skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ชาวเลบานอนโผซบไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

  • พลังงานแสงอาทิตย์ทางเลือกใหม่

ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงานที่เลวร้ายในเลบานอน และปัญหาไฟฟ้าดับที่หนักมากขึ้นทุกขณะ มูฮัมหมัด ชีฮ๊าบ ชาวเลบานอน พบความโล่งใจเพราะเขาได้ติดตั้งแหล่งจ่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในบ้าน เพื่อให้เขาและครอบครัวมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับปัญหาสารพัดจากการที่ไฟฟ้าดับ

ในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับสิ่งที่ธนาคารโลกอธิบายว่า เป็นหนึ่งในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ตกลึกที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การขาดแคลนพลังงานในเดือนนี้ทำให้โรงไฟฟ้าของรัฐ มีไฟฟ้าจ่ายให้ประชาชนใช้ได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

ชาวบ้านคนนึงกล่าวว่า “ความกดดันและความเครียดที่เรารู้สึกได้จากการไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของครอบครัว หรือว่าตัวคุณเองที่กลับมาบ้านแล้วไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีแสงสว่าง และไม่มีน้ำเย็นให้ดื่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูร้อน ก็เป็นเหตุผลที่ดีในการค้นหาแหล่ง พลังงานไฟฟ้าทดแทน”

ทางออกเรื่องพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเลบานอนและทั่วโลก แต่มันกลับได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมากในเลบานอนช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจะกระหน่ำประเทศเล็ก ๆ ในตะวันออกกลางแห่งนี้อย่างหนัก

อะแลง บู นาซิร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการบริษัท Mectric Engineers หนึ่งในผู้ที่รับติดตั้งระบบแผงโซลาร์เซลล์ ต้องเพิ่มทีมติดตั้งเป็น 2 เท่า จาก 2 ทีมเป็น 4 ทีม เขาบอกว่า 50%ของผู้ที่โทรมาสอบถามข้อมูลกำลังจะซื้อมัน เมื่อเทียบกับ อาจจะประมาณ 5%” ก่อนหน้านี้

น่าเสียดายที่ผู้คนต่างก็รอคอยให้เกิดวิกฤตครั้งนี้เสียก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาดและให้ผลกำไร… แต่ในด้านบวก มันก็ทำให้ผู้คนได้รู้จักกับทางออกแนวนี้ และได้รู้ว่าในเลบานอน เรามีวันที่มีแดดจัดมากกว่า 300 วัน และเราสามารถพึ่งพาดวงอาทิตย์ได้มากกว่า 10 เดือนต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องดี ผู้คนก็เลยเริ่มติดตั้งมัน ”

  • วิกฤตด้านพลังงานซ้ำเติมชีวิตความเป็นอยู่

วิกฤตด้านพลังงานที่เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ของเลบานอนได้มาถึงจุดวิกฤตที่เจ็บปวด เมื่อร้านเบเกอรี่ , ธุรกิจ และโรงพยาบาลอาจลดขนาดการดำเนินงาน หรือปิดตัวลงโดยสิ้นเชิง ทำให้ชีวิตของชาวเลบานอนยากลำบากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอยู่แล้ว เนื่องจากน้ำมันเตาที่ให้พลังงานกับเลบานอนได้หายไปจากตลาด ชาวเลบานอนจึงต้องร้อนอบอ้าวอยู่ที่บ้านในช่วงหน้าร้อน โดยไม่มีแสงสว่างหรือไฟฟ้า ข้าวของในตู้เย็นก็ต้องถูกทิ้งเป็นประจำ หลังพบกรณีอาหารเป็นพิษในเลบานอนเพิ่มขึ้น ในอัตราที่น่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ก็ต้องเผื่อเวลาสำหรับการเติมน้ำมันรถด้วย เนื่องจากมีรถจำนวนมากต่อแถวยาวเหยียด เพื่อรอเติมน้ำมันในสถานีที่ยังเปิดให้บริการ หลายคนบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ตอนนี้เลวร้าย ยิ่งกว่าช่วงสงครามกลางเมืองในปี 1975-1990 เสียอีก

รายงานฉบับหนึ่งของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เตือนถึงอัตราการส่งน้ำประปาไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วเลบานอนจะค่อยๆ ลดลงภายในระยะเวลาสี่ถึงหกสัปดาห์สืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า

เฮ็นเรียตตา ฟอเร หนึ่งในคณะกรรมการบริหารของยูนิเซฟกล่าวว่า “ผู้คนกว่า 4 ล้านชีวิตทั่วเลบานอนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและครอบครัวที่เปราะบาง ต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงหรือไม่ก็ถูกตัดออกจากการเข้าถึงน้ำสะอาดโดยสิ้นเชิงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เว้นแต่จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน”

ในเดือนกรกฎาคมการประปาเลบานอนเหนือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเริ่มปันส่วนการจ่ายน้ำจากสถานีสูบน้ำและบ่อน้ำในภูมิภาคต่างๆ ของเลบานอน ขณะที่การประปาในจังหวัดบิกออ์ ได้ประกาศสถานการณ์น้ำขัดข้องเนื่องจากไฟฟ้าดับที่สถานีสูบน้ำ

รายงานของยูนิเซฟระบุว่าประชากรเลบานอนอย่างน้อยร้อยละ 70 กำลังเผชิญกับการขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ขณะที่อีกหลายคนกำลังเสี่ยงที่จะไม่เหลือน้ำสะอาดใช้อีกเลยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านสกุลเงินปอนด์เลบานอนหรือลีราก็ร่วงหนักเช่นเดียวกันโดยค่าเงินลดลงแล้วร้อยละ 90 ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี เมื่อปี 2019 เงิน 1,000 ปอนด์เลบานอนสามารถซื้อน้ำดื่มได้ 4 ลิตร แต่ในปัจจุบันซื้อได้เพียง 0.5 ลิตร เท่ากับราคาน้ำดื่มสูงขึ้น 8 เท่าในระยะเวลาอันสั้น

เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงเครื่องสูบน้ำ และไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุง ระบบประปาสาธารณะก็อาจล่มสลายได้ ยูนิเซฟประมาณการว่าค่าน้ำจะเพิ่มขึ้นราว 200 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนเมื่อต้องจัดหาน้ำจากแหล่งผลิตอื่นหรือบริษัทเอกชน ยูนิเซฟชี้ว่าต้องใช้งบประมาณราว 40 ล้านดอลลาร์ต่อปีเป็นอย่างน้อยเพื่อจัดหาเชื้อเพลิง คลอรีน อะไหล่และการบำรุงรักษาที่จำเป็น เพื่อให้ระบบประปาของรัฐยังสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านธนาคารกลางได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่าไม่สามารถอุดหนุนราคาน้ำมันนำเข้าได้อีกต่อไปแล้วและจำเป็นต้องปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ทว่ารัฐบาลรักษาการณ์คัดค้านการตัดสินใจของธนาคารกลาง ไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาขายน้ำมัน ความขัดแย้งนี้ทำให้บรรดาผู้นำเข้าน้ำมันหยุดชะงักและทำให้เสบียงน้ำมันในประเทศเหลือน้อยลงเรื่อยๆ

  • ข้าวของราคาแพง

เมื่อตอนต้นปีนี้ รัฐบาลเลบานอนปรับราคาขนมปังและแป้ง ที่รัฐบาลอุดหนุนขึ้นอีกร้อยละ 20 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 แล้วในเวลาไม่ถึง 1 ปี แม้ว่าประชาชนจะกำลังประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศก็ตาม โดยอธิบายว่าต้นทุนข้าวสาลีทั่วโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ก็สูงขึ้น กระทรวงจึงจำเป็นต้องปรับราคาขนมปังและแป้ งที่รัฐอุดหนุนเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร

และเพิ่มเติมอีกว่าขนมปังชนิดแบนถุงเล็ก จะปรับราคาขึ้นจาก 1250 ลีรา (24.82 บาท) เป็น 1750 รีลา (34.75) แต่จะเพิ่มปริมาณให้อีก 50 กรัม และกระทรวงจะทบทวนราคาใหม่อีกครั้งเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ลดลงหรือราคาข้าวสาลีทั่วโลกลดลง

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าราคาขนมปังซึ่งเป็นอาหารหลักของคนในประเทศ เพิ่มขึ้นแล้วร้อยละ 144 และชาวเลบานอนกว่าครึ่งหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจน ขณะที่หลายหมื่นคนสูญเสียงานและแหล่งรายได้

  • เวชภัณฑ์ขาดแคลน

ผู้นำเข้ายาในเลบานอนได้เตือนเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมว่า เลบานอนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนยานำเข้าอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรัง ท่ามกลางการขาดแคลนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศภายในเลบานอน

สมาคมผู้นำเข้ายาแห่งเลบานอนกล่าวว่า “ยาสำคัญหลายร้อยตัวที่ใช้ในการรักษาโรคเรื้อรังและโรคที่รักษาไม่หายได้หมดไปจากคลัง ของบรรดาบริษัทนำเข้ายานานหลายสัปดาห์แล้ว” และเตือนอีกว่ายาอื่น ๆ อีกนับร้อยชนิด ก็จะหมดจากคลังเช่นเดียวกันภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หากการนำเข้ายายังไม่กลับสู่สถานะปกติ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเลบานอน กล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ว่า เลบานอนกำลังขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ราวร้อยละ 70แม้ว่าบริษัทผู้นำเข้ายังคงจัดหายาสองสามตัวที่ยังมีอยู่ในสต็อก ส่งให้ตลาดอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก และเป็นเวลานานกว่า 1 ปีครึ่งแล้ว ที่เลบานอนได้เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง ที่นำพาประเทศสู่ปากเหวแห่งการล่มสลายทางการเงิน

  • เศรษฐกิจล่มสลาย

ธนาคารโลกกล่าวในรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า เศรษฐกิจของเลบานอนกำลังจมอยู่ในภาวะสุญญากาศโดยเจตนา ซึ่งเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของทางการในการจัดการกับวิกฤต หลังนิตยสาร เลบานอน อีโคโนมิค มอร์นิเตอร์ (Lebanon Economic Monitor) ฉบับฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 ทำนายว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลง 19.2% ในปีนี้ และคาดการณ์อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่ 194 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า

แถลงการณ์ของธนาคารโลกกล่าวว่า “เป็นอีกหนึ่งปีที่วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงของเลบานอน ขาดการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพโดยเจตนา ทำให้ตกอยู่ในภาวะสุญญากาศอย่างยาวนาน โดยเศรษฐกิจของเลบานอนเริ่มทรุดลงเมื่อปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการทุจริตและการจัดการที่ผิดพลาดหลายปี

วิกฤตดังกล่าวเลวร้ายยิ่งขึ้น จากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศ ทำให้ประเทศเป็นอัมพาตเมื่อปลายปีที่แล้ว และการระบาดของโควิด -19 ในปีนี้ การระเบิดที่ท่าเรือเบรุตเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2020 เป็นหนึ่งในการระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ประเทศต้องล่มจมและกระตุ้นให้เกิดความไม่ไว้วางใจของสาธารณชน” ธนาคารโลกยังเตือนว่า เลบานอนกำลังทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนทรัพยาก รซึ่งรวมถึงทุนมนุษย์ด้วย

ในปี 2020 เลบานอนผิดนัดชำระหนี้ที่ธนาคารกำหนดให้มีการควบคุมเงินทุน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3 หลัก ทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด แต่แทนที่จะใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ ชนชั้นนำทางการเมืองของเลบานอน ก็ยังคงไม่พอใจและทะเลาะกันเอง

โดยรัฐบาลชุดก่อน ที่นำโดย ฮัสซัน ดีย๊าบ (Hassan Diab) ล้มเหลวในการนำนโยบายที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อรับมือกับวิกฤต ก่อนจะลาออกภายใต้แรงกดดันจากเหตุระเบิดเมื่อเกือบ 4 เดือนที่แล้ว และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่”

ซารอจ คูมาร์ จาฮฺ (Saroj Kumar Jha) ผู้อำนวยการภูมิภาคของธนาคารโลก กล่าวว่าการขาดฉันทามติทางการเมือง เกี่ยวกับลำดับความสำคัญของประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถของเลบานอน ในการดำเนินนโยบายการพัฒนาในระยะยาว” เขาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่สามารถใช้มาตรการฉุกเฉินระยะสั้นอย่างรวดเร็ว และจัดการกับความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว“ สิ่งนี้เป็นความจำเป็นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชาวเลบานอน”

ชาวเลบานอนโผซบไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ