skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : เมษาระอุ คลื่นความร้อนซัดเอเชีย อินเดีย-เกาหลีใต้ ร้อนทุบสถิติ

เดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวอินเดียเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย รายงานว่า ตัวเลขอุณหภูมิมิเฉลี่ยของอินเดียนั้นร้อนระอุทุบสถิติ โดยเฉพาะทางตอนกลางของประเทศ ที่ค่าความร้อนพุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 100 ปี

ปกติแล้วคลื่นความร้อนนั้นจะกินเวลาราว 4 วัน แม้จะกินเวลาไม่นาน แต่ก็สร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างร้ายแรง องค์การอนามัยโลกระบุว่า คลื่นความร้อนเป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่รุนแรง แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตและผลกระทบจากคลื่นความร้อนนั้น ไม่ได้ปรากฏชัดให้เห็นเหมือนภัยธรรมชาติอื่นๆ โดยระหว่างปี ค.ศ 1998 ถึง 2017 มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนมากถึง 166,000 ราย ในจำนวนนี้กว่า 70,000 ราย เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนยุโรปในปี 2003

เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดคลื่นความร้อนในอินเดียและปากีสถานในช่วงเดือนเมษายน แต่นักวิทยศาสตร์มองว่า ระยะเวลาและการเกิดคลื่นความร้อนในปีนี้ เป็นผลจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วโลก คลื่นความร้อนในอินเดียยังมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีก อุณหภูมิแตะ 50 องศาเซลเซียสทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

ไม่ใช่แค่อินเดียเท่านั้น แต่ประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวนไม่แพ้กัน แต่เป็นการที่อุณภูมิลดต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อวันที่ 2 พ.ค. อุณหภูมิในฮ่องกงอยู่ที่ 16.4 องศา นับเป็นอุณหภูมิในเดือน พ.ค. ที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 ในวันเดียวกันนี้อุณหภูมิในเมืองกว่างโจว ของจีน อยู่ที่ 13.7 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิเดือน พ.ค. ที่ต่ำสุดเช่นกัน ซึ่งสภาพอากาศที่หนาวเย็น เป็นผลพวงมาจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและสภาพอากาศที่แปรปรวน

ส่วนออสเตรเลียต้องเผชิญกับลมหนาวแรกของปี หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นเดือนเมษาที่ร้อนระอุ ร้อนเป็นอันดับ 7 นับตั้งแต่มีการบันทึกสภาพอากาศ อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของออสเตรเลียต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 4 ถึง 8 องศา

📌 เกาหลีใต้เผชิญเมษาร้อนระอุ

ที่ประเทศเกาหลีใต้แม้จะยังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อน นับเป็นเมษายนที่ร้อนที่สุดอันดับสองตั้งแต่มีการบันทึกสภาพอากาศ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ รายงานตัวเลขอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 13.8 องศาเซลเซียส  เป็นเมษายนที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ปีค.ศ 1973

ส่วนทะเลทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่มาเทียวทะเลในช่วงที่อากาศร้อนละลาย อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างวันอยู่ที่ 20.4 องศาเซลเซียส

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนเมษายนของเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้น 0.6 องศาเซลเซียส ในช่วงปี ค.ศ. 1973 ถึง 2021 และพบว่าค่าเฉลี่ยน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 29.7 มิลลิเมตร และมีฝนลดลงเป็นประวัติการณ์

📌 คลื่นความร้อนกระทบหลายภาคส่วน

องค์การอนามัยโลก ชี้ว่า คลื่นความร้อนเป็นตัวการที่ทำให้สาธารณสุขต้องอยู่ภายใต้แรงกดดัน และยังก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและพลังงาน และเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอาหาร เมื่อเกษตรกรต้องสูญเสียผลิตผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ในช่วงที่อุณหภูมิร้อนจัด

เห็นได้ชัดจากคลื่นความร้อนในอินเดีย ที่กระทบต่อปริมาณอาหารและการเกษตร เกษตรกรที่ตั้งหน้าตั้งตารอฤดูเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรราคาพุ่งสูงจากผลกระทบสงครามยูเครนต้องฝันสลาย เมื่อพืชผลต้องแห้งตายพร้อมๆ กับการมาเยือนของคลื่นความร้อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ต้องรับมือกับปัญหาขาดแคลนอาหารโลก

ในแง่ของพลังงาน ดีมานด์การใช้พลังงานในอินเดียพุ่งสูง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อชาวบ้านต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศและพัดลมบรรเทาความร้อน ส่วนอุตสาหกรรมก็กลับมาเดินหน้าสายพานการผลิตหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้านรถไฟอินเดียได้รับผลกระทบจนต้องยกเลิกรถไฟโดยสารบางสาย เพื่อใช้ในการขนส่งถ่านหินให้เพียงพบต่อการผลิตไฟฟ้าป้องกันการเกิดไฟดับ

แต่นั้นก็ยังไม่พอที่จะกระจายไฟฟ้าให้แก่ชาวบ้าน ในเดือน เม.ย. มีรายงานชาวบ้านทั่วอินเดียต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับกระทบประชาชนจำนวนมาก

อินเดียไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และตั้งเป้าผลิตพลังงานที่ใช้ในประเทศครึ่งหนึ่งให้มาจากพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2030 ประเทศที่มีประชากรจำนวนมหาศาลอย่างอินเดีย ทำให้มีการใช้พลังงานมากกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้ต้องเร่งปรับเปลี่ยน และจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติเพื่อให้เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2070

📌 โลกร้อนขึ้น 1.5 องศา ในอีก 5 ปี

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เปิดเผยว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาในอีก 5 ปี หรือภายใน 2026นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 1.5 องศา ราว 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าที่มีการตกลงกันในสนธิสัญญาปารีส ที่ประเทศผู้ลงนามจะควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่งสูงขึ้นไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยหากอุณหภูมิพุ่งสูงตามคาดเป็นระยะเวลาเพียงหนึ่งปี จะกลายปัจจัยที่ทำลายแนวปะการัง รวมถึงทำให้น้ำแข็งทวีปอาร์กติกละลาย ซึ่งขณะนี้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้น 1.1 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม

ด้าน คิม คอบบ์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ แสดงความกังวลว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางการนโยบายด้านมลพิษที่ไร้วิทยาศาสตร์สนับสนุน นอกจากจะไม่ช่วยในเรื่องควบคุมอุณหภูมิแล้ว ยังสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนแบบที่ยากจะกลับไปแก้ไขได้

 

ที่มา :
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2388297
matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3335454

คลื่นความร้อนซัดเอเชีย อินเดีย-เกาหลีใต้ ร้อนทุบสถิติ

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ