skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : จับตาประชุมสุดยอด สี จิ้นผิง-โจ ไบเดน วิดีโอคอลข้ามโลก หวังสมานรอยร้าว คลายความตึงเครียดปมไต้หวัน

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะหารือกันในการประชุมทางไกลเสมือนจริงก่อนสิ้นปีนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก จากกรณีที่จีนส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเขตป้องกันทางอากาศ ( ADIZ) ของไต้หวัน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นผลมาจาก การหารือเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ระหว่าง เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กับ หยาง เจียฉี ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอาวุโสของจีน ที่เมืองซูริคของสวิตเซอร์แลนด์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการประชุมที่มีความหมาย และเป็นรูปธรรมมากกว่าการประชุมครั้งก่อน ระหว่าง ซัลลิแวนและหยาง ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่หารือถึงการค้าและสิทธิมนุษยชน

ด้านCNN รายงานว่าการพบกันของสองผู้แทนในครั้งนี้ เป็นไปอย่าง “สบายๆ” และ “ตรงไปตรงมา” ซึ่งเป็นบรรยากาศที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการพบกันของผู้แทนทั้งสองชาติก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยในครั้งนั้น แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่มีความเปราะบางในจีน หนึ่งในนั้นคือพฤติกรรมของรัฐบาลจีนที่ปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ และอิทธิพลจีนในไต้หวันและฮ่องกง

 

📌 ประชุมสุดยอด ก้าวแรกสมานรอยร้าว

 

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือ ความเห็นต่างที่ขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาช่องทางการสื่อสารและหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่ไม่จำเป็น ภายใต้การแข่งขันกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งการหารือระหว่างสองผู้นำ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ดั้งนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะจัดการประชุมทางไกลเสมือนจริง ระหว่าง 2 ผู้นำขึ้น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย อยู่ระหว่างการหารือถึงรายละเอียดต่างๆ รวมถึงวันและเวลาในการประชุม คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

CNBC รายงานว่า ที่ต้องจัดการประชุมทางไกลเสมือนจริง เนื่องจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไม่มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมพหหุภาคีใด ๆ ที่จะมีขึ้นด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น G20, COP26 และ APEC ดังนั้นโอกาสที่สองผู้นำจะได้พบปะกันซึ่ง ๆ หน้าจึงยังไม่มี

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีไบเดน ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง เขายังไม่เคยได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะผู้นำสหรัฐฯเลย ครั้งล่าสุดที่ทั้งคู่ได้พูดคุยกันก็ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นฝ่ายต่อสายตรงถึงผู้นำจีน และพูดคุยกันนาน 90 นาที เป็นการหารือเชิงยุทธศาสตร์กว้าง ๆ ในประเด็นที่สนใจร่วมกัน และมีมุมมองที่ต่างกัน

ทั้งสองเห็นพ้องที่จะมีส่วนร่วมในประเด็นเหล่านั้น อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา และการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง

การพูดคุยครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ที่ไบเดนเข้ามารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

 

📌 ประเด็นไต้หวันเป็นหัวข้อหลัก

 

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวกับผู้แทนของจีนอย่างตรงไปตรงมาว่าสหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่งกับการที่กองทัพจีนส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเขต ADIZ ของไต้หวัน รวมถึงความกดดันจากจีนทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นผู้แทนของสหรัฐฯ ก็ยังย้ำชัดว่าต้องการที่จะสานความร่วมมือและแก้ปัญหาในประเด็นสำคัญกับรัฐบาลจีน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ความน่ากังวลกรณีสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ ข้อพิพาทในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่รัฐบาลจีนพยายามที่จะเดินหน้าขยายอาณาเขตอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้น

ด้านนายหยาง เจียฉี สมาชิกคณะกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการต่างประเทศ ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจีนหรือสหรัฐฯ ต่างก็สามารถจัดการความสัมพันธ์ของตนได้อย่างเหมาะสม ยึดถือผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งสองประเทศและประชาชนของตน และอนาคตของโลก เขาบอกว่าความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและโลก ในขณะที่การเผชิญหน้าจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทุกคน

หยางยังกล่าวสำทับว่า จีนคัดค้านการให้คำจำกัดความความสัมพันธ์สองชาติว่าเป็น “การแข่งขัน” กัน จีนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับคำพูดเชิงบวกของประธานาธิบดีไบเดนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของจีน-สหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ และสังเกตว่าสหรัฐฯ บอกว่าไม่มีเจตนาที่จะขัดขวางการพัฒนาของจีนหรือเริ่มต้น “สงครามเย็นครั้งใหม่”

จีนหวังว่าฝ่ายสหรัฐฯจะสามารถนำนโยบาย ที่มีเหตุผลและปฏิบัติได้มาใช้กับจีน ทำงานร่วมกับจีนเพื่อเคารพผลประโยชน์หลัก และข้อกังวลหลักของกันและกัน และปฏิบัติตามเส้นทางของการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือแบบต่างฝ่ายต่างก็ได้ และยังได้ชี้แจงถึงจุดยืนที่เคร่งครัดของจีน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง ซินเจียง ทิเบต ปัญหาเขตแดนทางทะเลและสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ เคารพอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของจีนอย่างจริงจัง และหยุดใช้ประเด็นดังกล่าวเพื่อแทรกแซงกิจการภายในของจีน

 

📌 ท่ามกลางความตึงเครียด

 

แผนการจัดประชุมทางไกลเสมือนจริงระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน หลังจากที่จีนส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเขตป้องกันทางอากาศของไต้หวัน ติดต่อกัน 4 วัน รวม 148 วัน

โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ประธานาธิบดีไบเดน เผยว่า ได้หารือกับกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กี่ยวกับไต้หวัน และผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่า จะยึดมั่นในข้อตกลงไต้หวัน ที่สำนักข่าว Reuters ขยายความคำว่า ไบเดนหมายถึงนโยบาย “จีนเดียว” ซึ่งเป็นจุดยืนของสหรัฐฯ มานานแล้ว รวมไปถึง “กฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวัน” ของสหรัฐฯ ที่อนาคตของไต้หวันจะถูกตัดสินด้วยการใช้วิถีทางแห่งสันติ

 

📌 ในมุมมองของไต้หวัน

 

ขณะที่ชิว กว๋อเจิ้ง รัฐมนตรีกลาโหมของไต้หวัน ระบุในการประชุมสภานิติบัญญัติ เกี่ยวกับการคุกคามโดยเครื่องบินรบของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ในเขตป้องกันทางอากาศของไต้หวัน หรือ ADIZ ว่า ความตึงเครียดทางทหารระหว่างไต้หวันกับจีนเข้าขั้นรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี และ วิกฤตการณ์เร่งด่วนได้เกิดขึ้นตรงหน้าแล้ว

นอกจากนี้ ยังคาดว่าจีนจะมีศักยภาพพร้อมเต็มรูปแบบในการบุกยึดเกาะไต้หวันภายในปี 2025 แต่จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ก่อนที่จะทำเช่นนั้น และแม้ไต้หวันมีความสามารถในการโจมตีไต้หวันในทุกด้านในขณะนี้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน

 

📌 แม้ไม่ปรารถนาสงคราม แต่ต้องพร้อมรับมือ

 

เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติ ถามเกี่ยวกับความสามารถของจีนในการโจมตีไต้หวัน ชิว กว๋อเจิ้ง ตอบว่า “คอมมิวนิสต์จีนมีความสามารถในการทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่พวกเขาจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนและผลที่ตามมาหากเริ่มต้นสงคราม”

ในแง่ของความเสี่ยง ชิวกล่าวว่า สถานการณ์อยู่ในจุดที่หากตัดสินใจผิดพลาด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่คาดคิดได้ และกล่าวต่อว่าเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากศัตรู ไต้หวันจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันอย่างเร่งด่วน โดยการจัดซื้ออาวุธเพิ่มเติม

“ไต้หวันไม่ได้แข่งขันด้านอาวุธกับจีน เพราะไม่มีงบประมาณและความสามารถที่จะกระทำเช่นนั้น” ชิวกล่าว แต่สิ่งที่ไต้หวันสามารถทำได้ คือให้จีนแผ่นดินใหญ่ประเมินผลกระทบที่ตามมา หากเกิดความขัดแย้งกับไต้หวัน

 

📌 ไต้หวันต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

 

ส่วนประเด็นที่ว่า ไต้หวันประสบความสำเร็จในการพัฒนาขีปนาวุธ “หยุนเฟิง” (Yun Feng) ซึ่งมีพิสัยทำการ 1,200 กม. หรือไม่ ชิวตอบเพียงแค่ว่า ไต้หวันทุ่มเทอย่างหนักกับการพัฒนาขีปนาวุธดังกล่าว เพราะไต้หวันต้องไม่พึ่งพาผู้อื่นเพื่อความปลอดภัยของประเทศ และต้องป้องกันการรุกรานจากศัตรูได้ด้วยตัวเอง

“ในฐานะสมาชิกของกองทัพ แทนที่จะเชื่อมั่นในคำพูดของคนอื่น ไต้หวันมีความเชื่อเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ไต้หวันสามารถปกป้องตนเองได้” เขากล่าวถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะช่วยเหลือไต้หวัน

สหรัฐฯ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ทางทหารหลักให้กับไต้หวัน ได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่ “แข็งแกร่ง” ที่มีต่อไต้หวันและวิพากษ์วิจารณ์จีน ขณะที่จีนตำหนินโยบายของสหรัฐฯที่สนับสนุนไต้หวัน หลังสหรัฐฯ ขายอาวุธและส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น

สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ล่าสุด The Straits Times รายงานว่า ในสัปดาห์นี้รัฐบาลของไบเดน ให้คำมั่นที่จะจีนรับผิดชอบต่อข้อผูกพันที่ทำไว้ในข้อตกลงการค้าระยะที่หนึ่งที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำไว้ และให้คำมั่นว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา

แคเธอรีน ไท่ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ เตรียมพบกับ นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีน ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าจีนยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

 

ที่มา :
tnnthailand : https://www.tnnthailand.com/news/world/93042/
tnnthailand : https://www.tnnthailand.com/news/world/93025/
voicetv : https://voicetv.co.th/read/DiEZi66t1
mgronline : https://mgronline.com/around/detail/9640000099606
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378844695

จับตาประชุมสุดยอด สี จิ้นผิง-โจ ไบเดน วิดีโอคอลข้ามโลก

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ