skip to Main Content

WOULD : จับตาความสัมพันธ์ใหม่ตุรกี-UAE
#บทความ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ประธานาธิบดี รอยับ ตอยยิบ ออโดกัน ของตุรกี
เยือน UAE อย่างเป็นทางการเมื่อ วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีนายกรัฐมนตรี H.H. Sheikh Mohammad bin Rashid Al Maktoum (รอง ปธน.ยูเออี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ)ให้การต้อนรับ สำหรับการเยือนเป็นทางการครั้งของผู้นำตุรกีนั้นจากการได้รับเชิญประธานาธิบดี H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan(เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี)ซึ่งก่อนหน้านี้ 30 พฤศจิกายน 2564 พระองค์ได้ไปเยือนตุรกี ดังนั้นทำให้โลกมุสลิมจับตาความสัมพันธ์ใหม่ตุรกี-UAEในครั้งนี้เพราะ
ถ้าเราจำได้เมื่อ 14 สิงหาคม 2563
.
ปธน.ตุรกีเคย กร้าว ขู่ตัดสัมพันธ์ทางการทูต UAE หลังบรรลุข้อตกลงกับอิสราเอล(อ่านเพิ่มเติมใน https://board.postjung.com/1233238)
หมายเหตุสำหรับการปกครองของUAE
.
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
The United Arab Emirates
.
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง
ทิศเหนือเป็นทะเลอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวอาหรับ ทิศตะวันออกติดกับโอมานและอ่าวเปอร์เซียบริเวณ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) และบริเวณอ่าวโอมาน ทิศใต้และตะวันตกติดกับโอมานและซาอุดีอาระเบีย

พื้นที่ ประมาณ 90,559 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi)

ประชากร 6.7 ล้านคน (ปี 2553) เป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้อยละ 20 ชาวต่างชาติ ร้อยละ 80 ส่วนมากเป็นแรงงานจากอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน

ศาสนา ศาสนาอิสลามร้อยละ 96 (สุหนี่ร้อยละ 80 ชีอะต์ ร้อยละ 16) ฮินดู คริสต์ และอื่นๆ ร้อยละ 4

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษมีการใช้อย่างกว้างขวาง และภาษาฟาร์ซี (Farsi) มีการใช้ระหว่างชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ภูมิอากาศ มี 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูหนาว
เดือนพฤษภาคมถึงกันยายนอากาศร้อนจัดและความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 32-48 องศาเซลเซียส เดือนตุลาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหนาวซึ่งอากาศไม่หนาวมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ย 15-30 องศาเซลเซียส

หน่วยเงินตรา ดีแรห์ม (Dirham) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดีแรห์ม เท่ากับประมาณ 8.48 บาท (ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554)

ประธานาธิบดี H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan
(เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี)

นายกรัฐมนตรี H.H. Sheikh Mohammad bin Rashid Al Maktoum (รอง ปธน.ยูเออี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ)

รมว.กต. H.H.Sheikh Abdallah Bin Zayid Al Nahyan

ระบอบการปกครอง
สหพันธรัฐ ประกอบด้วยรัฐ ๗ รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) ดูไบ (Dubai) (เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจ) ชาร์จาห์ (Sharjah) อัจมาน (Ajman) ราสอัลไคมาห์ (Ra�s al-Khaimah) ฟูไจราห์ (Fujairah) และอุมม์ อัล ไคเวน (Umm al-Qaiwain) ปกครองโดยประธานาธิบดีซึ่งเลือกจากเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐ การปกครองมีลักษณะเป็นราชาธิปไตย

การเมืองการปกครอง
1. การเมืองการปกครอง
1.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นต้นมาและได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2514 ให้เป็นฉบับถาวรเมื่อปี 2539 โดยได้มีการลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 นับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศเป็นปึกแผ่นมั่นคงทั้งนี้ วันดังกล่าวถือเป็นวันชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

1.2 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ แต่ละรัฐมีระบบการปกครองท้องถิ่นของตนเอง มีกรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร โดยมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ดูแลนโยบายและกิจการที่สำคัญของประเทศ เช่น การต่างประเทศและความมั่นคง เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย

1.2.1 สภาสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 7 รัฐ เป็นผู้กำหนดทิศทางของนโยบาย ออกกฎหมายและเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากสมาชิกสภาฯ การตัดสินใจใช้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 5 คะแนน (โดยต้องมีรัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบ) ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ เชค คอลิฟะห์ บิน ไซอิด อัล นะฮ์ยัน (H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อนึ่ง นับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ เป็นที่ตกลงกันว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะอยู่กับเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีและตำแหน่งรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะเป็นของเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ

1.2.2 คณะรัฐมนตรี (Federal Council of Ministers) มีสมาชิก 24 ตำแหน่ง (รวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ปัจจุบันมีสตรีเป็นสมาชิก 4 คน

1.2.3 สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐ (Federation National Council – FNC) มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 40 คน มีวาระ 4 ปี ประกอบด้วยสมาชิก 20 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐและอีก 20 คนมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งแรกมีขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2549 จากเดิมที่สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งและเริ่มวาระสมาชิกสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้คนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คุ้นเคยและตระหนักถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐยังไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกับรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย แต่ทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองกฎหมายเพื่อเสนอให้สภาสูงสุดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ

การเลือกตั้งครั้งที่สองมีขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 และมีการเปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 โดยที่ประชุมได้เลือกนาย Ahmed Al Mur เป็นประธานสภาฯ และนาง Amal Al Qubaisi เป็นรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทั้งหมด

1.2.4 ศาลสูงสุด (Federal Supreme Council) ประกอบด้วยประธานศาลสูงสุดและผู้พิพากษาจำนวนรวม 5 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาสูงสุด โดยมีหน้าที่พิจารณากรณีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหพันธรัฐกับรัฐในสหพันธรัฐและระหว่างรัฐในสหพันธรัฐ รวมทั้งพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

1.3 แม้ว่าเจ้าผู้ครองรัฐมีอำนาจและมีสิทธิค่อนข้างมากในการกำหนดนโยบายในรัฐของตน แต่จากการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ เชค โมฮัมเมด บิน ราชิด อัล มัคทูม (H.H. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ครองรัฐดูไบและการสนับสนุนที่เข้มแข็งของ เชค โมฮัมเมด บิน ไซอิด อัล นะฮ์ยัน (H.H. Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan) มกุฎราชกุมารรัฐอาบูดาบี มีแนวโน้มจะนำไปสู่การมีนโยบายร่วมกันในระดับสหพันธรัฐ

2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 เศรษฐกิจ

2.1.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรพลังงาน เป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาค และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดของโลกจากการจัดลำดับของ World Economic Forum มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 1 ของโลก คือ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA) ประมาณกว่า 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีน้ำมันดิบสำรองร้อยละ 8.3 ของโลก รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และมีก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นลำดับที่ 7 ของโลก (ร้อยละ 3.3) สภาพที่ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการค้าในตะวันออกกลางและเป็นแหล่งขนถ่ายและส่งต่อสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อิหร่าน รวมทั้งส่งออกไปยังตลาดนอกภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชียกลาง และยุโรป ปัจจุบันมีท่าเรือ 9 แห่ง (รัฐละ 1 แห่ง) ยกเว้นรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีมีรัฐละ 2 แห่ง ท่าเรือทั้งหมดรองรับสินค้าประมาณ 30 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมน้ำมันดิบ)

2.1.2 รายได้หลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นอยู่กับน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาธุรกิจภาคที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ รัฐดูไบซึ่งมีมูลค่าการค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันเพิ่มขึ้นในปี 2549 ถึงร้อยละ 9.15 ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเพื่อขยายฐานทางเศรษฐกิจ (diversification) เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว การสร้างงานให้ชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพยายามส่งเสริมการค้า การลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจเสรี (Economic Free Zone) ทั้งในรูป การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต และการใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นฐานการกระจายสินค้า

2.1.3 รายได้จากรัฐอาบูดาบีคิดเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยมี Abu Dhabi Investment Authority รับผิดชอบการลงทุนรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซ ยุทธศาสตร์ของรัฐอาบูดาบีเน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ของกระบวนการผลิตน้ำมันและอุตสาหกรรมการหลอมอะลูมิเนียม หน่วยงานดูแลการลงทุนในต่างประเทศของรัฐเน้นเลือกการลงทุนในโครงการที่ก่อผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนร่วมกับบริษัทต่างชาติในโครงการที่มีอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อนึ่ง ผู้นำรัฐรุ่นใหม่มีการริเริ่มโครงการเศรษฐกิจใหม่ ๆ และสนับสนุนเพื่อสร้างให้รัฐเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศูนย์กลางการศึกษา อาทิ มีโครงการสร้างสาขาของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) ของฝรั่งเศส เป็นต้น

2.1.4 การพัฒนาของรัฐดูไบนับจากทศวรรษที่ 1980 (ปี 2523 – 2533) เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการทำให้ดูไบเป็นศูนย์กลางคมนาคมทั้งทางทะเลและทางอากาศ การเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกต่อ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของดูไบคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 32 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ ดูไบยังเป็นศูนย์กลางการเงินโดยมีเงินทุนจำนวนมากไหลเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงิน ดูไบได้เปิดตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547 และสามารถเป็นศูนย์กลางทางการเงินได้ในเวลาเพียง 5 ปี ตลาดหลักทรัพย์ดูไบถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนและใน NASDAQ และการที่มีเงินไหลเข้ามาจำนวนมากจึงนำไปลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และลงทุนในต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในปี 2551 เศรษฐกิจดูไบก็ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่จนนำไปสู่วิกฤติดูไบเวิลด์ (Dubai World) (กลุ่มบริษัทที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน) ในปี 2552 ทำให้โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จกว่าร้อยละ 40 ต้องหยุดชะงักไป โครงการอสังหาริมทรัพย์ถึง 400 โครงการ มูลค่าประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐยังขายไม่ได้ นอกจากนี้ การลงทุนของดูไบในต่างประเทศก็ต้องชะงักลง โดยดูไบเวิลด์มีหนี้สินทั้งสิ้น 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากหนี้สินทั้งหมดของรัฐดูไบรวม 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2553 เจ้าหนี้ร้อยละ 99 ของดูไบเวิลด์ได้ยินยอมที่จะปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 24.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดูไบเวิลด์จะแบ่งชำระหนี้ได้ ในระยะเวลา 5-8 ปี โดยการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนและตลาดการลงทุนและทำให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ต่อไปได้ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

2.1.5 นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ รัฐอาบูดาบีและรัฐดูไบมีการแข่งขันกันอยู่ในทีและมีการต่อรองการอยู่ร่วมกันมาโดยตลอด ความสำคัญของอาบูดาบีเกิดจากการมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมแหล่งน้ำมันร้อยละ 94 แหล่งก๊าซธรรมชาติร้อยละ 93 และการเป็นรัฐผู้สนับสนุนงบประมาณของสหพันธรัฐเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ดูไบมีการผลิตน้ำมันประมาณร้อยละ 6 มีฐานะเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ รวมทั้งการประชุม การจัดการแข่งขันกีฬา และมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ดูไบ เวิลด์ และเจ้าผู้ครองรัฐซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารได้เข้าไปมีบทบาทดำเนินการต่าง ๆ ในระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำรุ่นที่สองของประเทศเห็นว่า บทบาทที่ขีดเส้นว่าอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงและดูไบเป็นเมืองพาณิชย์เริ่มชัดเจนน้อยลง โดยผู้นำของรัฐทั้งสองตระหนักว่าจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ เมื่อรัฐดูไบประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งรัฐอาบูดาบีและธนาคารกลางยูเออีเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจของดูไบโดยการช่วยเหลือด้านการเงิน การเข้าถือหุ้นและซื้อกิจการของรัฐดูไบ ทำให้ปัจจุบันนี้รัฐอาบูดาบีมีอิทธิพลและอำนาจในการต่อรองกับรัฐดูไบเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

2.1.6 ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงการก่อสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ (New Economic City � NEC) เรียกว่าโครงการ Masdar City ที่รัฐอาบูดาบี มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกแบบตามความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่มาร่วมลงทุน โดยนำเงินรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบมาใช้ในการพัฒนา และจะเป็นแหล่งทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ในภาคพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และการกลั่นน้ำทะเล เป็นต้น นอกจากนั้น ระหว่างการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ได้มีการลงนามความตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติกับ Dubai Supreme Energy Council ซึ่งความตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การก่อตั้ง Dubai Excellence Centre for Carbon Control โดยศูนย์ดังกล่าวจะเป็นแห่งแรกของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างโรงงาน ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 4 โรง มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทของเกาหลีใต้ (Korea Electric Power Corporation � Keppo) ได้รับประมูลสร้างโรงงานดังกล่าว

2.1.7 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นสมาชิกในตลาดร่วมศุลกากร (Customs Union) ของ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council – GCC) และได้มีการกำหนดให้เพิ่มภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าภายในกลุ่มจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 5 สำหรับสินค้าทั่วไปและไม่มีภาษีสำหรับสินค้าประเภทอาหาร นอกจากนั้น ยังไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกำไรและภาษีรายได้บุคคล และมีนโยบายที่อนุญาตให้โอนเงินได้อย่างเสรีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้น

2.2 สังคม
2.2.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เหมือนกับประเทศอ่าวอาหรับอื่น ๆ ที่ให้สวัสดิการกับประชาชนสูงในด้านสาธารณสุข การเคหะและการดำรงชีพ มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีมาตรฐานการดำรงชีพสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของตะวันออกกลาง มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก สตรีมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ สูงเมื่อเทียบกับสังคมประเทศอาหรับทั่วไป

2.2.2 สำหรับคนชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชุมชนชาวต่างชาติที่มีรายได้สูง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นับว่ามีสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่มั่นคง แต่สำหรับแรงงานที่มีรายได้ต่ำจะประสบความยากลำบากเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและการที่ระดับการคุ้มครองของรัฐยังไม่สูงพอ ในกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง
(อ้างอิงจาก https://www.mfa.go.th/th/content/5d5bcc1b15e39c3060009fb1?cate=5d5bcb4e15e39c3060006870)
.

จับตาความสัมพันธ์ใหม่ตุรกี-UAE

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ