skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ดัชนีคอรัปชั่นในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกคงที่

รายงานชื่อ “2021 Corruption Perceptions Index” ของหน่วยงาน Transparency International ซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคาร ระบุว่าปัญหาคอรัปชั่นทั่วโลกยังอยู่ที่ระดับคงเดิมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดย 86 % ของประเทศซึ่งอยู่ในการสำรวจ แทบไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเรื่องนี้เลย และไทยกับฟิลิปปินส์ก็เป็นสองประเทศของอาเซียน ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุดด้วย

รายงาน Corruption Perceptions Index หรือ CPI ของหน่วยงาน Transparency International จัดอันดับประเทศและดินแดนต่างๆ 180 แห่งทั่วโลก จากระดับความรู้สึกเกี่ยวกับหรือการมองปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐของแต่ละประเทศ โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งภายนอก 13 แหล่ง ซึ่งรวมทั้งจากธนาคารโลก จาก World Economic Forum จากบริษัทที่ปรึกษาและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งจากหน่วยงานคลังสมอง เป็นต้น

📌 หลักการให้คะแนน

โดยมีการให้คะแนนในเรื่องนี้ตั้งแต่ศูนย์ซึ่งหมายถึงมีปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับสูงไปจนถึงคะแนน 100 ซึ่งสะท้อนถึงความใสสะอาดในการทำงานของระบบการบริหารภาครัฐ และคะแนนดังกล่าวก็เป็นเครื่องสะท้อนความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งจากผู้ประกอบธุรกิจด้วย

Transparency International พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคะแนนเฉลี่ยของเรื่องนี้ในระดับโลกอยู่ที่ 43 จาก 100 โดยไม่เปลี่ยนแปลง และมีประเทศถึงราว 2 ใน 3 ที่อยู่ในการสำรวจซึ่งได้คะแนนต่ำกว่า 50 จาก 100 คะแนนด้วย

สำหรับประเทศซึ่งได้คะแนนสูงสุดในแง่ความใสสะอาดปราศจากปัญหาคอร์รัปชั่นเมื่อปีที่แล้วนั้นคือเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ที่ 88 คะแนน โดยทั้งสามประเทศนี้อยู่ในกลุ่ม 10% แรกของประเทศที่มีเสรีภาพพลเมืองอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ขณะเดียวกันสามประเทศที่ติดอันดับรั้งท้ายก็ได้คะแนนต่ำในแง่เสรีภาพของพลเมือง คือซีเรียที่ได้ 13 คะแนนจาก 100 รวมทั้งโซมาเลียกับเซาท์ซูดานซึ่งก็ได้ 13 กับ 11 คะแนนตามลำดับ

ที่น่าสังเกตก็คือตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมามี 23 ประเทศที่ได้คะแนนจากดัชนี CPI นี้ลดลง และในกลุ่ม 23 ประเทศดังกล่าวก็มีสามประเทศซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอันได้แก่ออสเตรเลีย แคนาดา กับสหรัฐฯ ด้วย โดยสหรัฐฯ ซึ่งได้คะแนนลดลงมาอยู่ที่ 67 จาก 100 คะแนนไม่ติดกลุ่ม 25 ประเทศแรกที่ได้คะแนนสูงสุดอีกต่อไป

📌 แทบไม่มีความคืบหน้า

Transparency International พบว่าประเทศที่มีการละเมิดสิทธิพลเมืองอยู่เป็นประจำมักจะมีคะแนนดัชนี CPI นี้ในระดับต่ำ และการละเลยเพิกเฉยเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจะทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น รวมทั้งยังบั่นทอนประชาธิปไตยเป็นผลให้เกิดวงจรที่ชั่วร้ายตามมา และเมื่อสิทธิกับเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน และความเป็นประชาธิปไตยลดน้อยถอยลง แนวคิดแบบผู้เผด็จการที่ใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จก็จะเข้าครอบงำ ทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับสูงมากขึ้นไปอีก

ในส่วนของประเทศไทยนั้น Transparency International พบว่าไทยอยู่ในกลุ่ม 27 ประเทศซึ่งได้คะแนนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบเมื่อปี 2012 เป็นต้นมา โดยในกลุ่ม 27 ประเทศที่ได้คะแนนต่ำนี้ นอกจากประเทศไทยซึ่งได้คะแนนจากดัชนี Corruption Perceptions Index ที่ 35 จาก 100 และถูกจัดอยู่ที่อันดับ 110 จาก 180 ประเทศซึ่งมีการสำรวจในแง่ปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐแล้ว ฟิลิปปินส์ก็ติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกันด้วยคะแนน 33 จาก 100 คะแนนหรืออยู่อันดับที่ 117 รวมทั้งยังมีประเทศอื่นๆ ซึ่งพัฒนาแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ผลการวิเคราะห์ล่าสุดของ Transparency International บ่งชี้ว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะประเทศที่มีการคุ้มครองสิทธิพลเมืองเป็นอย่างดี มักจะได้คะแนนค่อนข้างสูงในดัชนี CPI ซึ่งชี้วัดถึงความใสสะอาด ในขณะที่ประเทศซึ่งไม่เคารพสิทธิพลเมืองนั้นก็มักจะได้คะแนนเกี่ยวกับการปลอดปัญหาคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน

📌 สาเหตุที่ไทยตกต่ำลง

หากดูข้อมูลดัชนี CPI ย้อนหลังไปในปี 2020 จากรายงาน Global Corruption Barometer Asia 2020 (GCB) ฉบับเต็มของ TI ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 จากการทำสำรวจความเห็นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2020 ต่อเรื่องการทุจริตในแง่มุมต่างๆ ด้วยแบบสอบถาม จากการสุ่มตัวอย่างในประเทศไทยจำนวน 1,000 คน มีถึง 88% ที่เห็นว่าการคอรัปชั่นในรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ และ 55% ที่เห็นว่าในรอบ 12 เดือนมีการคอรัปชั่นเพิ่มมากขึ้น(รายงานหน้า 8) แต่ผู้ที่ตอบแบบสอบถามเห็นว่า รัฐบาลจัดการกับปัญหานี้ได้แย่ถึง 73% (รายงานหน้า 13)

นอกจากนั้นในรายงานยังระบุอีกว่า จากตัวอย่าง 1,000 คนนี้ มีถึง 71% บอกว่าไม่มีความเชื่อใจต่อรัฐบาลหรือมีน้อย และยังเป็นประเทศที่คนไม่เชื่อใจหน่วยงานตำรวจสูงที่สุดในอาเซียนคือ 59% และคนที่ทำแบบสำรวจ 40% ก็ไม่เชื่อใจศาลด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานอย่างตำรวจรวมถึงองค์กรตุลาการขาดความน่าเชื่อถือและระบบที่ซื่อตรง ทั้งที่ตำรวจและองค์กรตุลาการควรจะเป็นแนวหน้าในการต่อต้านการคอรัปชั่น (รายงานหน้า 17)

รายงานยังมีคำถามถึงประสบการณ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามเคยเจอการทุจริตเมื่อต้องเข้าใช้บริการของหน่วยงานสาธารณะต่างๆ ในรอบ 12 เดือนก่อนทำแบบสำรวจอย่างไรบ้างพบว่า มีผู้ที่เคยจ่ายเงินใต้โต๊ะ 24% และ 27% ที่เคยใช้เส้นสาย 28% เคยได้รับข้อเสนอให้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ รวมถึงมีคน 15% ที่เคยมีประสบการณ์หรือได้รับรู้เรื่องราวว่ามีการหาประโยชน์ทางเพศ เช่นการใช้อำนาจหรือแลกเปลี่ยนด้วยการขอจับ ให้เปลือยหรือขอภาพเปลือย ไปจนถึงการขอมีเพศสัมพันธ์ (รายงานหน้า 53)

หากดูในรายละเอียดของการจัดอันดับของทั้ง TI และ WJP การป้องกันทุจริตนอกจากเรื่องความโปร่งใสแล้วยังเกี่ยวพันกับสิทธิทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมและเสรีภาพของประชาชนด้วย แต่สำหรับประเทศไทยประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ยังอยู่ในสถานะ “ไร้เสรีภาพ” ตามรายงานของฟรีดอมเฮาส์ที่ออกมาเมื่อเดือนมีนาคมปี 2021

จากรายงานของฟรีดอมเฮาส์จัดให้ไทยอยู่ในสถานะนี้เกือบจะต่อเนื่องกัน 5 ปี ตั้งแต่ 2017-2021 มีปี 2020 ที่ไทยได้ขยับขึ้นมาเป็น ‘มีเสรีภาพบางส่วน’ ก่อนจะตกกลับลงมาที่เดิมเหมือนช่วงรัฐบาลทหารทั้งจากปัญหาการข่มขู่คุกคามจับกุมประชาชน จำกัดเสรีภาพสื่อ ทำให้ไทยมีคะแนนเสรีภาพอยู่ที่ 30 คะแนนจากเต็ม 100 คะแนน

📌 รากเหง้าของปัญหา

ในรายงานของฟรีดอมเฮาส์มีหัวข้อเกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาลที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 12 คะแนนจากคะแนนรวมทุกหัวข้อคือ 100 คะแนน โดยมีประเด็นที่ใช้พิจารณาให้คะแนน 3 ประเด็นคือ ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสุจริตและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาล มาตรการป้องกันการทุจริตของภาครัฐ การเปิดกว้าง และความโปร่งใสของรัฐบาล ซึ่งไทยได้ไปเพียง 2 คะแนนเท่านั้นในหัวข้อประสิทธิภาพของรัฐบาล

ประเด็นแรกรายงานระบุว่า แม้จะมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2019และพรรคฝ่ายค้านที่ได้ที่นั่งในสภาไปจำนวนมากก็ตาม แต่รัฐบาลไทยก็ยังมีอำนาจอย่างมาก ทั้งจากการที่วุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังได้สิทธิในโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ (long term strategy) ร่วมกับ ส.ส. และอดีตผู้นำทหารและพวกพ้องยังคงเป็นผู้ตัดสินใจในการออกนโยบายและกฎหมายใหม่ต่างๆ นอกจากนั้นรายงานยังระบุถึงการขยายอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารของสถาบันกษัตริย์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

ประเด็นที่สอง มาตรการป้องกันการทุจริตในภาครัฐของไทย รายงานระบุว่ากฎหมายต่อต้านการทุจริตของไทยไม่ได้ถูกนำมาบังคับใช้อย่างเพียงพอ การติดสินบนเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติทั้งในภาคธุรกิจ การบังคับใช้กฎหมาย และระบบยุติธรรม ทั้งที่ ปปช.เองก็ได้รับคำร้องเป็นจำนวนมากในแต่ละปี อีกทั้งกฎหมายต่อต้านการทุจริตก็ผ่านออกมในช่วงรัฐบาล คสช. แต่รัฐบาลทหารเองก็เข้าไปเกี่ยวพันกับการทุจริตอย่างกว้างขวาง เล่นพรรคเล่นพวกและใช้ระบอบอุปถัมภ์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกเลยแม้ว่าจะเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลกึ่งพลเรือนตั้งแต่ 2019 แล้วก็ตาม

ประเด็นที่สามเรื่องความโปร่งใส รายงานระบุว่า หลังเลือกตั้ง 2019 ทำให้ไทยกลับมามีรัฐสภาที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอีกครั้ง ทำให้ภาพรวมของด้านความโปร่งใสของรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทัพก็ยังคงเข้ามาครอบงำการดำเนินงานรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในการตัดสินใจในประเด็นสำประเด็นสำคัญๆ และการผ่านกฎหมายต่างๆ ออกมา โดยที่กองทัพเองก็ไม่มีความโปร่งใสและตรวจสอบไม่ได้ด้วย

 

 

ที่มา :
voa : https://www.voathai.com/a/transparency-cpt-index-ct/6412406.html
prachatai : https://prachatai.com/journal/2022/01/96967

ดัชนีคอรัปชั่นในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกคงที่

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ