skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : เอมมานูเอล มาครง สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 20 ปี ที่ชนะการเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 แต่ชัยชนะนี้มีความท้าทายที่สาหัสกว่า 5 ปีที่ผ่านมา รออยู่เบื้องหน้า

หลังจากเอมมานูเอล มาครง นักการเมืองสายกลางวัย 44 ปี ของพรรคอองมาร์ช (La Republique en Marche) วัย 44 ปี เอาชนะมารีน เลอ เปน คู่แข่งหัวขวาจัดวัย 53 ปี ของพรรคราสซอมเบลอมอนต์ นาซิอองนาล (Rassemblement national) เขาได้ไปพบผู้สนับสนุนที่สวนสาธารณะช็อง เดอมาร์ส (Champ de Mars) ใกล้หอไอเฟล โดยบอกว่าเขารู้ว่าคนจำนวนมากที่ลงคะแนนเสียงให้เขาไม่ใช่เพราะแนวคิดของเขา แต่เพื่อหยุดแนวคิดของพวกขวาจัดและเรียกร้องให้ผู้สนับสนุน “มีน้ำใจและให้เกียรติ” ผู้อื่น เพราะประเทศชาติถูกปลุกเร้าด้วย “ความเคลือบแคลงสงสัยและความแตกแยกอย่างมาก”

มาครงบอกว่า “นับจากนี้ไปผมจะเป็นแคนดิเดตของพรรคไม่ได้อีกแล้ว ผมเป็นประธานาธิบดีของทุกคน!” และยอมรับว่าฝรั่งเศสเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความแตกแยก แต่ก็ให้คำมั่นว่า “จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างทาง”

ด้านมารีน เลอ เปน ขึ้นเวทีประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดยระบุว่ายอมรับผลการเลือกตั้ง และได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 43% ซึ่งคะแนนนี้สะท้อนถึงชัยชนะได้ในตัวเอง ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน เลอ เปน ยอมรับว่าไม่พอใจและรอสู้ต่อในการเลือกตั้งสมาชิกสภาในเดือน มิ.ย.

อย่างไรก็ตามหลังทราบผลการเลือกตั้ง ได้เกิดการประท้วงขึ้นตามถนนสายต่างๆ ในกรุงปารีสและเมืองลียงของฝรั่งเศส โดยผู้ประท้วงได้ขว้างปาดอกไม้ไฟใส่ตำรวจ และจับกลุ่มร้องตะโกนคำขวัญที่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดี ขณะที่ตำรวจพยายามสลายฝูงชน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว

ชัยชนะครั้งนี้นอกจากจะทำให้มาครงสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 20 ปี ที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ที่วาระของเขาจะยาวไปถึงปี 2027ที่จะรวมช่วงเวลาสำคัญที่ปรุงปารีสได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2024 ด้วย แต่อีกด้านหนึ่งชัยชนะครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ได้หอมหวานสำหรับมาครง แต่มีความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าที่ทำให้เขาอาจต้องเหนื่อยกว่าเมื่อ 5 ปีทีผ่านมา และสิ่งที่ปรากฎให้เห็นในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ

📌 คนออกไปใช้สิทธิ์น้อยทั้งรอบแรกและรอบชี้ขาด

– ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในปีนี้ มี 48.7 ล้านคน แต่มีคนออกไปใช้สิทธิ์เพียง 72% และการที่มีคนนอนหลับทับสิทธิ์ถึง 28% ถือเป็นตัวเลขสูงที่สุดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส รอบชี้ขาด นับตั้งแต่ปี 1969สะท้อนถึงความไม่ใส่ใจของชาวฝรั่งเศส ซึ่งการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน มีคนออกไปใช้สิทธิ์เพียง 65%
– ตัวเลือกระหว่าง มาครง กับ เลอ เปน ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นการตัดสินใจเลือกระหว่างกาฬโรคกับอหิวาตกโรค
– คะแนนที่ห่างกัน 58% ต่อ 42% บ่งชี้ว่า ฝ่ายขวาจัดเข้าใกล้การก้าวขึ้นสู่อำนาจในฝรั่งเศสมากสุดเท่าที่เคยมีมา และแสดงถึงความแตกแยกรุนแรงในประเทศ

📌 อนาคตที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลชุดใหม่

– การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 มิถุนายน พรรคอองมาร์ชของมาครงกับพรรคพันธมิตร จำเป็นต้องได้เสียงส่วนใหญ่ 289 ที่นั่ง จากทั้งหมด 577 ที่นั่ง
– ผลสำรวจในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก พบว่าพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคเล เรพุบลิแก็ง (Les Republicains) กับพรรคสังคมนิยม (Parti socialiste) อยู่ในสภาพง่อนแง่น ได้คะแนนนิยมไม่ถึง 5% และเกิดความเท่าเทียมกันของ 3 พรรค คือ พรรคที่มีแนวคิดซ้ายจัดสุดโต่ง, พรรคสายกลางที่หลากหลายของมาครงและพรรคที่มีแนวคิดขวาจัด

ประธานาธิบดีที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งใหม่มักจะคาดหวังว่าจะได้เสียงข้างมากในรัฐสภาหากผลการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปตามผลการลงคะแนนเสียงของประธานาธิบดีโดยตรง เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วมีผู้สนับสนุนผู้สมัครที่พ่ายแพ้การเลืกอตั้งประธานาธิบดีจะไม่มาลงคะแนนในระดับการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ในการกล่าวสุนทรพจน์ของเธอ เลอ เปน กล่าวอย่างท้าทาย โดยให้คำมั่นว่าจะมีกลุ่มฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งในรัฐสภา ในขณะที่ ฌอง-ลุค เมอลองชง ฝ่ายซ้ายก็มีความคิดที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับคะแนนเสียงฝ่ายซ้ายจำนวนมากในรอบแรก

เมอลองชงหวังที่จะนำแรงผลักดันนั้นไปสู่การเลือกตั้งรัฐสภาและบังคับให้มาครงเข้าสู่สภาวะ “การอยู่ร่วมกัน” ที่น่าอึดอัดใจกับการต้องอยู่ร่วมกับเสียงข้างมากในสภาพที่เป็นฝ่ายซ้าย

แม้ว่าพันธมิตรของมาครงจะได้รับเสียงข้างมากหรือบรรลุข้อตกลงร่วมที่ใช้การได้ เขาก็ยังต้องรับมือกับการต่อต้านตามท้องถนนต่อแผนการปฏิรูปของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปเงินบำนาญที่จะค่อยๆ เพิ่มอายุขั้นต่ำเป็น 65 จาก 62 ปี

📌 นโยบายที่รับปากไว้ในช่วงหาเสียงกลับมาทิ่มแทง

– รับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
– ใช้จ่ายเงินหลายพันล้านในควบคุมค่าพลังงาน ซึ่ง “ได้ผลดีกว่าการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 เท่า”
– พนักงานควรจะได้รับเงินโบนัสที่ไม่มีการเก็บภาษี ในวงเงินที่มากถึง 6,000 ยูโร (ประมาณ 220,000 บาท)
– ปรับอายุผู้ที่ได้รับเงินบำนาญจาก 62 ปี เป็น 65 ปี แบบค่อยเป็นค่อยไป

เงินบำนาญมักเป็นปัญหาที่ร้อนแรงในฝรั่งเศส และคะแนนที่ต่ำกว่าของมาครงต่อเลอ เปน เมื่อเทียบกับปี 2017 หมายความว่าเขาไม่มีอำนาจแบบเดียวกันในการดำเนินการปฏิรูปที่เขาผลักดันเมื่อห้าปีก่อน

มีสัญญาณที่เป็นไปได้ของปัญหาที่รออยู่ข้างหน้า เขาได้รับการตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการปฏิรูปเงินบำนาญบนเส้นทางการหาเสียง ทำให้เขาต้องยอมรับขีดจำกัดที่พอจะยอมรับกันได้ที่การเพิ่มอายุขั้นต่ำเป็น 64 ปี

ฟิลิปป์ มาร์ติเนซ หัวหน้าสหภาพ CGT ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ได้เตือนมาครงแล้วว่าจะไม่มี “การฮันนีมูน” สำหรับเขา และเขาสามารถคาดหวังการประท้วงได้ หากเขาไม่ถอนตัวจากแผนการปฏิรูปสวัสดิการโดยสิ้นเชิง

อีกประเด็นที่ผันผวนที่ต้องรับมือภายหลังการเลือกตั้งคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลของมาครงจำกัดราคาไฟฟ้าและเสนอส่วนลดราคาที่ปั๊มจนกว่าจะถึงหลังการเลือกตั้ง เขากล่าวในระหว่างการหาเสียง เขาจะปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้งตราบเท่าที่จำเป็น แต่ไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

สิ่งที่ชัดเจนคือต้องมีการยกเลิกมาตรการที่มีต้นทุนที่ราคาแพงในบางจุด ในขณะเดียวกัน ฝ่ายนิติบัญญัติกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องเรียนเรื่องราคาอาหารที่จำเป็นทุกประเภทที่พุ่งสูงขึ้น เช่น น้ำมันดอกทานตะวันที่ผลิตในยูเครน หรือข้าวและขนมปัง

ในปี 2018 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้จุดชนวนให้เกิดความไม่สงบทางสังคมที่เลวร้ายที่สุดของฝรั่งเศส นับตั้งแต่นักเรียนปี 1968 ก่อจลาจลด้วยการก่อการลุกฮือที่เรียกว่า “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือนในกรุงปารีสและลามไปทั่วฝรั่งเศส

มาครงจึงต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง หากไม่ต้องการจุดชนวนระเบิดอีกครั้ง

เทอมแรกของเขาเต็มไปด้วยความผิดพลาดในด้านการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้เขาถูกมองว่าเย่อหยิ่งหรือไม่จริงใจ ชาวฝรั่งเศสหลายคนเกลียดชังเขา ชายคนหนึ่งในเส้นทางการหาเสียงบอกเขาต่อหน้าว่าเขาเป็น “ประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดของสาธารณรัฐที่ห้า”

พันธมิตรทางการเมืองเตือนว่าเขาจะต้องปรึกษาฝ่ายนิติบัญญัติ สหภาพแรงงาน และภาคประชาสังคมให้มากกว่านี้ และเลิกใช้รูปแบบการปกครองจากบนลงล่างในสมัยแรกของเขา ซึ่งเขาเองได้อธิบายไว้อย่างสูงส่งว่า “เป็นแนวคิดอันล้ำเลิศ”

“เอ็มมานูเอล มาครงได้รับคำเตือนแล้วว่า คุณไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับทุกสิ่งจากระดับบน เขาไม่ใช่หัวหน้าบริษัท” ปาทริก วิกนัล สมาชิกสภานิติบัญญัติกล่าวกับรอยเตอร์ “เขาต้องยอมรับแนวคิดการเจรจา การปรึกษาหารือ”

📌 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

– องค์การระหว่างประเทศที่สำคัญอย่าง สหภาพยุโรป (EU) กับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) น่าจะโล่งออกมากที่สุด เพราะอย่างน้อยฝรั่งเศสภายใต้การนำของมาครงก็จะมีบทบาทและเป็นกำลังที่เข้มแข็งกับทั้งสององค์กรต่อไป

📌 ท่าทีของนานาชาติ

ปฏิกิริยาของบรรดาผู้นำในยุโรป ล้วนเป็นไปในทางเดียวกัน คือ “โล่งใจ” ที่มาครงได้รับชัยชนะ เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลสำรวจความคิดเห็นชาวฝรั่งเศสบ่งชี้ กระแสนิยมฝ่ายขวาที่มาแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำชาติสมาชิกยุโรป ต่างทยอยแสดงความยินดีกับชัยชนะในการเลือกตั้ง เริ่มจาก นายชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป(ECB) ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ใช้ถ้อยคำอบอุ่นขานรับชัยชนะของนายมาครง โดยระบุว่า ผู้นำที่เข็มแข็งมีความจำเป็นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก เป็นหนึ่งในผู้นำคนแรกๆที่แสดงความยินดีกับนายมาครง จากนั้นก็ตามด้วยพวกผู้นำเกือบทุกคนของกลุ่ม 27 ชาติ ผู้นำสวีเดน ลิทัวเนีย โรมาเนีย ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์และกรีซ เช่นเดียวกับ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

นายมาริโอ ดรากิ นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่า การได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัยของนายมาครง เป็นข่าวที่ยอดเยี่ยมสำหรับทั่วยุโรป

นายมาร์ค รุตต์ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า การทำงานระหว่างเดนมาร์กและฝรั่งเศสจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น เช่นเดียวกับ การทำงานภายในสหภาพยุโรปและองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ(นาโต)

นางคริสเตียน ลินด์เนอร์ รัฐมนตรีคลังของเยอรมนี ระบุว่า ยุโรปคือผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด

นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ แห่งเยอรมนี ทวีตข้อความแสดงความยินดีกับชัยชนะของประธานาธิบดีมาครง  จากความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีทำให้ผู้นำทั้งสองคนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วิกฤตยูเครนไปจนถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรป

นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า เขาตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันต่อไปในประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับสองประเทศของเราและของโลก

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ทวีตข้อความแสดงความยินดีกับนายมาครง หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดี เขาเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Le Monde ของฝรั่งเศส ร่วมกับนายกรัฐมนตรี อันโตนิโอ คอสตา ของโปรตุเกส และนายโอลาฟ ชอลซ์ นายกฯ เยอรมนี  วิพากษ์วิจารณ์นางเลอ เปน พร้อมเรียกร้องประชาชนลงคะแนนโหวตให้นายมาครง

 

 

 

 

 

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378871044
posttoday : https://www.posttoday.com/world/681375
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/986370/
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2376260
js100 : https://www.js100.com/en/site/news/view/117278
thaipbs : https://news.thaipbs.or.th/content/314846

บทวิเคราะห์ : เอมมานูเอล มาครง กับความท้าทายอีก 5 ปีข้างหน้า

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ