skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ครบรอบ154 ปี รัสเซียขายอะแลสกาให้กับสหรัฐ

รัฐแคลิฟอร์เนียอะแล คือ รัฐที่มีมูลค่าเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่า GDP ประมาณ 98.7 ล้านล้านบาท แต่ถ้าถามว่ารัฐที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา คือ รัฐไหน หลายคนอาจนึกไม่ออก แต่คำตอบก็คือ รัฐอะแลสกา

รู้ไหมว่ารัฐอะแลสกา อดีตนั้นเคยเป็นดินแดนของรัสเซีย ก่อนที่จะถูกขายต่อให้สหรัฐอเมริกาด้วยเงินเพียง 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสมัยนั้น ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่า รัฐที่มีอากาศหนาวเย็นและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจำนวนมากอย่างอะแลสกา กลับซ่อนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆไว้มากมาย
และถือว่าเป็นดีลที่สุดคุ้มสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา

📌 ทำไมรัสเซียต้องการขาย

รัสเซียมีการทำสงครามอยู่บ่อยครั้ง เพื่อขยายอาณาเขตและอิทธิพล ช่วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 22.8 ล้านตารางกิโลเมตร การขยายตัวแบบนี้ย่อมนำมาสู่ความแตกแยกและปัญหา ซึ่งการทำสงครามแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าประเทศจะใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม ความชัดเจนของปัญหาทางเศรษฐกิจจากการทำสงครามอย่างต่อเนื่องนั้น มาเผยความชัดเจนในช่วงสงครามไครเมีย (1853-1856)

สงครามนี้เกิดขึ้นจากการที่รัสเซียพยายามจะเข้าฮุบอำนาจจักรวรรดิออตโตมัน ที่ช่วงเวลานั้นกำลังอ่อนกำลังและง่อนแง่นเต็มที แต่รัสเซียต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของพันธมิตรที่แข็งแกร่งประกอบด้วยจักรวรรดิฝรั่งเศส จักรวรรดิอังกฤษ และจักรวรรดิออตโตมัน สุดท้ายรัสเซียก็ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด

เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศเกือบล้มละลาย อีกทั้งหลังสงครามจบลงมีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพปารีส (Treaty of Paris, 1856) ร่วมกัน และทะเลดำก็เป็นเขตกลางเพื่อตัดไม่ให้รัสเซียตั้งฐานยุทธศาสตร์ได้ เลยทำให้พวกเขาสูญเสียช่องทางการค้าขายกับประเทศอื่น ตอกย้ำบาดแผลสงครามให้ลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม

รัสเซียต้องการเงินเพื่อนำมาฟื้นฟูประเทศ จึงทำให้พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่าง

พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย ก็เริ่มสำรวจความเป็นไปได้ในการขายอะแลสกา เพราะพระองค์มองว่าเป็นการยาก ที่จะป้องกันอะแลสกาสำหรับสงครามในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของรัสเซีย

📌 แล้วใครจะมาซื้อ

อะแลสกาเป็นพื้นที่ปกครองของรัสเซียที่อยู่ข้ามมหาสมุทรเพียงแห่งเดียวในตอนนั้น แต่อะแลสกายังเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าขนาดมหึมา มีชาวรัสเซียเพียงไม่กี่คนที่เข้าไปตั้งรกราก รวมถึงต้องใช้เงินเยอะในการดูแลปกครอง จึงถูกนำมาชั่งน้ำหนักว่าควรถูกตัดขายออกไป เพื่อนำเงินส่วนที่จะต้องดูแลก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ มาพัฒนาประเทศที่กำลังร่อแร่จะดีกว่า คำถามต่อมาคือแล้วใครจะมาซื้อ?

ถ้าดูทางภูมิศาสตร์แล้ว อะแลสกานั้นติดอยู่กับแคนาดา ซึ่งในเวลานั้นถูกปกครองโดยอังกฤษ เพราะถ้าอังกฤษได้ไป พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันทั้งหมดเลย แต่ตอนนั้นรัสเซียและอังกฤษก็ไม่ลงรอยกันเท่าไร เพิ่งจบสงครามกันไปหมาด ๆ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่อังกฤษจะซื้ออะแลสกา ยิ่งกว่านั้นการขยายอาณาจักรเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อปกครองดูแล อังกฤษก็มีแคนาดาที่พื้นที่เยอะมากอยู่แล้ว จึงไม่อยากเพิ่มภาระให้ตัวเองมากขึ้นไปอีก

ทางเลือกที่สองก็เป็นสหรัฐอเมริกา ที่ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ในเวลานั้น เพราะทั้งสองประเทศมีอริร่วมกันซึ่งก็คืออังกฤษ เพราะฉะนั้นรัสเซียเลยเสนอดินแดนอะแลสกาให้สหรัฐอเมริกา แต่พวกเขาก็ต้องรออีกสักพักกว่าการตกลงจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะสหรัฐอเมริกาเองในช่วงเวลานั้น ก็มีสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา ที่เกิดขึ้นในปี 1861-1865 เช่นเดียวกัน

📌 การเจรจาซื้อขาย

หลังจากที่ทุกอย่างสงบลง และสหรัฐอเมริกากลับมาตั้งลำได้อีกครั้ง การเจรจาซื้อขายก็กลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้งในช่วงปี 1867 โดยวิลเลียม ซีวอร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้เข้าเจรจากับนายเอดูอาร์ด ฟอน สโตเคิล รัฐมนตรีกระทรวงรัสเซีย เพื่อขอซื้ออะแลสกา ขณะที่รัสเซียส่งคนไปสำรวจพื้นที่อะแลสกาเพื่อตีราคา ตรวจสอบดูทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุต่างๆ

ในตอนแรกทางรัสเซียเสนอราคามาที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คนที่ไปสำรวจก็พยายามห้ามไม่ให้ขาย แต่คำแนะนำก็ไม่เป็นผล รัสเซียก็ยังเดินหน้าในการเจรจาต่อไป รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาตอนนั้นต่อราคาลงมาเหลือ 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยถ้าปรับตามค่าอัตราเงินเฟ้อในตอนนี้ก็อยู่ราว 111 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเซ็นสัญญากันที่ราคานั้นในวันที่ 18 ตุลาคม 1867 และทำให้อะแลสกากลายเป็นรัฐที่ 49 ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

📌 ผลตอบรับจากทุกฝ่าย

ปฏิกิริยาต่อการซื้ออะแลสกาในสหรัฐอเมริกาสมัยนั้น ส่วนใหญ่แม้จะเป็นไปในทางบวก แต่หลายคนก็มองว่าการครอบครองอะแลสกา จะเป็นฐานในการขยายการค้าของอเมริกาไปในเอเชีย ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกับเรื่องนี้ บางคนก็ระบุว่าการซื้อครั้งนี้ เป็น “Seward’s Folly” หรือ ความโง่เขลาของซีวอร์ด หรือ “Seward’s Icebox” หรือลังน้ำแข็งของซีวอร์ด เพราะพวกเขามองว่าสหรัฐฯ ได้ที่ดินที่ไร้ประโยชน์

สำหรับ ฟอน สโตเคิล รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย สำหรับความสำเร็จในการเจรจาขายอะแลสกา ได้รับพระราชทานเงินจากพระเจ้าซาร์ 25,000 ดอลลาร์ และเงินบำนาญรายปีอีก 6 พันดอลลาร์

หลังการซื้อขาย ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวรัสเซียเกือบทั้งหมดอพยพออกไปจากอะแลสกา และอะแลสกาก็ยังคงมีประชากรอยู่อย่างกระจัดกระจาย จนกระทั่งมีการ “ตื่นทองคลอนไดค์” ในปี 1896 ในตอนแรก อะแลสกาถูกจัดให้เขตปกครองแบบดีพาร์ทเม้นต์ ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นเขตอะแลสกา (1884 ) และอาณาเขตอะแลสกา ( 1912 ) ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐอะแลสกาแบบปัจจุบันในปี 1959

แน่นอนว่าหากมองกลับไป มันชัดเจนว่ารัสเซียอาจตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ เมื่อเทียบกับ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) ของอะแลสกาที่มูลค่าสูงถึงปีละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในสถานการณ์นั้นก็คงบอกไม่ได้ เพราะพวกเขาต้องการนำเงินมาเพื่อฟื้นฟูประเทศ ถ้ารัสเซียไม่ตัดสินใจขายพวกเขาอาจจะล่มสลายไปแล้ว ไม่มีประเทศรัสเซียบนแผนที่โลก

แต่ลองกลับมาคิดดูว่าถ้าวันนั้นรัสเซียไม่ขาย และอะแลสกายังเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาอยู่ อะแลสกาก็อาจจะไม่เป็นอะแลสกาเหมือนอย่างทุกวันนี้ และสงครามเย็นที่เกิดระหว่างรัสเซียกับสหรัฐอเมริกาก็อาจจะมีผลที่แตกต่างออกไป

📌 อะแลสกาในปัจจุบัน

อะแลสกามาจากภาษารัสเซียว่า ‘Alyaska’ เป็น 1 ใน 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา แต่ที่นี่กลับไม่มีดินแดนที่ติดกับสหรัฐอเมริกาเลย โดยไปมีพรมแดนติดกับแคนาดาแทน

ปัจจุบันอะแลสกามีจำนวนประชากร อาศัยอยู่ประมาณ 736,000 คน และมีมูลค่า GDP เท่ากับ 1.73 ล้านล้านบาท อยู่อันดับที่ 48 ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนประชากรที่น้อย ทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรที่รัฐอะแลสกา สูงถึง 2.35 ล้านบาทต่อคน สูงเป็นอันดับที่ 8 ของประเทศ และที่สำคัญก็คือ ในบรรดา 50 รัฐของสหรัฐอเมริกานั้นอะแลสกาเป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด โดยมีพื้นที่ถึง 1.72 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ารัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นรัฐที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 2 กว่า 2 เท่า และใหญ่กว่าประเทศไทยกว่า 3 เท่า ด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่นี่จึงอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่นี่สร้างรายได้กว่า 80% แก่รัฐอะแลสกา

นอกจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของรัฐ อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของที่นี่ ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เนื่องจากที่นี่มีธรรมชาติที่สวยงามทั้ง ธารน้ำแข็ง ภูเขา สัตว์ป่า ต้นไม้ และชายทะเล โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายนที่อุณหภูมิเริ่มอุ่น ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่จำนวนมาก

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378846902
ลงทุนแมน : https://www.longtunman.com/24722
กรุงเทพธุรกิจ : https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/122992

 

ครบรอบ154 ปี รัสเซียขายดินแดนอะแลสกาให้กับสหรัฐ

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ