skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : บาร์เบโดส เตรียมเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ ตั้งปธน.เป็นประมุขแทนควีน

บาร์เบโดส ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆในทะเลแคริบเบียน เตรียมเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ โดยมีการเปลี่ยนประมุขของประเทศจากเดิม ที่เป็นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นมีนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี เป็นผู้นำปกครองประเทศ

บาร์เบโดสจะทดแทนพระราชินีอังกฤษ ด้วยประธานาธิบดีแซนดรา เมสัน ซึ่งจะทำหน้าที่ส่วนใหญ่ทางด้านพิธีการ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนผู้นำคณะรัฐบาลบริหารประเทศ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีไมอา อามอร์ ม็อตลีน์

โดยนางเมสันซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์พระราชินีอังกฤษ ประจำบาร์เบโดส ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากรัฐสภา

📌 เตรียมฉลองยิ่งใหญ่

พิธีเฉลิมฉลองสาธารณรัฐ จะเริ่มขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 29 ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันเอกราชบาร์เบโดสครบ 55 ปี ที่จัตุรัสวีรบุรุษแห่งชาติในกรุงบริดจ์ทาวน์ จะมีแขกรับเชิญผู้มีเกียรติ และทูตานุทูตต่างชาติเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ. จะมีทั้งพิธีสวนสนามของกองทัพและงานเฉลิมฉลอง

โดยสำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้เผยแพร่ข้อความ จากสุนทรพจน์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์บางส่วน ความว่า “ขณะที่สถานะตามรัฐธรรมนูญของประเทศเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าคือ ข้าพเจ้าควรร่วมในพิธีเพื่อยืนยันว่าสิ่งต่างๆ จะไม่เปลี่ยนแปลง อย่างความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด และเชื่อถือได้ระหว่างบาร์เบโดสและสหราชอาณาจักร ในฐานะสมาชิกสำคัญของเครือจักรภพ”

บาร์เบโดส ประเทศประชากร 287,841 คน ได้รับเอกราช พ้นจากความเป็นดินแดนอาณานิคมของสหราชอาณาจักร เมื่อปี 1966 แต่จนถึงขณะนี้ ยังคงมีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์ และประมุขแห่งรัฐ โดยใช้พระราชอำนาจผ่านผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เหมือนอีกหลายประเทศ อดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักร เช่น ออสเตรเลีย และจาเมกา

📌 ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ขณะที่บาร์เบโดสกำลังเตรียมตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลง ชาวเมืองบางคนในเมืองหลวงบอกว่าพวกเขาสับสนเกี่ยวกับความหมายของการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อพวกเขา เรื่องนี้ถือเป็นการตัดความผูกพันสุดท้ายที่เหลืออยู่กับจักรวรรดิอังกฤษที่ดำเนินมานานเกือบ 400 ปี นับตั้งแต่เรืออังกฤษลำแรก เดินทางมาถึงเกาะในทะเลแคริบเบียนแห่งนี การเคลื่อนไหวของบาร์เบโดสครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ประเทศถอดสมเด็จพระราชินี ออกจากฐานะประมุขในรอบเกือบ 30 ปี

นางชารอน เบลลามี-ทอมป์สัน คนขายปลาวัย 50 ปีจากกรุงบริดจ์ทาวน์ เมืองหลวงของบาร์เบโดสเล่าความทรงจำสมัยอายุ 8 ขวบที่เห็นราชวงศ์อังกฤษเสด็จเยือนว่า “ในสมัยเด็กพอได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชินี ฉันจะรู้สึกตื่นเต้นมากๆ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น ฉันเริ่มคิดว่าพระราชินีมีความหมายอะไรกับฉัน หรือประเทศของฉัน มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย และการมีประธานาธิบดีหญิงชาวบาร์เบโดสจะต้องดีมากแน่ๆ”

ไดแอน คิง ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลวัย 34 ปีบอกว่า “ฉันไม่แน่ใจว่ามันส่งผลกระทบต่อฉันอย่างไรในฐานะชาวบาร์เบเดียนที่อยู่ที่นี่ในทุก ๆ วัน คุณยังมีนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่า แล้วบทบาทของประธานาธิบดีจะเป็นอย่างไรละ ?”

ผู้คนหลายสิบคนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในเรื่องการสร้างสาธารณรัฐ โดยบอกว่าพวกเขาไม่มีความรู้มากพอที่จะแสดงความคิดเห็น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีผลกระทบต่อการค้าหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของเกาะ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของบาร์เบโดส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดจากปัญหาไวรัสโคโรนา และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในยุคหลังโรคระบาดได้ผลักดันราคาในประเทศที่ค่าครองชีพสูงอยู่เสมอ จากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค

ลอรี คอลเลนเดอร์ วัย 43 ปี ให้ข้อมูลว่า “ฉันคิดว่าทุกคนกังวลกับค่าเงินดอลลาร์ในวันนี้ และมันจะหมายถึงอะไรสำหรับวันพรุ่งนี้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับราคาที่สูงขึ้น  ในความคิดของฉัน ผู้คนพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น”

📌 อดีตจักรวรรดิที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดิน

มอริเชียสซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ก็เคยประกาศตนเป็นสาธารณรัฐเช่นกัน แต่ทั้งมอริเชียสและบาร์เบโดส ก็ยังคงอยู่ในเครือจักรภพ ซึ่งประกอบไปด้วย 54 ประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตอาณานิคมอังกฤษทั่วโลก ทั้งแอฟริกา เอเชีย อเมริกา ยุโรป และแปซิฟิก ซึ่งเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้ความสำคัญสูงสุด โดยประชากรรวมของกลุ่มมากถึง 2 พัน 500 ล้านคน

บาร์เบโดสไม่มีประชากร ตอนที่ชาวอังกฤษมาถึงเกาะเป็นครั้งแรก ในชั้นต้นชาวอังกฤษให้คนรับใช้ชาวอังกฤษไปทำงานในไร่ยาสูบ ฝ้าย ครามและอ้อย แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ บาร์เบโดสก็กลายเป็นชุมชนทาสที่ทำกำไรอย่างแท้จริงแห่งแรกของอังกฤษ

บาร์เบโดสรับทาสชาวแอฟริกันเข้ามาจำนวนถึง 600,000 คน ระหว่างปี 1627 – 1833 เพื่อให้ไปทำงานในไร่อ้อย เพื่อสร้างรายได้มหาศาลให้กับเจ้าของที่ดินชาวอังกฤษ

ชาวแอฟริกันมากกว่า 10 ล้านคนถูกจับเป็นทาสในอุตสาหกรรมการค้าทาสแถบมหาสมุทรแอตแลนติกโดยประเทศในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 15 – 19 โดยผู้ที่รอดชีวิตจากการเดินทางอันโหดร้าย มักจะจบลงด้วยการต้องทำงานหนักในไร่นา

แม้ว่าในที่สุด พวกเขาจะได้รับอิสรภาพอย่างเต็มที่ในปี 1838 แต่เจ้าของที่ดินก็ยังคงรักษาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเอาอย่างมากมายในศตวรรษที่ 20

 

 

 

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378854682
matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3063569
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/525468/

บาร์เบโดสเตรียมเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ