเมียนมา หลายประเทศพากันประณามและคว่ำบาตรการกระทำดังกล่าว ทว่าในช่วงแรก ปฏิกิริยาจากเหล่านายพลชั้นอาวุโสกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับการกดดันจากนานาชาติมากนัก เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ พลเอกอาวุโส โซ วิน (Soe Win) ที่ระบุว่า “เราคุ้นเคยกับการคว่ำบาตร และเราก็รอดมาได้ทุกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้คือการเรียนรู้ที่จะเดินหน้าต่อ แม้จะเหลือเพื่อนแค่ไม่กี่คนก็ตาม”

วันที่ 7 เมษายน 2021 สำนักข่าว Channel News Asia เผยแพร่บทวิเคราะห์ ‘หรือทหารเมียนมามีไทยเป็นต้นแบบและอาจกำลังเดินตามรอยพลเอกประยุทธ์’ ที่เขียนโดย พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การทำรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย อาจมีไทยเป็นแบบอย่าง ทั้งในแง่ความมั่นใจว่าการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนยังคงเป็นไปได้ แม้รัฐบาลดังกล่าวจะได้รับเลือกจากประชาชน แต่รัฐบาลพลเรือนไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ และหากศาลเลือกข้างกองทัพ ซ้ำผู้คนในสังคมเกิดความแตกแยก ความสำเร็จในการทำรัฐประหารก็จะเพิ่มสูงขึ้น

ไม่ใช่เพียงแค่ข้อสันนิษฐานที่ว่ากองทัพเมียนมาอาจมีกองทัพไทยเป็นต้นแบบทำรัฐประหาร หลังทำรัฐประหาร เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากรัฐบาลทหารเมียนมามักแวะเวียนมาพบกับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลไทย โดยไม่สนสายตาของประชาคมโลก ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศหลายแห่งในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เคยแสดงความคิดเห็นไปในทางว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงขอให้กองทัพเร่งปล่อยตัวนักการเมืองที่ถูกคุมขัง โดยเฉพาะนางอองซานซูจีกับอู วิน มยินต์ แต่ไทยกลับขอยึดหลักการ ‘เชื่อใจ’ รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร

ความสัมพันธ์ระหว่าง ฮุน เซน (Hun Sen) กับรัฐบาลเมียนมาก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 21 มกราคม 2022 ไซฟุดดิน อับดุลละห์ (Saifuddin Abdullah) รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่าสมาชิกอาเซียนบางประเทศมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินทางเยือนเมียนมาของ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2022 และถือเป็นผู้นำประเทศคนแรกของโลกที่เยือนเมียนมาหลังจากเกิดรัฐประหาร

ความไม่เหมาะสมที่ว่านั้นเป็นเพราะในเวลานี้ ฮุน เซน ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอาเซียน การเดินทางไปเยือนเมียนมา พบกับทหารที่ทำรัฐประหาร อาจทำให้อาเซียนถูกมองว่าให้ความชอบธรรมแก่ทหารเมียนมา แต่ทางด้าน ฮุน เซน กลับไม่สนใจเสียงวิจารณ์ และต่อว่ารัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกลับ

นอกเหนือจากอาเซียน การทูตสไตล์ทหารของรัฐบาลเมียนมายังคงเผยให้เห็นเรื่อยมา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2021 กระทรวงต่างประเทศเมียนมาเผยแพร่แถลงการณ์ประณามกลุ่มชาติตะวันตกและองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายใน โดยได้แสดงความกังวลว่า การที่นานาชาติออกตัวประณามการรัฐประหารอาจกำลังฝ่าฝืนกฎบัตรยูเอ็น ละเมิดมาตรา 41 แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 1961 ที่ระบุว่า “เจ้าหน้าที่ทางการทูตในแต่ละประเทศจะต้องเคารพ และปฏิบัติตามกฎหมายแห่งรัฐที่ตนได้ประจำการอยู่ และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะก้าวก่ายกิจการภายในรัฐแห่งนั้น”

นอกจากนี้ เหตุการณ์วันที่ 7 เมษายน 2021 สำนักข่าว BBC รายงานจากกรุงลอนดอน จอ ซาร์ มิน (Kyaw Zwar Minn) เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหราชอาณาจักร ไม่สามารถเข้าสำนักงานของตัวเองได้ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารเข้าควบคุมสถานทูตใจกลางกรุงลอนดอน ล็อกดาวน์ห้ามใครเข้า-ออกเด็ดขาด ทำให้เห็นว่ารัฐบาลทหารไม่สนใจเรื่องการทูต ไม่สนใจคำวิจารณ์ของนานาชาติเท่าไรนัก

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมายังมีอีกสองประเทศที่น่าจับตามองคือจีนและรัสเซีย ย้อนกลับไปยังวันที่ 1 เมษายน 2021 ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติพิจารณามาตรการ ‘คว่ำบาตร’ และแทรกแซงการเมืองภายในประเทศเมียนมา แต่เมื่อถึงขั้นตอนการหารือการใช้ถ้อยคำในแถลงการณ์ ผู้แทนจากประเทศจีนขอให้หลีกเลี่ยงคำว่า ‘การประณามอย่างรุนแรงจากยูเอ็น’ เปลี่ยนเป็น ‘ยูเอ็นกำลังติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด’ ส่วนผู้แทนจากรัสเซียขอแก้แถลงการณ์ จากเดิมที่ระบุว่า ‘ขอประณามกองทัพที่ใช้ความรุนแรง’ เปลี่ยนเป็น ‘ขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง’

การรัฐประหารทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ปิดกั้นสื่อ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และก่อให้เกิดปัญหาวงกว้าง เห็นได้จากการกระทบกระทั่งกันในชาติอาเซียนหรือในระดับโลก ที่แต่ละชาติแสดงจุดยืนต่อรัฐบาลทหารเมียนมาแตกต่างกัน ส่วนตัวของรัฐบาลทหารเองก็มีท่าทีชัดเจนว่าจะ ‘เลือกคบใคร’ หรือ ‘เลือกไม่คบใคร’ ซึ่งเหล่านักวิชาการหลายชาติต่างเห็นตรงกันว่า รัฐบาลทหารเมียนมาค่อนข้างแคร์จีน รัสเซีย รวมถึงไทย เพราะอาจมองว่ามีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน และจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยในแง่ผลประโยชน์

สถานการณ์ช่วงต้นของรัฐประหาร เราจะเห็นข่าวที่ทำให้อนุมานได้ว่าจีนสนับสนุนกองทัพเมียนมาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการประณามผู้ประท้วงที่เผาโรงงานของนักลงทุนจีนในเมียนมา การห้ามปราม UN ไม่ให้ตำหนิรัฐบาลเมียนมารุนแรง และคิดว่าอีกไม่นานกองทัพจะสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้ ทว่าเหตุการณ์ในเมียนมาตอนนี้กลับบานปลาย ประชาชนส่วนใหญ่ประกาศสงครามกับกองทัพเมียนมา จับอาวุธลุกขึ้นสู้ร่วมกับชนกลุ่มน้อยที่มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตัวเอง เกิดการตั้งรัฐบาลคู่ขนานและเจรจากับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อให้ได้รับการยอมรับแทนรัฐบาลทหาร เมื่อลมเปลี่ยนทิศ จีนจึงจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ส่วนประเทศรัสเซียที่เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่บอกว่าการทูตของทหารเมียนมากับรัสเซียดูจะพินอบพิเทาพอสมควร เป็นเพราะรัฐบาลทหารเมียนมาจำเป็นต้องพึ่งรัสเซียอยู่มาก ทั้งการสั่งอาวุธจำนวนมากมาใช้ปราบปรามประชาชน การพึ่งพากันในแง่การค้า ผลประโยชน์ และการมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน คือส่วนประกอบสำคัญที่ประกอบร่างแล้วทำให้เห็นว่ารัฐบาลทหารเมียนมาสนใจอยากผูกมิตรกับประเทศใดบ้าง

📌 เศรษฐกิจแบบ ‘ผูกขาด’ เอื้อทุนใหญ่ ต่างชาติถอนตัว

ก่อนหน้านี้รัฐบาลพลเรือนที่ได้รับเลือกจากประชาชนพยายามดิ้นรนพาประเทศให้พ้นวิกฤต หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการเข้าควบคุมประเทศกว่า 50 ปี จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังที่ต้องทยอยแก้ ทั้งปัญหาสังคม การศึกษา แรงงาน และเศรษฐกิจ

ช่วงเวลาที่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาล ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตขึ้นสม่ำเสมอเฉลี่ยปีละ 6.6 เปอร์เซ็นต์ ชาวเมียนมาที่อยู่ในเส้นยากจนลดจำนวนลงอย่างมาก ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น การจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักหันสู่ปากเหวอีกครั้งเพราะรัฐประหาร

หลังรัฐประหาร ประชาชนราว 1.2 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะว่างงาน นักลงทุนและบริษัทต่างชาติพากันถอนตัวออกจากเมียนมา มีรายงานตัวเลขระบุชัดเจนว่า หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2021 บริษัทเอกชนทุกระดับพร้อมใจกันระงับแผนการลงทุนในเมียนมา ส่งผลให้สูญเงินที่ควรจะเข้ามาหมุนเวียนในประเทศกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ฯ ซ้ำร้ายค่าเงินจัตอ่อนตัวลงเรื่อยๆ กระเทือนทั้งภาคธุรกิจ แรงงาน และผู้บริโภค

โดยปกติแล้วรัฐบาลเมียนมาจะมีรายได้จากภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ของโครงการก๊าซธรรมชาติราว 1,000 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อปี ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ มีบริษัทหลายเจ้าพากันเข้ามาลงทุน ทั้งยาดานา (Yadana) ที่มีฐานอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน วู้ดไซด์ (Woodside) บริษัทด้านพลังงานของออสเตรเลีย โททาลเอเนอจี (Total Energies) บริษัทปิโตรเลียมยักษ์ใหญ่ที่ถือสัมปทานร้อยละ 31 เชฟรอน (Chevron) บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ที่ถือสัมปทานร้อยละ 28 สลอร์ก (SLORC) ซึ่งมีฐานการผลิตในเมียนมามายาวนาน และโวลทาเลีย (Voltalia) บริษัทพลังงานทดแทนของฝรั่งเศส แต่ตอนนี้บริษัททั้งหมดที่ว่ามาพากันถอนตัวออกจากเมียนมาแล้ว

สาเหตุที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายเจ้าต้องตัดสินใจออกจากเมียนมามีหลายอย่างด้วยกัน ประการสำคัญคือการทำรัฐประหารที่ทำให้ภาพรวมประเทศย่ำแย่ ไหนจะการกดดันจากประชาคมโลกและรวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ ยังไม่รวมถึงข้อกังวลเรื่องความเสียหายที่จะได้รับจากสงครามกลางเมือง ความกังวลเรื่องความเสี่ยงขาดทุนจากปัจจัยร่วมหลายประการ และปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติทยอยหนีหาย การกินรวบในประเทศยังคงเกิดขึ้นต่อไป วันที่ 24 มกราคม 2022 สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า ในการประมูลสัมปทานการออกเอกสารประจำตัวผู้ใช้แรงงานของกระทรวงแรงงาน บริษัทที่ชนะการประมูลครั้งนี้คือบริษัท United KMK ซึ่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเคยเป็นอดีตทหารที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการสัมปานเหมืองแร่ต่างๆในเมียนมาด้วย

วันที่ 26 มกราคม 2022 ธนาคารโลกคาดการณ์งบประมาณและเศรษฐกิจเมียนมาว่าอาจมีการขยายตัวประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีกว่าปี 2021 ที่ติดลบ 18 เปอร์เซ็นต์

📌 ชาวเมียนมายังสู้ไม่ถอย

ผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารทั่วเมียนมา ขัดขืนคำสั่งของรัฐบาลทหารที่ห้ามจัดการประท้วงเนื่องในวันครบรอบ 1 ปี ด้วยการร่วมกันประท้วงเงียบและปรบมือในวันที่ 1 ก.พ. 2565

ในวันอังคารที่ 1 ก.พ. ชาวเมียนมาในนครย่างกุ้ง อันเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศ และที่เมืองใหญ่อันดับ 2 อย่างเมืองมัณฑะเลย์ จัดการประท้วงเงียบ ก่อนจะร่วมกันปรบมือ ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเป็นสัญญาณสิ้นสุดการประท้วงในวันดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารออกคำสั่งห้ามประท้วงในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร และสั่งให้ร้านค้าต้องเปิดทำการในวันดังกล่าวมิเช่นนั้นจะต้องถูกปิดกิจการ นอกจากนั้นยังขู่ว่า การประท้วงเสียงดังหรือการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านกองทัพ อาจนำไปสู่การตั้งข้อหากบฏ หรือก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าที่นครย่างกุ้งกับเมืองมัณฑะเลย์ มีการจัดแฟลชม็อบชูป้ายหนุนประชาธิปไตยและจุดพลุแฟลร์ ก่อนที่ท้องถนนจะเริ่มว่างเปล่าตั้งแต่เวลา 10.00 น. เช่นเดียวกันที่เขตตะนาวศรี ทางใต้ของประเทศ

ด้านพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ออกแถลงการณ์ย้ำอีกครั้งว่า กองทัพยึดอำนาจหลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางซูจี โกงการเลือกตั้ง ในปี 2020 แม้ว่าในสายตาของผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศจะมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมก็ตาม มิน อ่อง หล่าย ระบุอีกว่า จะจัดการเลือกตั้งเมื่อเสถียรภาพของประเทศกลับคืนมาแล้ว

รวมทั้งต่อเวลาบังคับใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน “ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน” คือจนถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ “เป็นอย่างน้อย”ตามความในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ซึ่งกองทัพเป็นผู้บัญญัติเอง ระบุว่า การขยายระยะเวลาบังคับใช้คำสั่งนี้ สามารถดำเนินการได้อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน

ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และแคนาดา ประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ของเมียนมาร่วมกัน ซึ่งรวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนดำเนินคดีนางออง ซาน ซูจี ด้วย หลังจากอดีตผู้นำเมียนมารายนี้ถูกตั้งข้อหามากมายนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

 

 

 

 

ที่มา :
themomentum : https://themomentum.co/report-1-year-myanmar-military-coup/?fbclid=IwAR0hbjuTghPlBtfJAFR3dDhtHZzKTwQxqpzqeTAm_g0sJ9aD-3q9yeeAM9Y
voicetv : https://www.voicetv.co.th/read/qfchCXVS9
thestandard : https://thestandard.co/key-messages-myanmar-coup/

ครบรอบ 1 ปี รัฐประหารเมียนมา กับผลงานของมิน อ่อง หล่าย

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ