skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ชาวปาเลสไตน์ ในย่าน Sheikh Jarrah ในเยรูซาเลม  ได้ร่วมกันปฏิเสธข้อเสนอโอนทรัพย์สินที่ศาลอิสราเอลจัดทำขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม

ผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การปฏิเสธนี้เกิดจากการเชื่อมั่นในสิทธิของเราในบ้านและที่ดินของเรา แม้ว่าจะไม่มีการค้ำประกันที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเล็มก็ตาม”

ข้อเสนอของศาลอิสราเอลเสนอให้ผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์ได้รับสถานะ “ผู้เช่าที่ได้รับการคุ้มครอง” เป็นเวลา 15 ปีเมื่อ “ข้อตกลงด้านอสังหาริมทรัพย์” เกิดขึ้น

อ้างอิงตามข้อเสนอระบุว่า คำสั่งขับไล่ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดจะถูกยกเลิกไปอีก 15 ปีข้างหน้า ตามเงื่อนไขของผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์ที่จ่ายค่าเช่ารายเดือนให้กับสมาคม “Nehlat Shimon” ของอิสราเอล

ศาลอิสราเอลได้ให้คำขาดแก่ผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์ในวันที่ 6 พฤศจิกายนเพื่อยอมรับหรือปฏิเสธข้อตกลง

ถ้อยแถลงของผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์มองว่าข้อตกลงเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการยึดสิทธิ์ของเราในดินแดนของเราแบบค่อยเป็นค่อยไป

Hashem Salaymeh หนึ่งในผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์และสมาชิกสภาย่านใกล้เคียงบอกกับThe New Arabว่า “หากเรายอมรับที่จะจ่ายค่าเช่าให้กับผู้ตั้งถิ่นฐาน ก็เท่ากับเรายอมรับการอ้างสิทธิ์ของพวกเขาในการเป็นเจ้าของบ้านของเรา และในท้ายที่สุดข้อตกลงโอนทรัพย์สินนี้ก็จะกลายเป็นของขวัญสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

📌 พร้อมสู้เพราะเชื่อในหลักฐานที่แข็งแรงกว่า

Salaymeh ชี้ให้เห็นว่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวได้รับเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทจากศาลอิสราเอลในขณะที่ทางการจอร์แดนไม่ได้จัดเตรียมเอกสารพิสูจน์ความเป็นเจ้าของของพวกเขา

“แต่ตอนนี้เรามีเอกสารเหล่านี้แล้ว เราก็มีหลักฐานที่หนักแน่นกว่ามาก” Salamyeh กล่าว

ในเดือนเมษายน อัมมานได้มอบเอกสารชุดหนึ่งให้กับทางการปาเลสไตน์  เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลจอร์แดนได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใน Sheikh Jarrah ให้กับครอบครัวชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นซึ่งมาถึงในฐานะผู้ลี้ภัยในปี 1948

เอกสารระบุว่าสงครามปี 1967 และการยึดครองเยรูซาเลมตะวันออกโดยอิสราเอลในเวลาต่อมาได้ขัดขวางการโอนทรัพย์สิน

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมายของอิสราเอลที่อนุญาตให้ชาวยิวอิสราเอลสามารถอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินใด ๆ ที่เป็นของชาวยิวก่อนปี 1948 ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น

ทางการตุรกียังได้ประกาศด้วยว่าเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินของชาวยิวซึ่งคาดว่าจะย้อนหลังไปถึงยุคออตโตมันนั้นไม่สามารถพบได้ในเอกสารสำคัญของพวกเขาเลย

Salaymeh กล่าวว่าศาลอิสราเอลพยายามกดดันหลายครอบครัวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยบอกกับพวกเขาว่าหากพวกเขาไม่ยอมรับข้อตกลง ศาลจะดำเนินการตามมาตรการที่ “ไม่เป็นที่รับรู้” ซึ่งเป็นการส่อให้เห็นถึงการขับไล่

คำแถลงของผู้อยู่อาศัยชาวปาเลสไตน์กล่าวว่า “การบังคับให้เราเลือกระหว่างการขับไล่และข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม เป็นนโยบายอาณานิคมที่มุ่งทำลายความเป็นปึกแผ่นทางสังคมของเรา”

“ประชาคมระหว่างประเทศ (ควร) รับผิดชอบและหยุดทางการอิสราเอลจากการขับไล่เราออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเราอาศัยอยู่และปกป้องมันมาหลายชั่วอายุคน”

📌 แถลงการณ์จากหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ

นักเคลื่อนไหวและนักเขียนชาวปาเลสไตน์ชื่อดังMohammed El-Kurdได้ประณามข้อเสนอของศาลอิสราเอลที่จะชะลอการขับไล่ครอบครัวออกจากย่าน Sheikh Jarrah ซึ่งชาวปาเลสไตน์ปฏิเสธเมื่อวันอังคาร (2 พ.ย.)

ครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในสี่ครอบครัวที่งถูกบังคับให้ต้องพลัดถิ่นจากบ้านของพวกเขาในเยรูซาเลมตะวันออกที่ถูกยึดครอง El-Kurd กล่าวว่าข้อตกลงของศาลอิสราเอลได้สร้าง “ภาพลวงตาของการเลือก” เมื่อทางเลือกที่ให้นั้น “กดขี่” ต่อครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

“พวกเขาจะทำให้เราเลือกระหว่างข้อตกลงที่กดขี่สุดๆ หรือการถูกโยนออกจากบ้าน” เขากล่าวกับ The New Arab Voice

ข้อเสนอที่ศาลฎีกาของอิสราเอลเสนอเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ทั้งสี่ “ได้รับการคุ้มครอง” หากพวกเขายืนยันการเป็นเจ้าของบ้านของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว พวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าให้กับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวและปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะเจ้าของบ้าน

“ศาลฎีกาของอิสราเอลอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากสื่อและนักการทูตระหว่างประเทศ” El-Kurdกล่าว “ดังนั้น พวกเขากำลังหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในการตัดสินโดยการขว้างลูกบอลในสนามของเรา และสร้างภาพลวงตาว่าเรามีตัวเลือก ในเมื่อจริงๆ แล้วไม่มีทางเลือกเลย”

“วันนี้เราชัดเจนมากในคำแถลงของเราและตอบโต้ต่อศาลอย่างเป็นทางการโดยบอกว่าเราจะไม่ก่ออาชญากรรมของคนอื่นเพื่อพวกเขา” เขากล่าว “ถ้าคุณจะขับไล่พวกเราและโยนพวกเราออกไป คุณก็ควรทำด้วยตัวเอง”

ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ซึ่งมีพื้นเพมาจากที่ซึ่งปัจจุบันคืออิสราเอล กล่าวว่ารัฐบาลจอร์แดนให้ที่ดินที่พวกเขาสร้างบ้านในเวลาต่อมาเพื่อแลกกับสถานะผู้ลี้ภัยหลังจากที่เข้ายึดครองเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกในปี 1948 พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวได้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายของอิสราเอลที่อนุญาตให้พวกเขาอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นของชาวยิวเมื่อหลายปีก่อนสงคราม 1948 ช่วงเวลาแห่งการตั้งรัฐอิสราเอล ในขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ที่สูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน และที่ดินจากสงครามเดียวกันกลับไม่มีสิทธิ์กู้คืนทรัพย์สินของพวกเขา

อิสราเอลได้พรรณนาถึงเรื่องนี้ว่าเป็นข้อพิพาทด้านอสังหาริมทรัพย์ส่วนบุคคล แต่ชาวปาเลสไตน์และกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นความพยายามร่วมกันที่จะผลักดันชาวปาเลสไตน์ออกจากเยรูซาเล็มและเปลี่ยนเอกลักษณ์ของเมือง

El-Kurd กล่าวว่า “ทุกวันนี้เรามาถึงจุดสูงสุดของการใช้อาวุธทางกฎหมายและอำนาจตุลาการ และการใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่ไม่สมดุลอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างโดยผู้ตั้งถิ่นฐานเพื่อปกป้องผู้ตั้งถิ่นฐานและเพื่อขับไล่ชาวปาเลสไตน์”

“แท้จริงแล้ว แก่นแท้ของทั้งหมดนี้คือพิภพเล็ก ๆ ของลัทธิล่าอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล และพิภพเล็ก ๆ แห่งการล้างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยรูซาเล็ม” เขากล่าวเสริม

สหรัฐฯ ออกมาต่อต้านการขับไล่ โดยระบุว่า เป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพที่หลับใหลมานาน

“ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแสดงจากต่างประเทศที่ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่าการขยายถิ่นฐานชาวยิวบนดินแดนที่ยึดครองนั้นเป็น “อาชญากรรม” และเรียกการบังคับขับไล่เพื่อนบ้านของเราว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” เราหวังว่าพวกเขาจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ตอบสนองต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงนี้ด้วยผลกระทบทางการทูตและการเมืองอย่างแท้จริง วัฒนธรรมของความเฉื่อยชาและการไม่ต้องรับโทษของอิสราเอลต้องไม่ถูกรักษาไว้อีกต่อไป” El-Kurdกล่าว

📌 ครบรอบ104 ปีคำประกาศบัลโฟร์เจ้าปัญหา

แถลงการณ์ร่วมของชาวปาเลสไตน์ข้างต้นมีขึ้นในวันครบรอบ 104 ปีคำประกาศบัลโฟร์ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 2 พ.ย. 1917 โดยเซอร์ อาร์เธอร์ เจมส์ บัลโฟร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษในขณะนั้นผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นรากเหง้าของปัญหาในตะวันออกกลางมาจนถึงปัจจุบัน

ใจความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า “รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพิจารณาด้วยความเห็นชอบ ในการตั้งถิ่นฐานสำหรับพวกยิวขึ้นแห่งหนึ่งในปาเลสไตน์ และจะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถที่จะอำนวยความสะดวกต่อการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ข้อนี้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า จะไม่มีการปฏิบัติการใด ๆ อันเป็นผลร้ายต่อสิทธิพลเรือนและการนับถือศาสนาของหมู่ชนที่มิใช่ชาวยิวในประเทศปาเลสไตน์ หรือสิทธิและสถานภาพทางการเมืองที่พวกยิวได้รับในประเทศอื่น”

แต่สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวก็คือชาวยิวที่หลังจากนั้น 31 ปีสามารถสร้างรัฐอธิปไตยของตนขึ้นมาบนดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ซ้ำยังทำให้ปาเลสไตน์ไม่มีสถานะเป็นรัฐตามนิยามสมัยใหม่อีกด้วย ขณะที่ชะตากรรมของชาวอาหรับทั้งที่อยู่ในอิสราเอลปัจจุบันหรือในปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองทั้งกาซา เวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกก็ไม่ได้เป็นเช่นที่ถูกบอกไว้ในคำประกาศบัลโฟร์แต่อย่างใด

พวกเขาเป็นเสมือนพลเมืองชั้นสอง ถูกริดรอนสิทธิ ถูกอธรรมอย่างเป็นระบบ ถูกขัดขวางจากการเข้าไปยังศาสนสถานสำคัญเพื่อประกอบศาสนกิจในบางช่วงเวลา สูญเสียที่ดิน ทรัพย์สิน เกียรติยศ สิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ขณะที่อิสราเอลมีอิสระในการยึดครองและผนวกพื้นที่เพิ่มเติม ขยายนิคมชาวยิวบนดินแดนของชาวปาเลสไตน์ทั้งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่ก็ไม่เคยใส่ใจเพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ เลยสักเพียงครั้ง

ที่มา :

alaraby :  https://english.alaraby.co.uk/news/palestinians-sheikh-jarrah-refuse-israeli-deal
https://english.alaraby.co.uk/news/oppression-or-eviction-sheikh-jarrah-activist-slams-offer

ชาวปาเลสไตน์ย่าน Sheikh Jarrah ปฏิเสธข้อเสนอโอนทรัพย์สินของศาลอิสราเอล

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ