skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ถอดบทเรียนวิกฤตศรีลังกา – 50 ประเทศ เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประชาชนศรีลังกานับพันบุกเข้าไปยังทำเนียบประธานาธิบดี เปิดเผยให้เห็นภาพความฟุ่มเฟือยของตระกูลราชปักษา ที่ครองอำนาจศรีลังกามานานนับทศวรรษ การประท้วงที่ลุกลามในศรีลังกาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากประเทศประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุด นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อ 70 ปีก่อน

หลังจากการบุกยึดทำเนียบประธานาธิบดีศรีลังกา ส่งผลให้ โกตาพญา ราชปักษา ประธานาธิบดีของประเทศตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังจากราชปักษาพยายามยื้อเก้าอี้ผู้นำประเทศของตนเองมาอย่างยาวนาน และเมินเฉยต่อการประท้วงขับไล่ตนเองมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ประชาชนยังคงยืนยันว่า พวกตนจะยังคงยึดทำเนียบประธานาธิบดีเอาไว้ จนกว่าราชปักษาจะลาออกจากการเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ราชปักษาสัญญาว่าตนจะลาออกในวันที่ 13 ก.ค.นี้ โดยล่าสุดราชปักษาได้หนีออกนอกประเทศสำเร็จแล้ว

การประท้วงในอีกระลอกล่าสุด เกิดขึ้นหลังจากราชปักษาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าง รานิล วิกรมสิงเห แทนนายกรัฐมนตรีคนเดิมที่เป็นพี่ชายของตนเองอย่าง มหินทรา ราชปักษา อย่างไรก็ดี วิกรมสิงเหไม่สามารถบริหารให้ศรีลังกา มีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ล้มละลายกระเตื้องขึ้นมาได้ ประชาชนผู้โกรธแค้นตัดสินใจบุกและเผาบ้านพักส่วนตัวของวิกรมสิงเห จนทำให้วิกรมสิงเหตัดสินใจประกาศว่า ตนจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้รัฐสภาศรีลังกาจะเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันที่ 20 กรกฎาคม โดยประธานสภาผู้เเทนราษฎร มหินธา ยาปา อะเบย์วาร์เดนา กล่าวว่าจะมีการประชุมสภาในวันศุกร์นี้ และ ในอีก 5 วันจากนั้นจะลงมติเลือกประธานาธิบดี

ถึงแม้ว่าปัญหาของศรีลังกาจะมีลักษณะเฉพาะตัวคือ ความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจของตระกูลราชปักษา แต่ความผิดพลาดในการบริหารงานของรัฐบาล ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ศรีลังกา เดินเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจล้มละลาย ศรีลังกาเดินมาถึงจุดนี้เพราะมีปัจจัยจากภายนอกเป็นแรงกระแทกเพิ่มเข้าไปด้วย อย่างแรกคือการระบาดของโควิด อย่างที่สองคือ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้น และสุดท้ายคือ สงครามของรัสเซียในยูเครนที่ทำให้ราคาอาหารและพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยของหายนะที่เกิดขึ้นในศรีลังกาหลังสงครามในยูเครน ศรีลังกาคือเหยื่อรายแรกๆที่กลายเป็นประเทศที่ผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังตกอยู่ในสภาวะของความเสี่ยงในลักษณะนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

📌 50 ประเทศ เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าว Bloomberg ตีพิมพ์บทความที่ชื่อว่า “วิกฤตผิดนัดชำระหนี้ครั้งประวัติศาสตร์กำลังคืบคลานเข้าสู่หมู่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” โดยมีรายชื่อ 50 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ ประเทศที่เสี่ยงมีทั้งในลาตินอเมริกา เอเชียแปซิฟิกและ แอฟริกา

ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เอลซัลวาดอร์ กานา ตูนีเซีย ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำลงมา เช่น อียิปต์ อาเจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี ที่น่าสนใจคือ มีประเทศในอาเซียนอยู่ในรายชื่อ 50 ประเทศนี้ด้วย คือ อินโดนีเซีย ในอันดับที่ 34 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 35 มาเลเซีย  อยู่ที่ 39 และเวียดนามที่ 41อะไรทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกจัดให้อยู่ในประเทศที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้

ดูจาก 4 ปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูง และมีสัดส่วนหนี้ที่กู้จากต่างประเทศเยอะ หนี้สาธารณะคือ หนี้ที่รัฐบาลกู้ ส่วนใหญ่เพื่อนำลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาจเป็นการกู้ในประเทศหรือกู้จากต่างประเทศก็ได้

ทั้งนี้การกู้จากต่างประเทศมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะต้องแบกรับกับความผันผวนของค่าเงิน ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศที่มีหนี้สาธารณะที่เป็นหนี้ต่างประเทศสูงจึงมีความเสี่ยงสูง เช่น ในอาร์เจนตินาซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับ 7 ของประเทศที่เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ อาร์เจนตินามีหนี้สาธารณะ 74.4 เปอร์เซนต์ ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกประเทศ เช่น หนี้ไอเอ็มเอฟ

โดยเมื่อปี 2018 รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีเมาริซิโอ มากริ ลงนามกู้เงินจากไอเอ็มเอฟคิดเป็นมูลค่า 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการปล่อยเงินกู้จำนวนสูงที่สุดเท่าที่ไอเอ็มเอฟเคยปล่อย โดยในข้อตกลงอาเจนตินาจะแบ่งจ่ายหนี้เป็น 3 งวด โดยกำหนดงวดสุดท้ายคือปี 2024 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า มีแนวโน้มสูงที่อาเจนตินาจะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้วิกฤตเศรษฐกิจซับซ้อนไปมากกว่านี้ และสภาวะเช่นนี้จะทำให้เกิดการประท้วง ความวุ่นวายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

การประท้วงใหญ่ในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันชาติอาร์เจนตินา คนจำนวนมากออกมาตามท้องถนน เรียกร้องให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายหนี้คืนไอเอ็มเอฟ

ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็มีการรวมตัวกันของคนขับรถบรรทุก ปิดถนนหลักหลายสายของประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขราคาน้ำมันแพง

นอกจากพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ข้าวของต่างๆก็แพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาปีนี้ จะพุ่งกว่าร้อยละ 70

สิ่งที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาคือหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่อยู่ในลิสต์ 50 ประเทศที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

📌 วิกฤตปากท้องไม่ได้เกิดแต่กับศรีลังกา

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนต่อโลก เพราะวิกฤตด้านปากท้องเช่นนี้ไม่ได้เกิดแค่ในศรีลังกาประเทศเดียว แต่ยังเกิดกับที่อื่นๆ ด้วย มีรายงานของสหประชาชาติระบุว่า ประชากร 1,600 ล้านคนจาก 94 ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตด้านอาหาร พลังงาน และระบบการเงิน

รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ในขณะที่ศรีลังกาประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานจนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนเพราะครูและนักเรียนไม่มีน้ำมันเติมเพื่อเดินทางมาโรงเรียนได้ ประเทศอื่นๆ อย่าง ลาว, ปากีสถาน, เวเนซุเอลา และกินี ก็กำลังประสบปัญหาราคาอาหาร, เชื้อเพลิง และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ราคาเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในยูเครนด้วย ผลพวงจากเรื่องนี้เป็นการซ้ำเติมให้วิกฤตเศรษฐกิจหนักหนาสาหัสขึ้นหลังจากวิกฤต COVID-19ทำให้เกิดภาวะชะงักงันทางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอื่นๆ ธนาคารโลกประมาณการว่าในปี 2022 นี้ ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาจะมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าระดับก่อนหน้าที่จะเกิด COVID-19 ร้อยละ 5

ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองได้ส่งผลให้เกิดการประท้วงในหลายประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีการกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงเพื่อนำมาช่วยเหลือบรรเทาวิกฤตจาก COVID-19 ทำให้มีการสร้างหนี้ทับถมเพิ่มขึ้นในประเทศที่พยายามจะจ่ายหนี้คืนอยู่แล้ว สหประชาชาติระบุว่ามีประเทศยากจนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่จะเกิดปัญหาภาวะหนี้สินหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหานี้ ประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งประสบกับปัญหาที่สร้างความทุกข์ยากให้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน, ปัญหาสงครามกลางเมือง, ปัญหาการรัฐประหาร หรือหายนะอื่นๆ

📌 ตัวอย่างประเทศเหล่านี้ได้แก่

1.อียิปต์ มีอัตราเงินเฟ้อทะยานสูงขึ้นเกือบร้อยละ 15 ในเดือน เม.ย. ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนโดยเฉพาะกับประชากรที่เป็นคนจน 1 ใน 3 จากประชากรในประเทศทั้งหมด 103 ล้านคน พวกเขาเหล่านี้เผชิญกับความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจมากพออยู่แล้วจากนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล ที่มีการลอยตัวค่าเงินและตัดงบประมาณช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิง, น้ำ และไฟฟ้า ธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อและบรรเทาภาวะค่าเงินอ่อนตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้อียิปต์ใช้หนี้ต่างชาติได้ยากขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศของอียิปต์ลดลง ประเทศใกล้เคียงอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้สัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่อียิปต์ในวงเงิน 22,000 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบเงินฝากและการลงทุนโดยตรง

2. ลาว เป็นประเทศขนาดเล็กไม่อยู่ติดทะเลที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งจนกระทั่งเกิดวิกฤต COVID-19 ลาวเองก็มีปัญหาหนี้สินพุ่งสูงขึ้นแบบเดียวกับศรีลังกา และกำลังเจรจาหารือกับเจ้าหนี้ของตัวเองอยู่ว่าจะจ่ายหนี้หลายพันล้านดอลลาร์ของตัวเองอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนมากสำหรับลาวเพราะการเงินของรัฐบาลกำลังอ่อนแอ มีเงินสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่น้อยกว่าปริมาณที่จะสามารถใช้จ่ายนำเข้าในช่วงเวลาสองเดือน การที่ค่าเงินกีบอ่อนตัวลงร้อยละ 30 ก็ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง มีปัญหาราคาสิ่งของเพิ่มสูงขึ้นและปัญหาคนตกงานเนื่องจากวิกฤต COVID-19 สิ่งเหล่านี้ทำให้ปัญหาความยากจนรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

3. เลบานอน ประเทศนี้มีปัญหาเดียวกับศรีลังกาทั้งในเรื่องค่าเงินล่ม, ความขาดแคลน, เงินเฟ้ออย่างหนัก, ความอดอยากหิวโหยที่เพิ่มขึ้น, คนรอคิวเติมเชื้อเพลิงยาวเหยียด และการที่ชนชั้นกลางลดจำนวนลงอย่างมาก เลบานอนยังเผชิญสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลายาวนาน และมีอุปสรรคขัดขวางการฟื้นตัวคือความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและปัญหาการก่อการร้าย

ในช่วงปลายปี 2019 มีการเสนอแผนภาษีที่จุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นต่อกลุ่มชนชั้นนำและทำให้เกิดการประท้วงอย่างต่อเนื่องหลายเดือน ค่าเงินเริ่มดิ่ง เลบานอนมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระมูลค่า 90,000 ล้านคิดเป็นราวร้อยละ 170 ของจีดีพีของพวกเขา และเป็นหนึ่งในปริมาณหนี้สินที่มากที่สุดในโลก ในเดือน มิ.ย. 2021 ค่าเงินเลบานอนอ่อนตัวลงเกือบร้อยละ 90 ธนาคารโลกระบุว่าวิกฤตของเลบานอนเป็นหนึ่งในวิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดในโลกในช่วงมากกว่า 150 ปีที่ผ่านมา

4. เมียนมา ทั้งวิกฤต COVID-19 และปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในเมียนมา ต่างก็เป็นสิ่งที่ทับถมสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจของเมียนมา นับตั้งแต่ที่กองทัพยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือน ก.พ. 2021 ก็มีการโต้ตอบจากชาติตะวันตกด้วยการคว่ำบาตรที่ตั้งเป้าหมายเป็นกิจการที่มีกองทัพถือครองหุ้นอยู่ ซึ่งกิจการเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากต่อเศรษฐกิจของเมียนมา ในปีที่แล้วเศรษฐกิจของเมียนมาหดตัวลงร้อยละ 18 และมีการคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2022 มีประชาชนมากกว่า 700,000 คนที่ถูกบีบให้ต้องหนีตายออกจากบ้านตัวเองเพราะการสู้รบและความรุนแรงทางการเมือง สถานการณ์ในเมียนมาตอนนี้ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้ธนาคารโลกงดเว้นการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจเมียนมาในช่วงระหว่างปี 2022-2024ในรายงานเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด

5.ปากีสถาน เช่นเดียวกับศรีลังกา ปากีสถานมีการหารือเร่งด่วนกับไอเอ็มเอฟโดยหวังว่าจะทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือ 6,000 ล้านดอลลาร์ได้อีกครั้ง จากเดิมที่มีการสั่งพักเงินจำนวนนี้เอาไว้หลังเกิดเหตุโค่นล้มนายกรัฐมนตรี อิมราน ข่าน ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา การที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ราคาเชื่อเพลิงสูงขึ้นทำให้ราคาสิ่งของอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย มีการปรับลดงบประมาณนำเข้าชาลง 600 ล้านดอลลาร์และรณรงค์ให้มีการดื่มชาน้อยลงทำให้ชาวปากีสถานจำนวนมากไม่พอใจ ในช่วงปีที่ผ่านมา (2021) ค่าเงินรูปีของปากีสถานก็อ่อนตัวลงร้อยละ 30 เทียบกับค่าเงินดอลลาร์

นายกรัฐมนตรี ชาห์บัซ ชารีฟ พยายามเรียกการสนับสนุนจากไอเอ็มเอฟด้วยการขึ้นราคาเชื้อเพลิง ลดการให้เงินช่วยเหลือด้านพลังงาน และตั้งภาษีร้อยละ 10 กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูการเงินของประเทศ จากข้อมูลเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาระบุว่าปากีสถานมีเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงไปที่ระดับ 13,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับการนำเข้าภายในสองเดือน ธนาคารโลกเคยเตือนไว้ในการประเมินล่าสุดว่า เศรษฐกิจมหภาคของปากีสถานมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะล่ม

6. ตุรกี การเงินของรัฐบาลตุรกีกำลังย่ำแย่ลง บวกกับปัญหาการขาดดุลทางการค้าและขาดดุลบัญชีเงินทุน ต่างก็เป็นการตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจของตุรกีที่มีหนี้สินสูง ตุรกีประสบภาวะเงินเฟ้อมากกว่าร้อยละ 60 รวมถึงปัญหาอัตราการว่างงานสูง ธนาคารกลางของตุรกีอาศัยวิธีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับปัญหาวิกฤตการเงินหลังจากที่ค่าเงินลิราตกต่ำในช่วงปลายปี 2021 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร

มีการปรับลดภาษีและให้เงินช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อเป็นการลดแรงสะเทือนจากปัญหาเงินเฟ้อแต่ก็ทำให้การเงินของรัฐบาลอ่อนแอลง ครัวเรือนในตุรกีประสบปัญหาความยากลำบากในการหาเงินมาซื่ออาหารและสินค้าอื่นๆ ตุรกีมีหนี้ต่างชาติอยู่ที่ราวร้อยละ 54 ของจีดีพีตัวเอง ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับที่ขาดความยั่งยืนเมื่อพิจารณาจากหนี้สินของรัฐบาลปริมาณมากแล้ว

7. ซิมบับเว ภาวะเงินเฟ้อของซิมบับเวพุ่งสูงถึงมากกว่าร้อยละ 130 ทำให้เกิดความกลัวว่าประเทศนี้อาจจะเกิดปัญหาแบบเดียวกับในปี 2008 ที่เรียกว่า “ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง” (Hyperinflation) คือการเพิ่มขึ้นของราคาอย่างรวดเร็วและสูงเกินไป และไม่สามารถที่จะควบคุมราคาโดยทั่วไปของเศรษฐกิจได้ ซึ่งในยุคสมัยนั้นมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงอย่างหนักในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 500,000 ล้าน พอกพูนปัญหาให้กับเศรษฐกิจของพวกเขาที่เปราะบางอยู่แล้ว

ซิมบับเวดิ้นรนเพื่อที่จะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนภายในประเทศอย่างเพียงพอจากที่ก่อนหน้านี้เคยต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ มากมายมาเป็นเวลาหลายปีเพราะการที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง, ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน, การลงทุนต่ำ, การส่งออกต่ำ และหนี้สินสูง ภาวะเงินเฟ้อทำให้ชาวซิมบับเวไม่เชื่อมั่นในสกุลเงินของตัวเองทำให้เกิดความต้องการใช้เงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ผู้คนในซิมบับเวจำนวนมากต้องอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อเพื่อที่จะอยู่รอดในแต่ละวัน

 

 

 

 

ที่มา :
prachatai : https://prachatai.com/journal/2022/07/99479
pptvhd : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/176254
voa : https://www.voathai.com/a/6655717.html
voicetv : https://voicetv.co.th/read/g5E234Wei

ถอดบทเรียนวิกฤตศรีลังกา – 50 ประเทศ เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ