งานวิจัยใหม่พบปริมาณน้ำตาล ที่เติมในอาหารมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน – White Channel | เวลาละหมาด ข่าวมุสลิม อิสลาม skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : งานวิจัยใหม่พบปริมาณ ‘น้ำตาล’ ที่เติมในอาหารมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ผลการศึกษาล่าสุดออกมาว่า ไม่เพียงแต่คนชอบกินของหวานต้องระวัง เพราะอาหารที่เราคาดไม่ถึงอาจมีปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็นในอาหารหรือเครื่องดื่มที่บรรจุในห่อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

โดยผู้คนทั่วโลกกำลังบริโภคน้ำตาล และสารให้ความหวานในปริมาณที่มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งปริมาณดังกล่าวถูกคิดออกมาเฉลี่ยอยู่ที่ 14 ช้อนชาต่อวัน ในขณะที่ขีดจำกัดในการบริโภคน้ำตาลของผู้ชายอยู่ที่ 9 ช้อนชาต่อวัน และสำหรับผู้หญิงคือ 6 ช้อนชาต่อวัน

รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม โดยการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล แน่นอนว่าหากบริโภคน้ำตาล และสารให้ความหวานเกินขนาดที่ร่างกายรับได้ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเสี่ยงให้เกิดโรคอ้วน หรือเบาหวานประเภทที่ 2

ซึ่งหลังจากรัฐบาลมีมาตรการเก็บภาษีเพิ่มเติม ฝั่งผู้ผลิตจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล และเติมสารให้ความหวานชนิดที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการแทน และแน่นอนว่าในเกมนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือผู้บริโภค

อย่างไรก็ตามแทนที่จะพูดถึงข้อเสียของอาหารแปรรูปที่มีรสหวาน นักวิจัยเชื่อว่า รัฐบาลเองควรหันความสนใจไปที่ประโยชน์ต่อสุขภาพของอาหารรสหวานจากธรรมชาติ เช่น ผลไม้ และพวกเราควรส่งเสริมอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุด

📌 การออกกำลังกายที่เหมาะสม

• โดยน้ำอัดลมชนิดน้ำดำกระป๋องปริมาณ 325 มิลลิลิตร มีน้ำตาลประมาณ 31 กรัม หรือ 8 ช้อนชา ต้องใช้เวลาเผาผลาญด้วยการเดินอย่างน้อย 18 นาที หรือเดินขึ้นบันได หรือวิ่งเหยาะอย่างน้อย 12 นาที

• น้ำอัดลมน้ำสี และน้ำใสกระป๋องปริมาณ 325 มิลลิลิตร มีน้ำตาลประมาณ 39 กรัม หรือ 10 ช้อนชา ต้องใช้เวลาเผาผลาญด้วยการเดินอย่างน้อย 22 นาที หรือเดินขึ้นบันไดหรือวิ่งเหยาะอย่างน้อย 16 นาที

• เครื่องดื่มชาเขียวน้ำผึ้งมะนาวขวดปริมาณ 420 มิลลิลิตร มีน้ำตาลประมาณ 49 กรัม หรือ 12 ช้อนชา ต้องใช้เวลาเผาผลาญด้วยการเดินอย่างน้อย 27 นาที หรือเดินขึ้นบันไดหรือวิ่งเหยาะอย่างน้อย 19 นาที

• เครื่องดื่มสมุนไพรปริมาณ 380 มิลลิลิตร มีน้ำตาลประมาณ 40 กรัม หรือ 10 ช้อนชา ต้องใช้เวลาเผาผลาญด้วยการเดินอย่างน้อย 22 นาที หรือเดินขึ้นบันไดหรือวิ่งเหยาะอย่างน้อย 16 นาที

• กาแฟสดหรือชาชงแก้วขนาดกลาง มีน้ำตาลประมาณ 9-10 ช้อนชา ต้องใช้เวลาเผาผลาญด้วยการเดินอย่างน้อย 20-22 นาที หรือเดินขึ้นบันไดหรือวิ่งเหยาะอย่างน้อย 14-16 นาที

📌 7 วิธีลดหวานต้านความชรา

• เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน : น้ำทําหน้าที่ในการกําจัดของเสียออกจากร่างกาย และอีกทั้งยังให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ โดยปกติเราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทําให้ผิวไม่สดใสแล้วยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทํางานหนักอีกด้วย

• รับประทานผลไม้สดแทนขนมหวาน : ผลไม้นั้นมีวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย  ผลไม้มีรสหวานจากฟรักโทส (fructose)  และกลูโคส สามารถช่วยทําให้ร่างกายสดชื่นโดยที่ไม่ต้องรับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป

• เลือกชนิดของขนมหวานที่จะรับประทาน : ในกรณีที่หลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวานไม่ได้ แนะนําให้เลือกชนิดของอาหารที่จะนํามาประกอบเป็นของหวาน ยกตัวอย่างเช่น น้ำแข็งไสหรือหวานเย็น ควรรับประทานควบคู่กับธัญพืชที่มีใยอาหารสูง ประเภท ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวโพด เป็นต้น ใยอาหารมีส่วนช่วยในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ทําให้อิ่มท้องได้นาน ลดความอยากของหวาน และลดความอ้วนได้ดี

• หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการเติมนํ้าตาลลงในอาหารและเครื่องดื่ม : ในที่นี้หมายถึงน้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ไซรัป และไฮฟรักโทสคอร์นไซรัป (high fructose corn syrup) หรือน้ำตาลที่สกัดจากข้าวโพดเป็นต้น

• บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานของหวาน : เนื่องจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงความหวานจากต่อมรับรสชาดภายในช่องปากจะส่งผลให้เกิดความอยากอาหาร และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทําาให้ฟันผุ เพราะแบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากรับประทานอาหารจะทําลายผิวเคลือบฟัน

• อ่านฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์ : หากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 15 กรัม (3 ช้อนชา) ก็ควรจะหลีกเลี่ยง

• ให้เวลาร่างกายในการปรับตัว : ร่างกายของเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหารหวาน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะทําให้ความต้องการน้ำตาลลดลง

ถึงแม้ว่าการรับประทานน้ำตาลมากเกินจะเป็นปัจจัยของโรคเรื้อรังต่างๆ และยังเป็นสาเหตุของความชราก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตามน้ำตาลก็ยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจําเป็นต่อร่างกาย โดยมีทําหน้าที่หลักในการให้พลังงาน อีกทั้งยังเป็นอาหารสมองสําหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การดื่มน้ำหวานหรืออมลูกอมก็สามารถทําให้อาการดีขึ้นได้ ในผู้ที่สูญเสียเหงื่อหรือมีอาการท้องเสีย การรับประทานของหวานก็จะทําให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ไม่อ่อนแรง

หากเราเลือกรับประทานนํ้าตาลในปริมาณที่เหมาะสมให้ถูกต้องตามปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคล อันประกอบไปด้วย อายุ เพศ นํ้าหนัก ส่วนสูง และกิจกรรมระหว่างวัน ก็จะทําให้ร่างกายไม่ขาดสมดุลและไม่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา

ที่มา :

thestandard : https://thestandard.co/new-research-finds-more-sugar-added-to-food/

pptvhd : https://www.pptvhd36.com/health/food/1266

งานวิจัยใหม่พบปริมาณน้ำตาล ที่เติมในอาหารมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ