skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ช็อกโลก 9/11 กับทฤษฎีสมคบคิดที่ยังไม่มีคำตอบ

📌 ครบรอบ 20 ปี

ในวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่จะเป็นข่าวดังช็อกโลกไปมากกว่า “เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน” หรือที่เรียกกันว่า “9/11” ซึ่งเห็นการก่อวินาศกรรมโดยการโจมตีพลีชีพในมหานครนิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

โดยเฉพาะการจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกแฝด “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” ที่นับว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของมหานครนิวยอร์กในขณะนั้น ซึ่งเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลก และหลังจากนั้นก็ยังมีการโจมตี และการทำสงครามต่อต้านการก่อร้าย รวมถึงทั่วโลกก็การปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเครื่องบิน

มาย้อนรำลึกถึงตึก “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” สถานที่สำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้น และภายหลังจากผ่านพ้นเหตุวินาศกรรมไป ปัจจุบัน พื้นที่บริเวณนั้นถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

📌 “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” ตึกคู่แฝดแห่งนิวยอร์ก

“เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี 1966 โดยเป็นกลุ่มอาคารที่ประกอบด้วย 7 อาคาร ได้แก่ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (อาคารเหนือ) มี 110 ชั้น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (อาคารใต้) มี 110 ชั้น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3 (โรงแรมมาร์ริออทท์) มี 22 ชั้น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4 (อาคาพลาซ่าเหนือ) มี 9 ชั้น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 5 (อาคารพลาซ่าใต้) มี 9 ชั้น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6 (U.S. Customs House) มี 8 ชั้น และ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 มี 47 ชั้น

สำหรับอาคารที่โด่งดังอย่างมากก็คือ อาคารคู่แฝด (อาคารหมายเลข 1-2) เป็นอาคารที่สูงที่สุด โดยอาคารเหนือมีความสูง 530 เมตร (รวมเสาอากาศ) และอาคารใต้มีความสูง 417 เมตร เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก โครงสร้างอาคารทั้งคู่เป็นแบบโครงเหล็กกล้า ผนังกระจกคล้ายกำแพงม่านแก้ว

นอกจากจะเป็นพื้นที่อาคารสำนักงานต่างๆ แล้ว ก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของนครนิวยอร์ก ด้วยความสูงของอาคารจึงทำให้เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่สวยที่สุดอีกแห่ง โดยคนทั่วไปสามารถเข้าไปชมวิวจากบนตึกได้ที่ส่วนของภัตตาคารบนยอดอาคาร คือ Windows on the World (อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1) และ Top of the World (อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2)

📌 เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

ในช่วงเช้าของวันที่ 11 กันยายน 2001 กลุ่มติดอาวุธจี้เครื่องบิน 4 ลำ ที่กำลังบินอยู่ในฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาพร้อมๆ กัน บังคับให้มุ่งหน้าสู่นิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีเครื่องบินสองลำที่พุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์

ลำแรกพุ่งชนอาคารหนึ่ง บริเวณชั้นที่ 90-95 เมื่อเวลา 08.46 น. ลำที่สองพุ่งชนอาคารสอง (บริเวณชั้น 75-90) ในเวลา 09.03 น. ส่งผลให้เกิดไฟไหม้และอาคารถล่มลงมา โดยอาคารสองถล่มลงมาก่อน และอาคารที่หนึ่งถล่มลงมาหลังจากนั้น การถล่มของทั้งสองอาคารสร้างความเสียให้ให้กับกลุ่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อาคารอื่นๆ โดยเฉพาะอาคาร 7 ทำให้รากฐานไม่มั่นคงเกิดไฟไหม้ และถล่มตามลงมา ส่วนอาคารที่เหลือก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตที่เป็นทางการ อย่างน้อย 2,977 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 25,000 คน มีความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่เกิดเหตุ และยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเหตุการณ์นี้ โดยรัฐบาลสหรัฐได้กำหนดให้วันที่ 11 กันยายน ของทุกปี เป็นวันรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน แห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นไป

ขณะที่เครื่องบินลำที่ 3 พุ่งชนด้านหน้าของอาคารเพนตากอน ซึ่งเป็นที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในรัฐเวอร์จิเนีย ส่วนเครื่องบินลำที่ 4 ของสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ผู้โดยสารได้ต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ ทำให้เครื่องบินตกลงในทุ่งที่รัฐเพนซิลเวเนีย โดยเชื่อกันว่ากลุ่มติดอาวุธต้องการนำเครื่องบินพุ่งชน อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

📌 ผู้อ้างอยู่เบื้องหลัง

กลุ่มอัลกออิดะห์ หรืออัลไคดา (al-Qaeda) ตามคำเรียกของชาติตะวันตก ที่นำโดย อุซามะฮฺ บิน ลาดิน อ้างว่าวางแผนการโจมตีนี้จากอัฟกานิสถาน พร้อมกล่าวโทษสหรัฐฯและประเทศพันธมิตรว่า เป็นต้นตอของความขัดแย้งในโลกมุสลิม ด้วยการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐอเมริกา การคงทหารสหรัฐประจำการไว้ในซาอุดิอาระเบีย และการลงโทษต่ออิรัก

ผู้ก่อเหตุจี้เครื่องบินมี 19 คนด้วยกัน แบ่งเป็น 3 ทีม ที่มีสมาชิก 5 คน และอีก 1 ทีม ซึ่งสุดท้ายเครื่องบินตกที่รัฐเพนซิลเวเนีย มีสมาชิก 4 คน แต่ละทีมมีสมาชิกที่ขับเครื่องบินเป็นหนึ่งคน โดยพวกเขาเรียนขับเครื่องบินในสหรัฐฯ ในจำนวนคนร้ายทั้งหมด มี 15 คนที่เป็นคนซาอุดีอาระเบีย รวมถึง บินลาดิน เอง มี 2 คนที่มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนอีก 2 คนมาจากอียิปต์และเลบานอน

📌 สหรัฐฯตอบโต้อย่างไร

ไม่ถึงเดือนหลังการโจมตี ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สั่งกองทัพบุกอัฟกานิสถานโดยได้รับความสนับสนุนประเทศพันธมิตร เพื่อกำจัดกลุ่มอัลกออิดะห์ และตามล่าบิน ลาดิน แม้จะถูกคัดค้านจากมติของสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี กองทัพสหรัฐฯเพิ่งหาตัวและสังหารบิน ลาดิน ได้ที่ปากีสถานเมื่อปี 2011 ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนการโจมตี คอลิด เชค มูฮัมหมัด สัญชาติปากีสถาน ถูกจับกุมตัวในปากีสถานเมื่อปี 2003 ก่อนจะนำไปควบคุมตัวที่เรือนจำอ่าวกวนตานาโม ในคิวบาตั้งแต่นั้น

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลทหารสหรัฐประจำเรือนกวนตานาโม มีกำหนดการในวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น เบิกตัวนายคอลิด พร้อมจำเลยร่วมอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือหลานชาย เข้ารับการไต่สวนในข้อหาก่อการร้าย จากการเป็นผู้วางแผน ฝึกฝน และจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับการก่อวินาศกรรมในสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 ความผิดซึ่งบทลงโทษสูงสุด คือการประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม ทีมทนายฝ่ายจำเลยพยายามแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า ชายทั้ง 5 คน “ถูกบังคับให้รับสารภาพ” ด้วยวิธี “ซ้อมทรมาน” รวมถึงการ “วอเทอร์บอร์ดดิง” หรือ “จมน้ำบนบก” ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลาง ( ซีไอเอ ) นิยมใช้สอบปากคำผู้ต้องหาก่อการร้าย ตามสถานที่ “คุกลับ” หลายแห่งบนโลก เป็นเวลานาน ระหว่างปี 2002-2006 ส่งผลกระทบอย่างหนัก ต่อสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของจำเลย

📌 ทฤษฎีสมคบคิด เกี่ยวกับ 11 กันยายน

แม้คนทั่วไปจะเชื่อว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในวันนั้นคือกลุ่มอัลกออิดะห์ กลุ่มติดอาวุธศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐ แต่นับตั้งแต่เกิดเหตุ ก็มีทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดผุดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ว่าสายลับอิสราเอลเป็นผู้ก่อเหตุอย่างแท้จริง หรือทฤษฎีที่ระบุว่า เหตุ 11 ก.ย. เป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธอีกกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มอัลกออิดะห์

แต่คงไม่มีทฤษฎีไหนโด่งดังและน่าตกใจเท่ากับทฤษฎีที่ว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สะท้านโลกครั้งนี้นั่นเอง

ทฤษฎีดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลสหรัฐทราบล่วงหน้านานหลายเดือนว่า กลุ่มอัลกออิดะห์ได้วางแผนจี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำเพื่อเข้าพุ่งชนสถานที่สำคัญ แต่แทนที่จะเตือนภัยและป้องกันเหตุครั้งนี้ รัฐบาลกลับสั่งให้มีการวางระเบิดภายในอาคารเวิลด์เทรด เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารแฝดอันโด่งดังนั้นจะถล่มอย่างแน่นอน หลายฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุที่บุชต้องการให้แผนโจมตีสหรัฐครั้งนี้สำเร็จลุล่วงก็เพื่อที่จะได้มีข้ออ้างในการบุกอิรัก และยึดครองทรัพยากรสำคัญซึ่งก็คือ น้ำมัน อีกทั้งบางคนยังเชื่อว่า อดีตประธานาธิบดีอาจพยายามตั้งรัฐบาลอิรัก ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การครอบครองชาติอาหรับในอนาคต

อาจเป็นข้อกล่าวหาที่เหลือเชื่อ แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีลอยๆ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเสนอหลักฐานมากมายเพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Loose Change” ภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดย ไดแลน เอเวอร์รี เมื่อปี 2005 ก็นับว่าเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่ครบถ้วนเลยทีเดียว ผู้กำกับได้รวบรวมบทสัมภาษณ์และข้อมูลข่าวสารมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 ก.ย. โดยสามารถสรุปเป็น “ข้อสังเกต” หรือข้อสงสัยต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

-ข้อสังเกตประการแรกก็คือ อาคารแฝดเวิลด์เทรดนั้นไม่สามารถถล่มลงมาได้เพียงเพราะถูกเครื่องบินพุ่งชนเท่านั้น อีกทั้งสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ การถล่มของอาคารนั้นเป็นการถล่มในแนวตั้งคล้ายกับการถล่มที่เกิดขึ้นเวลามีการวางระเบิดอาคารเพื่อทุบทำลาย โดยหลายคนนั้นมองว่า ลักษณะการถล่มของตัวอาคารทั้งสองนั้นค่อนข้าง “เรียบร้อย” มากกว่าที่จะสร้างความเสียหายให้กับอาคารรอบข้างซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาจมีการวางระเบิดตัวอาคารเพื่อให้มีการถล่มง่ายขึ้น

-ข้อสังเกตที่ 2 คือ ทาวเวอร์ 7 ของอาคารเวิลด์เทรดนั้นเกิดถล่มอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาด แม้ไม่ได้ถูกโจมตีด้วยเครื่องบินใดๆ เลย

-ข้อสังเกตที่ 3 คือ มีบางคนทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดการโจมตีเนื่องจากในวันที่ 10 ก.ย. นั้นมีการซื้อขายหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวินาศกรรมครั้งนี้ในตลาดหุ้นวอลสตรีต หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ มีกลุ่มคนที่ทราบว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นจึงได้ตัดสินใจเก็งกำไรหุ้น

-ข้อสังเกตที่ 4 คือ มีกระแสข่าวว่า เครื่องบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 77 ไม่ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอนอย่างที่หลายคนคิด แต่ขีปนาวุธของสหรัฐต่างหากที่ได้พุ่งชนอาคารเพนตากอน โดย ดร.มหาเธร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่า “ถ้าเครื่องบินชนเพนตากอนจริงแล้วซากเครื่องอยู่ที่ไหน” โดยมองว่าสื่อนั้นไม่เคยนำเสนอข่าวการกู้ซากเครื่องบินหรือผลการตรวจสอบกล่องดำเลย “เป็นไปไม่ได้ที่เครื่องบินลำนึงจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย”

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังไม่ปักใจเชื่อว่า กลุ่มติดอาวุธจะสามารถดำเนินตามแผนการได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เนื่องจากการโจมตีลักษณะนี้ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบ คอบและแยบยลเป็นเลิศสุดที่จะหาคำบรรยายได้

ทั้งนี้ มีชาวอเมริกันไม่น้อยเลยที่เชื่อทฤษฎีนี้ โดยจากผลสำรวจความคิดเห็นของสคริปส์ ฮาเวิร์ด เมื่อปี 2006 พบว่า 36% ของชาวอเมริกันเชื่อว่ารัฐบาลอเมริกัน มีส่วนรู้เห็นกับเหตุ 9/11 “คนที่โง่คือคนที่เชื่อคำกล่าวอ้างของรัฐบาลต่างหาก” เดวิด เรย์ กริฟฟิน นักเขียนรายหนึ่งกล่าว กระทั่งเวลาผ่านไป 1 ทศวรรษ ผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดก็ยังมีอยู่มากและมีอิทธิพลไม่ใช่น้อยในสหรัฐ

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่ชาวอเมริกันเชื่อในทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โดย เคที โอล์มสเต็ด อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส นั้นมองว่า ทุกวันนี้ชาวอเมริกันก็ทราบดีว่า ที่ผ่านมานั้นบุชได้เคยโกหกประชาชนมามากเพียงใด

ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลของบุชได้พยายามสร้างภาพ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำของอิรักให้เป็นบุคคลที่น่ากลัว ด้วยการโกหกว่าฮุสเซนนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองและจะใช้มันโจมตีสหรัฐ จนชาวอเมริกันนั้นหวาดกลัว และสุดท้ายก็เห็นชอบกับปฏิบัติการบุกอิรัก

“ถ้าบุชบิดเบือนความจริงในขณะนั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บุชไม่ได้โกหกเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 ก.ย.” โอล์มสเต็ด กล่าว

ขณะเดียวกันก็มีนักวิเคราะห์อีกกลุ่มมองว่า ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ชาวอเมริกันใช้ในการรับมือ กับความโศกเศร้าและความรู้สึกตกตะลึงหวาดกลัวจากเหตุการณ์ในวันนั้น “ชาวอเมริกันไม่อยากจะเชื่อ และบางคนนั้นก็ถึงขั้นไม่อาจยอมรับได้ว่า ชายมุสลิม 19 คน ที่มีเพียงมีดคัตเตอร์ จะสามารถสร้างความเสียหายและฆ่าผู้คนได้มากมายขนาดนี้” ริช แฮนด์ลีย์ อาจารย์ทางด้านสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยคินนิพีค กล่าว โดยมองว่าการเชื่อทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดเหล่านี้ก็เป็นเพียงการโกหกตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเศร้าโศก

ดังนั้น แฮนด์ลีย์จึงมองว่า การมัวแต่นั่งถกเถียงกันว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไร้สาระและเสียเวลาอย่างยิ่ง เพราะสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.ย. 2001 และไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดพลาดใด แต่ความจริงที่ปรากฏเด่นชัดก็คือ ความสูญเสียที่มากเกินคำบรรยาย

📌 สู่การเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินไปตลอดกาล

สองเดือนหลังการโจมตีดังกล่าว ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชได้ลงนามในกฎหมาย เพื่อตั้งหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง ในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิชื่อ Transportation Security Administration หรือที่เรียกย่อๆ ว่า TSA เพื่อทำหน้าที่ตรวจคัดกรองผู้เดินทางแทนเจ้าหน้าที่ของภาคเอกชน ซึ่งอุตสาหกรรมการบินเคยใช้อยู่ก่อนหน้านี้

นอกจากนั้นกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้ต้องมีการตรวจเอ็กซเรย์กระเป๋าสัมภาระทุกใบ มีการเสริมความมั่นคงที่ประตูห้องนักบิน และมีการส่งสารวัตรอากาศหรือ Air Marshal ขึ้นไปกับเครื่องบินบางลำเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยด้วย

ข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ผู้เดินทางทางอากาศต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นและถูกกดดันมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีกฎข้อบังคับอื่นๆ เช่นการต้องถอดรองเท้าและเข็มขัดก่อนเดินผ่านเครื่องตรวจ รวมถึงการห้ามนำของเหลวหรือเครื่องดื่มบางอย่างผ่านจุดตรวจแต่สามารถซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นได้หลังผ่านจุดตรวจไปแล้ว ซึ่งก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามแต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เป็นต้น

แต่เรื่องดังกล่าวก็ต้องแลกกับความเป็นส่วนตัวของผู้เดินทางเช่นกัน ตัวอย่างเช่น TSA เคยมีแผนจะให้ผู้ลงทะเบียนในโครงการ Global Entry และ PreCheck ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของตน รายงานข่าวเกี่ยวกับตัวเอง รวมทั้งลักษณะการใช้เงินของผู้สมัครด้วย

📌 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดเหตุ

ทางการใช้เวลากว่า 8 เดือนในจัดการกับซากปรักหักพังที่จุดเกิดเหตุ ที่ตึกตึกแฝดถล่มลงมาที่เรียกว่า กราวด์ ซีโร (Ground Zero)

ตอนนี้มีอนุสรณ์รำลึกและพิพิธภัณฑ์บริเวณนั้น รวมถึงมีการสร้างตึกซึ่งออกแบบแตกต่างออกไปขึ้นมาใหม่ โดยตึกหลักซึ่งชื่อว่า วัน เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (One World Trade Center) หรือ “ตึกแห่งเสรีภาพ” (Freedom Tower) สูงถึง 574 เมตร ซึ่งสูงยิ่งกว่าตึกทิศเหนือเดิมที่สูงกว่า 416 เมตร

ส่วนอาคารเพนตากอนใช้เวลาซ่อมแซมไม่ถึงปี โดยเจ้าหน้าที่กลับเข้าทำงานได้ภายในเดือน ส.ค. ปี 2002

โดยในปีนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จะเดินทางเยือนอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ 9/11 ทั้งสามแห่งในสัปดาห์นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ปธน.ไบเดน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง จิล ไบเดน จะเดินทางเยือนบริเวณที่เคยเป็นอาคารเวิร์ลเทรด เซนเตอร์ หรือ กราวน์ซีโร่ ในนครนิวยอร์ค รวมทั้งที่อาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ชานกรุงวอชิงตัน และอนุสรณ์สถานที่เมืองแชงค์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ที่ซึ่งเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด เที่ยวบิน 93 ตกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 20 ปีที่แล้ว

กำหนดการดังกล่าวของปธน.ไบเดน คล้ายกับกำหนดการของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อคราวที่เยือนอนุสรณ์สถานทั้งสามแห่งในโอกาสครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ 9/11 เช่นกัน ซึ่งในคราวนั้น ปธน.โอบามาได้ทำพิธีเปิดอนุสรณ์สถานที่กราวน์ซีโร่ด้วย

การรำลึกถึงวันครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ 9/11 ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ มีขึ้นหลังจากที่อเมริกาเพิ่งยุติภารกิจทางทหาร 20 ปีในอัฟกานิสถานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งภารกิจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สั่งการปราบปรามกลุ่มอัลกออิดะห์ และกลุ่มฏอลิบานในอัฟกานิสถาน เพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีอเมริกา

การถอนทหารทั้งหมดของสหรัฐฯออกจากอัฟกานิสถาน ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ ที่ต้องการยุติสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ แต่ปธน.ไบเดน ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องแผนอพยพประชาชนอเมริกันและทหารออกจากกรุงคาบูล ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมเช่นกัน

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ปธน.ไบเดน สั่งให้ยกเลิกชั้นความลับของเอกสารบางฉบับเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตี 9/11 เพื่อให้บรรดาครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีที่ต้องการเชื่อมโยงถึงรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย

โดยก่อนหน้านี้ สมาชิกครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งผู้รอดชีวิตและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 9/11 กล่าวว่าจะต่อต้านแผนการเยือนอนุสรณ์สถาน 9/11 ของปธน.ไบเดน หากเอกสารเหล่านั้นยังคงถูกจัดเป็นความลับต่อไป

 

ที่มา :

bbc : https://www.bbc.com/thai/international-58092615
mgronline : https://mgronline.com/travel/detail/9640000089203
voa : https://www.voathai.com/a/september-11-fake-news-covid-us/6220373.html
voa : https://www.voathai.com/a/how-911-changed-air-travel-ct/6218496.html
posttoday : https://www.posttoday.com/world/110186
tnn : https://www.tnnthailand.com/news/world/90491/
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/246662/

ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ช็อกโลก 9/11

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ