skip to Main Content

UPDATE : ชาวโรฮิงญาในค่ายบังกลาเทศกับความหวาดกลัวทั้งตำรวจบังคลาเทศและกลุ่ม ARSA

ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาในค๊อกซ์ บาซาร์ กล่าวว่าพวกเขาติดอยู่ท่ามกลาง ‘ความโหดร้าย’ ของตำรวจที่กล่าวหาพวกเขาและความรุนแรงโดยกลุ่มติดอาวุธในชุมชน
.
กองกำลังความมั่นคงของบังกลาเทศเริ่มการปราบปรามหลังจากการสังหาร โมฮิบุลลอฮฺ นักเคลื่อนไหวชาวโรฮิงญาที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในระยะประชิดโดยมือปืนที่สำนักงานของเขาในค่ายผู้ลี้ภัยกูตูปาลอง เมื่อปลายเดือนกันยายน
.
หลังจากการสังหารของ โมฮิบุลลอฮฺ รัฐมนตรีต่างประเทศบังกลาเทศ อับดุลการีม อับดุลมูมิน ให้คำมั่นที่จะดำเนินการ “รุนแรง” กับผู้โจมตี และว่า “จะไม่มีใครรอด” จนถึงขณะนี้มีชาวโรฮิงญามากกว่า 170 คนถูกจับกุม ส่วนหนึ่งของการปราบปราม
.
ผู้ลี้ภัยกล่าวว่าการฆาตกรรมของ โมฮิบุลลอฮฺ กลายเป็นข้ออ้างสำหรับกองกำลังบังคลาเทศที่จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างรุนแรงกับข้อกล่าวหาแบล็กเมล์ การขู่กรรโชก การละเมิดต่างๆ กระทั่งการล่วงละเมิดทางเพศ
.
อัลญะซีเราะฮฺได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยบางคนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว
อะหมัด ผู้ลี้ภัยคนหนึ่งกล่าวว่าเขาเห็นเจ้าหน้าที่ติดอาวุธขอให้ผู้หญิง “ถอดนิกอบ (การฮิญาบแบบคลุมหน้า) ของเธอออก” ในอีกกรณีหนึ่ง เขาอ้างว่าได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตะโกนขณะอยู่บริเวณด่าน เมื่อฉันถามเหตุผลกับเธอ เธอบอกว่าตำรวจใช้เหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อจับส่วนสงวนของเธอ
.
มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของ โมฮิบุลลอฮฺ ทำให้ชาวโรฮิงญาเกือบทุกคนในค่ายตกเป็นผู้ต้องสงสัย
“99 % ของผู้ลี้ภัยไม่ได้เลวร้าย แต่พวกเขาปฏิบัติต่อเราเหมือนกันทุกคน”
.
ฮุสเซน ผู้ลี้ภัยอีกคนหนึ่งบอกกับอัลญะซีเราะฮฺว่า เขาประสบกับเหตุการณ์การขู่กรรโชกทรัพย์อย่างน้อย 8 ครั้ง โดยกองกำลังรักษาความมั่นคง มีจำนวนเงินตั้งแต่ 700 ตากาบังคลาเทศ (268 บาท) ถึง 2,000 ตากา (766 บาท) เพื่อแลกกับการเอาโทรศัพท์มือถือคืน ถูกสอบปากคำเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ในรายชื่อผู้ติดต่อของเขาด้วย
.
ฮุซเซนกล่าวต่ออีกว่า พวกเขาจะตรวจสอบ WhatsApp, Facebook, email, messenger. ของเรา หากพบการติดต่อจากต่างประเทศ พวกเขากล่าวหาว่าเราขายข้อมูลและทำงานร่วมกับผู้ก่อการร้าย ถ้าเราไม่ให้เงิน เขาก็จะพาเราไปโรงพัก พวกเขาปฏิบัติต่อเรายิ่งกว่าสัตว์เสียอีก
เขากล่าวว่าจุดตรวจที่ค่ายย้ำว่า “เขาอยู่ในเมียนมาร์ภายใต้การปกครองของทหารที่โหดร้าย “ตำรวจไม่มีมนุษยธรรมหรือความเห็นอกเห็นใจ เมื่อคนต้องการความช่วยเหลือ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือเงิน”
.
ญาบิ๊ร ผู้ลี้ภัยอีกคนกล่าวว่า เขาถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้าย โดยใช้โทรศัพท์ส่งข้อมูลให้ ARSA เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มปรากฏบนฟีด Facebook ของเขา เขาถูกพากลับบ้านโดยถูกบังคับให้จ่ายเงิน ไม่งั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อผู้ต้องสงสัยและถูกจับกุม
ญาบิ๊รกล่าวอีกว่า”ฉันกลัว เราไม่เคยได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถูกจับจับกุม แต่พวกเขาถ่ายรูปของฉันและบอกฉันว่าอย่าพูดเรื่องนี้กับใครเลย”
.
อัมรอน ผู้ลี้ภัยอีกคนกล่าวว่า เขาเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้บลูทูธเพื่อส่งรูปถ่ายของสมาชิก ARSA ไปยังโทรศัพท์ของชาวโรฮิงญาที่กำลังถูกตรวจสอบที่จุดตรวจ
“พวกเขาต้องการกุเรื่องเพื่อเรียกเงิน และถ้าฉันไม่ให้ ฉันอาจกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมของโมฮิบุลลอฮฺก็ได้”
.
ไซฟุ้ล อัรกานี นักข่าวท้องถิ่นชาวโรฮิงญาบอกกับอัลญะซีเราะฮฺว่า “การกำหนดเป้าหมายของชาวโรฮิงญาที่บริสุทธิ์กำลังสร้างสถานการณ์ที่อันตราย” ในค่าย
.
ขณะเดียวกันนักข่าววัย 25 ปีรายนี้ กล่าวว่า “เขากำลังซ่อนตัวอยู่หลังจากการสัมภาษณ์พี่ชายของโมฮิบุลลอฮฺ ก่อให้เกิดการขู่ฆ่าจาก ARSA” ซึ่งเมื่อชาวโรฮิงญาถูกตำรวจคุกคามจากการจับกุม พวกเขาจึงหนีออกจากที่พักพิงและมองหาที่หลบซ่อน หากหาไม่พบ ก็เข้าร่วม ARSA”
.
นาอิมัล ฮัก หัวหน้ากองพันตำรวจติดอาวุธของบังกลาเทศปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการแบล็กเมล์และการกรรโชกทรัพย์
.
“เรายังไม่ได้รับข้อมูลประเภทนี้จากใครเลย ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพื้นที่ค่าย ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและกระบวนการสอบสวน” เขากล่าวกับอัลญะซีเราะฮฺ.
เขากล่าวอีกว่า “มีกิจกรรมที่ผิดกฎหมายบางอย่างเกิดขึ้นในบริเวณค่าย เช่น การลักพาตัวและยาเสพติด ดังนั้นตำรวจจึงจับกุมเฉพาะคนประเภทนี้เท่านั้น”
.
ขณะที่ประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรีชาวโรฮิงญาโดยตำรวจ เขากล่าวว่า “นี่เป็นเท็จทั้งหมด เราไม่มีรายงานแบบนี้ในประเทศของเรา”
.
หลังการเสียชีวิตของโมฮิบุลเลาะฮฺ วัย 46 ปี เป็นอดีตครูสอนวิทยาศาสตร์ที่กลายมาเป็นผู้นำของสมาคมอาระกันโรฮิงญาเพื่อสันติภาพและสิทธิมนุษยชน
ชาวบ้านกล่าวว่าความพยายามที่จะไม่ใช้ความรุนแรงในการรักษาความปลอดภัยเพื่อการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศนั้น ขัดแย้งกับแนวทางของกองทัพกอบกู้ชาวโรฮิงญาแห่งอาระกัน (ARSA) ซึ่งครอบครัวของโมฮิบุลลอฮฺกล่าวหาว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังการสังหารดังกล่าว
ARSA เดิมชื่อ ฮะรอกะตุ้ล ยะกีน เกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2016 โดยอ้างว่าต่อสู้เพื่อชาวโรฮิงญามากกว่าหนึ่งล้านคนที่ถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงสัญชาติด้วย
ดร. อัรชิน อะดี๊บ มุก๊อดดัม ศาสตราจารย์ระดับโลกจากมหาวิทยาลัย SOAS บอกกับอัลญะซีเราะฮฺว่า
“โมฮิบุลเลาะห์เป็นเหยื่อของการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เขาตกเป็นเป้าหมายเพื่อปราบผู้นำด้านสิทธิพลเมืองและย้ายการต่อสู้ออกจากการเจรจาอย่างสันติและการแสวงหาฉันทามติทางสังคม”
ชายชาวโรฮิงญาคนหนึ่งบอกกับอัล-ญะซีเราะฮฺ การสังหารโมฮิบุลเลาะฮฺเกิดจาก “ความอิจฉา” ของบรรดาผู้ที่ไม่สนับสนุนเขา เพียงเพราะว่า “เขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับ ¬¬¬ARSA”
.
ความรุนแรงของ ARSA ซึ่งอ้างอิงในวิดีโอแถลงการณ์ที่อัลญะซีเราะฮฺได้เห็น โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าสามีของเธอถูกฆ่าโดยสมาชิกของกลุ่ม
“ลูกสาวของฉันและฉันพยายามที่จะหยุดพวกเขา แต่พวกเขาตีฉันอย่างไร้ความปราณีแล้วพาเขาไป” เธอกล่าวในวิดีโอ
.
ชายชาวโรฮิงญาคนหนึ่งอ้างว่ามีสมาชิกนอกเครื่องแบบของ ARSA ทำให้การประเมินขนาดของกลุ่มนั้น“ยากมาก” เขาอ้างว่าขนาดของกลุ่มมัน “ใหญ่มาก” และมี “ผู้สนับสนุนทางการเงินในปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย”
.
แต่เขาบอกว่าคนในค่ายไม่กล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา เพราะ “คนที่คุณนั่งข้างๆ อาจเป็นสมาชิกของ ARSA ก็ได้”
.“เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ เราไม่สามารถต่อต้านพวกเขาได้ เพราะเราไม่รู้ว่าใครในค่ายอยู่กับพวกเขา พวกเขาสามารถมาในเวลากลางคืนโดยปิดหน้า และพาเราออกจากที่พักพิงและฆ่าเรา ดังนั้นเราจึงอยู่เงียบ ๆดีกว่า “เขากล่าว
ขณะที่เขาเห็นด้วยกับนักข่าวไซฟุ้ล อัรกานีที่รายงานว่า ตำรวจขู่ว่าจะจับกุมชาวโรฮิงญาผู้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นในค่าย โดยกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับ ARSA

ชาวโรฮิงญาในค่ายบังกลาเทศกับความหวาดกลัวทั้งตำรวจบังคลาเทศและกลุ่ม ARSA

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ