skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้วิจารณ์ “ความไม่เป็นธรรมและมีแต่อคติ” ของมาตรการจำกัดการเดินทางที่ทั่วโลกกำลังใช้กันอยู่ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัส “โอไมครอน” และขอให้ยุติโดยเร็ว

ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ผู้นำแอฟริกาใต้ แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่า “ผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการดำเนินการของหลายประเทศ ซึ่งพร้อมใจกันบังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางฝ่ายเดียวต่อแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นการดำเนินการ “ที่ไม่ยุติธรรม เต็มไปด้วยอคติ และไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” อีกทั้งยังเป็น “การเลือกปฏิบัติ”

รามาโฟซามองว่า มาตรการปิดพรมแดน หรือจำกัดการเดินทางของผู้ที่มาจากแอฟริกาใต้ ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ โอไมครอน ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แต่ในทางกลับกันจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความพยายามของทุกประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดนี้ ในการควบคุมการแพร่ระบาด และการฟื้นฟูประเทศในระยะยาว

📌 เตือนสติชาวโลก

ขณะเดียวกัน ผู้นำแอฟริกาใต้กล่าวถึงเชื้อไวรัสโอไมครอน คือ “การเตือนสติชาวโลก” เกี่ยวกับผลของความไม่เท่าเทียมด้านวัคซีน จากการกักตุนและการกีดกันต่าง ๆ นานา ว่าประชาคมโลกควรร่วมกันกระจายวัคตซีนให้ทั่วถึง มิเช่นนั้น จะมีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา จนกำเนิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีก ทั้งนี้ รามาโฟซาทิ้งท้าย ด้วยการเรียกร้องให้ชาวแอฟริกาใต้ร่วมกันฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อร่วมกันยับยั้งโรคโควิด-19 ในประเทศ

ประธานาธิบดีรามาโฟซายอมรับว่า เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอไมครอน มีการกลายพันธุ์อยู่หลายจุด และถูกพบในช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นพอดี โดยอัตราส่วนของผลตรวจเชื้อเป็นบวกสูงขึ้น 9% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

ในส่วนของแอฟริกาใต้นั้น ไม่ได้ขาดแคลนวัคซีน และทาง รามาโฟซา เรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนมากขึ้น ระบุว่ามันยังเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับไวรัส

ถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์(27พ.ย.) ก็วิพากษ์วิจารณ์มาตรการแบนด้านการเดินทางเช่นกัน ระบุว่าประเทศของพวกเขากำลังโดนลงโทษ แทนที่จะได้รับเสียงชื่นชมสำหรับการค้นพบตัวกลายพันธุ์โอไมครอน

เวลานี้ โอไมครอน ถูกพบในประเทศต่างๆมากมายหลายชาติทั่วโลก ในนั้นรวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลียและอิสราเเอล รวมถึงศูนย์กลางการบินสำคัญอย่างกาตาร์ สหรัฐ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และเนเธอร์แลนด์ ประกาศจำกัดการเดินทางกับคนที่มาจากแอฟริกาตอนใต้

📌 ยืนยันไม่ล็อคดาวน์

แอฟริกาใต้จะหาทางจัดการกับภาวะการระบาดครั้งนี้โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และขอให้ประชาชนเตรียมตัวที่จะอยู่กับเชื้อโควิดไปอีกระยะหนึ่ง

ผู้นำแอฟริกาใต้ย้ำถึงความสำคัญของวัคซีน ขณะที่ประเทศกำลังจะเข้าสู่การระบาดระลอกที่ 4 โดยขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ให้รีบไปฉีดที่ศูนย์กระจายวัคซีนที่ใกล้ที่สุด

ด้านสำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ประจำทวีปแอฟริกา ออกแถลงการณ์ เรียกร้องยุติการใช้มาตรการปิดพรมแดนจากกลุ่มประเทศทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา “ซึ่งอาจช่วยลดอัตราการแพร่ระบาดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” การที่แอฟริกาใต้และบอตสวานาร่วมกันเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโอไมครอน เป็นเรื่องที่ชาวโลกควรชื่นชมทั้งสองประเทศแห่งนี้.

📌 ผู้ติดเชื้อโอไมครอนส่วนใหญ่อาการไม่หนัก

พญ.แองเจลิก โคเอตซี ประธานสมาคมการแพทย์แอฟริกาใต้ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ โอไมครอน หรือ บี.1.1.529 ซึ่งมีการยืนยันผู้ป่วยคนแรกในแอฟริกาใต้ ว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในความดูแลของเธออย่างน้อย 7 คน “มีอาการเบาบาง

ขณะที่ผู้ป่วยคนหนึ่ง ซึ่งได้รับการส่งตัวมายังคลินิกของเธอ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา “มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง” นาน 2 วันติดต่อกัน รวมถึงการปวดศีรษะและปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการลักษณะนี้ “ในเบื้องต้น” ค่อนข้างคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป แต่การที่ในวันเดียวกันนั้นมีผู้ป่วยอีกหลายคนเข้ามาพบเธอ และอธิบายอาการแบบเดียวกัน พญ.โคเอตซี กล่าวว่า เธอจึงตัดสินใจรายงานไปยังสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ ( เอ็นซีไอดี ) เพื่อให้มีการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนา ในร่างกายของผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างละเอียด

พญ.โคเอตซี ให้ความเห็นต่อไปว่า อาการของผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโอไมครอนแตกต่างจากเชื้อไวรัสเดลตาพอสมควร โดยส่วนใหญ่ยังคงรับรู้กลิ่นและรสชาติได้ และอาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ แต่ผู้ป่วยในความดูแลของพญ.โคเอตซี ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว โดยครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีน เธอจึงมีความกังวล ในกรณีผู้ติดเชื้อไวรัสโอไมครอนเป็นผู้สูงอายุ และยิ่งหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือยังฉีดไม่ครบ

📌 WHO ชักไม่แน่ใจ

ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ ว่า “ยังไม่มีความชัดเจน” เกี่ยวกับรูปแบบการแพร่กระจาย การก่อโรค และผลกระทบต่อวัคซีน ของเชื้อไวรัสโอไมครอน “รุนแรงกว่าหรือน้อยกว่า” เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ตัวอื่น แม้อัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโควิด-19 ในแอฟริกาใต้กลับมาเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่า เป็นผลจากเชื้อไวรัสโอไมครอนเท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ดับเบิลยูเอชโอเตือนว่า มีความเป็นไปได้ ที่การติดเชื้อไวรัสโอไมครอนสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้มากกว่าเชื้อตัวอื่น และมักแสดงอาการในกลุ่มคนอายุน้อย แต่ไม่รุนแรง หากผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว หรือโรคอื่นร่วมด้วย.

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่าสายพันธุ์โอไมครอนทำให้มีอาการแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ โดยกลุ่มที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่มีอาการไม่หนักอยู่แล้ว

ดับเบิลยูเอชโอเผยยังว่า การที่จะทราบผลถึงระดับความร้ายแรงของเชื้อตัวนี้ จะต้องใช้เวลาอีกหลายวันถึงหลายสัปดาห์ พร้อมกับเตือนว่าเชื้อโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ล้วนทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ จึงควรที่จะป้องกันอยู่เสมอ

ประกาศฉบับนี้ยังได้ขอให้แต่ละประเทศประเมินความเสี่ยง โดยอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และย้ำถึงความสำคัญของวัคซีน โดยทางดับเบิลยูเอชโอ ขอให้มีการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงโดยด่วน เพื่อให้กลุ่มเปราะบางในทุกแห่งสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนในโดสที่ 1 และ 2 ได้

 

ที่มา :
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/522813/
workpointtoday : https://workpointtoday.com/south-africa-stay-at-level-one-alert/
https://workpointtoday.com/who-omicron/
mgronline : https://mgronline.com/around/detail/9640000118074
bangkokbiznews : https://www.bangkokbiznews.com/news/974442
thestandard : https://thestandard.co/south-african-doctor-raised-alarm-omicron-variant-says-symptoms/

ปธน.แอฟริกาใต้วอนทั่วโลก ถอนคำสั่งแบนเดินทางสกัดโอไมครอน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ