skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : 8 มีนาคม 2014 เครื่องบินโดยสาร MH370 หายสาบสูญพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน

กลางดึกวันที่ 8 มีนาคม 2014เมื่อเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง 239 คน ที่มีนักบินประจำเครื่อง คือ กัปตัน ซาฮารี อะห์หมัด ซาห์ อายุ 53 ปี เป็นนักบินประจำเครื่องคนที่ 1 ส่วนนักบินคนที่ 2 คือ ฟาริค อับดุล ฮามิด อายุ 27 ปี เตรียมมุ่งหน้าทะยานขึ้นฟ้าจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ สู่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง

📌 ขาดการติดต่อ

หลังจากบินขึ้นไปได้ไม่นานนัก นักบินวิทยุติดต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมเส้นทางการบิน และได้รับอนุญาตให้ทำการไต่ระดับขึ้นไปที่ความสูง 350 (35,000 ฟุต) หรือที่ความสูง 10.7 กิโลเมตรจากพื้น ซึ่งเครื่อง Boeing 777-200 จะใช้เวลาในการไต่ระดับเพดานบินประมาณ 20 นาที ไม่นาน มาเลเซียแอร์ไลน์ ไฟลต์ MH370 ได้รับสัญญาณจากระบบเอคาร์ หรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System-ACARS ซึ่งเป็นระบบส่งสัญญาณแบบอัตโนมัติจากเครื่องบินไปยังศูนย์ควบคุมของสายการบิน เพื่อทำการรายงานพิกัดของเครื่องขณะทำการบิน หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบต่างๆ ในเครื่องก็จะทำการรายงานทันที

เวลา 01.19 น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศมาเลเซีย ตามแผนการบินของ MH370 เครื่อง Boeing 777 พร้อมลูกเรือและผู้โดยสาร 239 คน อยู่ในเส้นทางตามตารางการบิน และบินพ้นออกนอกน่านฟ้าของมาเลเซีย โดยมุ่งหน้าขึ้นไปยังทิศเหนือ ตัดตรงผ่านอ่าวไทยไปยังแหลมญวน หอบังคับการบินวิทยุแจ้งให้ MH370 เปลี่ยนคลื่นวิทยุ เพื่อรายงานตัวต่อหอบังคับการของเวียดนาม ที่ความถี่ 120.9 เมกะเฮิรตซ์ เสียงจากหอบังคับการบินแจ้งว่า “มาเลเซีย 370 ติดต่อโฮจิมินห์ 120.9 ราตรีสวัสดิ์” เสียงวิทยุจาก MH370 ตอบกลับหอบังคับการเพื่อทวนคำสั่งว่า “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซีย 370” โดยที่ไม่มีใครทราบว่า นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่หอบังคับวิทยุสามารถติดต่อเครื่องบินโดยสารลำนี้ได้

📌 ภารกิจค้นหาครั้งยิ่งใหญ่

ในระยะแรก รัฐบาลมาเลเซียเริ่มต้นภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตและเที่ยวบินลำดังกล่าว โดยได้รับความร่วมมือจากจีนและออสเตรเลีย ค้นหาในมหาสมุทรอินเดีย จุดที่คาดว่าเครื่องบินอาจจะตกลงได้ กินพื้นที่มากกว่า 710,000 ตารางกิโลเมตร ในครั้งนั้นรัฐบาลมาเลเซียได้ใช้งบประมาณสนับสนุนภารกิจค้นหาดังกล่าวเป็นเงินมูลค่ากว่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 พันล้านบาท) ซึ่งนับว่าเป็นภารกิจค้นหาเครื่องบินที่ใช้งบประมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสงสัยกับฝ่ายมาเลเซียว่า ปกปิดเรื่องใดเอาไว้หรือไม่ เนื่องจากทางการมาเลเซียไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการบินอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งข้อมูลจาก Inmarsat ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสาร ก็บ่งชี้ว่าเที่ยวบิน MH370 ไม่ได้บินไปตามเส้นทางปกติ และพิกัดสุดท้ายที่พบเที่ยวบินดังกล่าว คือ เหนือน่านน้ำทะเลอันดามัน เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย

หลักฐานที่พบและได้รับการยืนยันแล้วว่า เป็นซากชิ้นส่วนของเครื่อง Boeing 777-200 ก็คือ Flaperon ทำหน้าที่สร้างแรงยกระหว่างเครื่องขึ้นและลง ถูกค้นพบที่ชายฝั่งเกาะเรอูนียง บริเวณมหาสมุทรอินเดีย หลังจากเกิดเหตุราว 2 ปี จากตรงนี้จึงกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า เที่ยวบิน MH370 ไม่ได้บินตามเส้นทาง และตกลงในมหาสมุทรอินเดียตามข้อสันนิษฐานก่อนหน้า ซึ่งชิ้นส่วนนี้ เป็นเพียงหลักฐานเดียวที่ถูกค้นพบ

📌 แรงจูงใจส่วนบุคคล

อีกหนึ่งการวิเคราะห์ถึงสาเหตุโศกนาฏกรรมของเครื่องบิน MH370 คือ การฆ่าตัวตายของกัปตัน ซาฮารี หรือนักบินคนที่ 1 เนื่องจากการสืบสวนเพื่อนร่วมงาน พบว่า กัปตัน ซาฮารี มีปัญหากับครอบครัวและมีอาการเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดสมมติฐานว่า เขาอาจก่อเหตุฆ่าตัวตายด้วยการบังคับเครื่องบินให้ขึ้นไปอยู่ที่เพดานบิน 40,000 ฟุต หลังจากที่รายงานกับหอบังคับมาเลเซียครั้งสุดท้าย ซึ่งความสูงระดับดังกล่าว อาจทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องหมดสติ และถ้าบังคับเครื่องบินจนกระทั่งน้ำมันหมด เครื่องจะดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว และระเบิดกลางอากาศ อย่างไรก็ตามสมมติฐานข้อนี้ ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอ เพราะการค้นหากล่องดำที่บันทึกข้อมูลการบินของเครื่องบินยังไม่ประสบความสำเร็จ

แม้ในปี 2018 รัฐบาลมาเลเซียได้เผยแพร่รายงานสรุปผลสอบสวนการสูญหายของเที่ยวบินดังกล่าว พร้อมยอมรับว่า เที่ยวบิน MH370 บินออกนอกเส้นทางปกติ และถูกควบคุมเส้นทางโดยผู้ที่อยู่บนเครื่องบินจริง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถได้ระบุชัดเจนว่าเป็นฝีมือของใคร

ปริศนาการหายไปของ เครื่องบินโดยสารสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 ยังคงสร้างคำถามและความค้างคาใจให้กับหลายคนจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นการสูญหายอย่างไร้ร่องรอยไปพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือถึง 239 ชีวิต ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมการบินที่ลึกลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

📌 ความหวัง(ครั้ง)ใหม่ หรือแค่ทฤษฎี

หลังจากการหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หลายเดือนผ่านไปจนกลายเป็นหลายปี เจ้าหน้าที่สืบสวนเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า เครื่องบินลำนี้อยู่บริเวณใดในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายสาบสูญ และใช้ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงรัศมีของการบิน กับตำแหน่งที่เครื่องส่งสัญญาณปิ้งไปยังดาวเทียมมาปรับใช้ในการค้นหา

ริชาร์ด ก็อดฟรีย์ วิศวกรด้านการบินและอวกาศ ชาวอังกฤษ ติดตามเส้นทางการบินของเที่ยวบิน MH370 ด้วยเทคโนโลยีใหม่ Weak Signal Propagation Reporter (WSPR) เข้ากับข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อมูลดาวเทียม และข้อมูลของซากปรักหักพัง เพื่อหาเบาะแสการสูญหายอย่างลึกลับ มั่นใจว่า MH370 มาเลเซียแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสาร Boeing 777 แบบสองเครื่องยนต์  ดิ่งทะเลลึก กลางมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากเมืองเพิร์ท ของออสเตรเลีย ไปทางตะวันตกประมาณ 1,200 ไมล์ ซากเครื่องบินอยู่บริเวณก้นมหาสมุทร บนพื้นทะเลที่เรียกว่า Broken Ridge (ที่ราบสูงใต้มหาสมุทรอินเดีย ในบริเวณภูเขาไฟใต้ทะเลและหุบเหว) ลึกจากผิวน้ำทะเล 13,000 ฟุต หรือราว 3,962 เมตร (เกือบสี่กิโลเมตรจากผิวน้ำถึงตำแหน่งของเครื่อง) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย

ก็อดฟรีย์ กล่าวในรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7News ในออสเตรเลีย เชื่อว่าเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ลำนี้ตก หลังจากถูก ‘จี้กลางอากาศ’ โดยกัปตันได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางการบิน หลังเครื่องบินทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ และทำให้เครื่องบินลำนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยในบริเวณที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก

ด้านรัฐบาลมาเลเซีย กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า หากการค้นพบครั้งใหม่นี้พิสูจน์ได้ว่ามีความน่าเชื่อถือ พวกเขาจะพิจารณาหารือกับจีนและออสเตรเลียเพื่อชุบชีวิตภารกิจค้นหาใหม่อีกครั้ง

ในระหว่างงานรำลึก รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม กล่าวในวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า “โปรดให้ฉันย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลมาเลเซียยังไม่ละทิ้งและหวังที่จะค้นหา MH370 เราแค่ต้องการหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพื่อนำไปดำเนินการก่อนที่เราจะขึ้นบินได้ และการสำรวจต้องมั่นใจว่าจะให้ผลลัพธ์”

“โอลิเวอร์ พลันเคตต์” หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท Ocean Infinity บริษัทสำรวจก้นทะเล ซึ่งเคยค้นหาเครื่องบินลำนี้ กล่าวในงานว่ามันคุ้มค่าในการเริ่มค้นหาอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับข้อมูลการค้นพบใหม่

Ocean Infinity เสนอให้ดำเนินการค้นหาต่อในปีหน้า หรือในปี 2024 โดยกำลังสร้างเรือควบคุมจากระยะไกลสำหรับสำรวจมหาสมุทร พลันเค็ตต์อธิบายว่าเรือเหล่านี้เป็น “เรือที่ทันสมัยและล้ำสมัยที่สุดในโลก”

“ปีเตอร์ โฟลีย์” ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ ATSB สำหรับการค้นหาที่นำโดยออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2017 กล่าวว่า การค้นหาสิ้นสุดลงก่อนกำหนด และการค้นพบ MH370 มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ตามข้อเสนอของ Ocean Infinity ระบุว่า ไม่มีความเสี่ยงสำหรับรัฐบาลมาเลเซียหากพวกเขายอมตกลง เราไม่สามารถล้มเหลวได้อีกครั้ง คราวนี้เราต้องหา MH370 ให้พบ

 

 

ที่มา :
workpointtoday : https://www.facebook.com/workpointTODAY/posts/1861485730887363
thestandard : https://www.facebook.com/thestandardth/posts/2986514004974805
thairath : https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2319687
prachachat : https://www.prachachat.net/world-news/news-880972

ครบรอบ 8 ปี เครื่องบินโดยสาร MH370 หายสาบสูญ

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ