skip to Main Content

UPDATE : ชาวปาเลสไตน์กับเหตุการณ์ “นักบะฮฺ” ที่ไม่เคยพ้นไปจากพวกเขา
.
“สิ่งจะน่ากลัวไปกว่าการขับไล่ในคราวเดียว ก็คือ การขับไล่ในทุกวัน โดยที่ไม่มีใครสนใจ และคงไม่มีใครรู้สึก” อบู ซ๊อบฮา ชาวปาเลสไตน์
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม มูฮัมหมัด อัยยูบ อบู ซ๊อบฮาเฝ้าดูกองทัพอิสราเอลบุกโจมตีทรัพย์สินของเขาในหมู่บ้านอัลฟาคอยตฺ ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทหารได้ทำลายบ้านของเขา ถังเก็บน้ำ เล้าไก่ และยุ้งฉาง ทำให้เขาและญาติ 19 คนไม่มีที่อยู่อาศัย
.
ครอบครัวอบูซับฮาไม่ใช่ครอบครัวเดียวที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีที่พักพิง ซึ่งในคืนนั้น ผู้คนประมาณ 50 คนนอนหลับโดยไม่มีหลังคาเหนือศีรษะในหมู่บ้านอัลฟาคอยตฺ และอัลมิรกิซ หลังจากอาคาร 19 แห่งถูกรื้อถอน
.
ตั้งแต่นั้นมา มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนอีก 19 คำสั่งในมะซาฟิร ยัตตา พื้นที่ชนบททางตอนใต้ของเมืองเฮบรอน ที่ตั้งของหมู่บ้านเหล่านี้
.
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามขับไล่ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 1,000 คนในเมืองมะซาฟิร ยัตตา เมื่อต้นเดือนนี้ ศาลฎีกาของอิสราเอลได้ปฏิเสธคำร้องของชาวเมืองเกี่ยวกับการพลัดถิ่นจากพื้นที่ที่อิสราเอลกำหนดให้เป็นเขตฝึกทหาร
.
เนื่องจากชาวปาเลสไตน์ทั่วโลกรำลึกการครบรอบ 74 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์นักบะฮฺ (หมายถึงภัยพิบัติในภาษาอาหรับ) เมื่อกองกำลังติดอาวุธไซออนิสต์กวาดต้อนชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คนออกจากบ้านและทำลายหมู่บ้านหลายร้อยแห่ง สำหรับหลาย ๆ คน ที่เป็นกระบวนการที่ไม่เคยสิ้นสุดจริงๆ
.
อาลี เอาว๊าด นักเคลื่อนไหวจากหมู่บ้านตูบาในเมืองมะซาฟิร ยัตตา กล่าวว่า “ปี 1948 ไม่ใช่เพียงปีเดียวที่เกิดเหตุการณ์นักบะฮฺ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้น และนักบะฮฺล่าสุดเราประสบมาเมื่อไม่กี่วันนี้อีกว่า 1,000 คน” เขาเขียนบนทวิตเตอร์อ้างถึงการเคลื่อนย้ายที่รอดำเนินการของชุมชนของเขา
.
ในอดีตเมื่อปี 1980 อิสราเอลเอลประกาศให้หมู่บ้าน 12 แห่งในมะซาฟิร ยัตตา เป็นเขตการยิง ต่อมาในปี 1999 กองทัพอิสราเอลได้บังคับชาวปาเลสไตน์กว่า 700 คนขึ้นรถบรรทุกและขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่บ้านเกิด
.
สมาคมเพื่อสิทธิพลเมืองในอิสราเอล (ACRI) ยื่นคำร้องต่อศาลสูงอิสราเอลในนามของผู้อยู่อาศัยในปี 2543 และได้รับคำสั่งชั่วคราว อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยกลับบ้านได้ชั่วคราว
.
การต่อสู้คดีที่ยาวนาน 22 ปีได้จบลงด้วยการตัดสินของศาลเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการปูทางให้กองทัพอพยพผู้อยู่อาศัยไปได้ทุกเมื่อ ในขณะที่หมู่บ้านทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเขตการยิงที่กำหนดของอิสราเอล
.
ในขณะที่หมู่บ้านทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเขตการยิงที่กำหนดไว้ของอิสราเอล โดย 4 หมู่บ้านได้แก่ ตูบา,ศิร๊อต เอาว๊าด อิบรอฮีม,ซะรูรอ,มูฟักเกาะเราะฮฺ ยังได้รับการอนุญาตให้อยู่อาศัย ที่ยึดตามการตัดสินใจในปี 2012 โดยกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีความจำเป็นแล้วสำหรับการฝึกทหารของกองทัพ
.
แม้จะมีคำตัดสินแล้วก็ตาม เอาว๊าดกล่าวว่าหมู่บ้านทั้งสี่นี้ไม่มีสิ่งใดที่จะประกันต่อการพลัดถิ่น นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า กองทัพได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดที่สร้างขึ้นหลังปี 2012 ตัวอย่างเช่น ครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านตูบา กลายเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุกคามของการรื้อถอนทันที
“ศาลอิสราเอล ทำให้เราสึกถูกกดขี่มากขึ้นเพราะเราได้ทำทุกอย่างที่ทำได้ผ่านทนายความของเรามา 22 ปี และ 22 ปีควรจะเป็นข้อพิสูจน์เพียงพอว่าฉันอาศัยอยู่ที่นี่ และฉันไม่มีที่อื่นให้ไป” เด็กอายุ 24 ปี บอกกับ The New Arab
.
โดยสังเกตว่าการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลซึ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในเขตการยิงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรื้อถอนหรืออพยพที่มีต่อชาวปาเลสไตน์
.
กระทรวงกลาโหมของอิสราเอลและผู้ประสานงานกิจการของรัฐบาลในดินแดน (COGAT) หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมที่ดูแลเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า ไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความคิดเห็น
.
โรนี เพลลี่ ทนายความของ บอกกับ The New Arab ว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะยื่นเรื่องในเดือนหน้าเพื่อเรียกร้องให้ศาลฎีกาให้พิจารณาคำวินิจฉัยใหม่ อย่างไรก็ตามเธอตั้งข้อสังเกตว่า “หากไม่มีคำสั่งชั่วคราว ผู้อยู่อาศัยก็ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย”
.
อบูซ๊อบฮากลายเป็นผู้พลัดถิ่นครั้งแรกพร้อมกับครอบครัวของเขาในปี 1999 เมื่อกองทัพปฏิบัติออกคำสั่งอพยพหมู่บ้านอัลฟาคอยตฺ ชายวัย 46 ปีรายนี้เล่าว่า เจ้าหน้าที่ COGAT คนหนึ่งมาที่หมู่บ้านของเขาขณะที่ลุงของเขากำลังส่งขนถังน้ำขึ้นรถแทรคเตอร์ อบูซ๊อบฮากล่าวว่า เราอาศัยอยู่ในถ้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็พูดว่า “ไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” และกองทัพได้ยึดรถแทรคเตอร์และนำไปยังฐานทัพทหาร หลังจากนั้นรถแทรคเตอร์ก็ถูกทำลาย
.
ครอบครัวย่ำแย่เนื่องจากใช้เวลาทั้งปีกับกองทัพ การถูกไล่ออกจากทุกหมู่บ้านที่พวกเขาย้ายไป จนกระทั่งศาลมีการออกคำสั่งชั่วคราวทำ ให้พวกเขากลับไปยังอัลฟาคอยตฺอีกครั้งในปี 2000
.
ตอนนี้อบู ซ๊อบฮากลัวว่าพวกเขาจะถูกบังคับให้อพยพอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพยังคงยึดอุปกรณ์ทำกินของพวกเขาต่อไป

“เราตั้งใจจะไปไหน แต่หากพวกเขายึดรถแทรกเตอร์ของเรา แกะของเรา เหมือนที่พวกเขาเคยทำมา หากพวกเขาเอาทุกอย่างไปและปล่อยให้เราเปลือยเปล่าในทะเลทราย เราก็จะถูกบังคับให้ออกไป” อบู ซ๊อบฮากล่าว

.
ความรุนแรงของอิสราเอลยังคงโหมกระหน่ำ
ความรุนแรงของกองทัพอิสราเอลและผู้ตั้งถิ่นฐานได้ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่มีคำตัดสินของศาล บาซิล อัลอัดรอ นักเคลื่อนไหวของ มะซาฟิร ยัตตา เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม หลังจากทหารอิสราเอล 5 นายโจมตีเขาขณะที่เขาถ่ายภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เรียกร้องให้ชาวบ้านในท้องถิ่นรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
.
เมื่อวันศุกร์ ผู้อยู่อาศัยในมะซาฟิร ยัตตาได้จัดการประท้วงต่อต้านคำตัดสินดังกล่าว ซึ่งก็ต้องพบกับความโหดร้าย โดยกองทัพประกาศให้ศูนย์กลางการประท้วงเป็นเขตทหาร ปิดกั้นไม่ให้นักเคลื่อนไหวหลายร้อยคนเข้าสู่จุดชุมนุม
.
ด้านผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวผิดกฎหมายจากมิซเป ยะอีร์ ไล่ตามผู้ชุมนุม ทำลายธงผู้ประท้วง ขว้างหิน เตะและผลักผู้ประท้วง ตลอดจนการทุบกระจกรถของผู้สื่อข่าว
.
ผู้ตั้งถิ่นฐานสวมหน้ากากได้โจมตีนักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์จากหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตก่อเหตุด้วยวัตถุเหล็ก ทำให้จมูกของเขาหัก แต่ไม่มีการจับกุมผู้กระทำผิดแต่อย่างใด
.
นอกจากนี้เอาว๊าด ยังกล่าวว่า อิสราเอลมีการตั้งด่านตรวจเพิ่มขึ้นระหว่างทางที่นำไปสู่ 8 หมู่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเข้าถึงพวกเขา และเพื่อแยกผู้อาศัยออกจากชุมชนชาวปาเลสไตน์ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายของอิสราเอล
.
อบู ซ๊อบฮา กล่าวว่า “ชุมชนของมะซาฟิร ยัตตานั้นมีความเสี่ยงตั้งแต่การตัดสินของศาล” เขาที่ยืนอยู่ในบนซากปรักหักพัง – ซากบ้านของเขา เขากล่าวอีกว่า “ส่วนที่น่ากลัวที่สุดในการพลัดถิ่นของชุมชนของเขาคือการก้าวไปอย่างช้า ๆ”
.
อบู ซ๊อบฮา กล่าวว่า “ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเราทุกคนก็คือ อิสราเอลอาจจะไม่ขับไล่พวกเราทั้งหมดในคราวเดียว มันจะเป็นการละเมิดระหว่างประเทศมากเกินไป สิ่งน่ากลัวไปกว่าการขับไล่ในคราวเดียว ก็คือ การขับไล่ในทุกวัน โดยที่ไม่มีใครสนใจ และคงไม่มีใครรู้สึก”

ชาวปาเลสไตน์กับเหตุการณ์ “นักบะฮฺ” ที่ไม่เคยพ้นไปจากพวกเขา

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ