skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ปี 2021 เกิดการรัฐประหารบ่อยครั้งในประเทศยากจนแถบแอฟริกา

ปี 2021 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นับว่าเป็น ‘ปีทอง’ ของคณะทหาร ผู้กระทำการยึดอำนาจ โดยจากเดิมที่มีการรัฐประหารสำเร็จเพียง 1 ครั้ง ในปี 2020 และคิดว่าการรัฐประหารจะค่อยๆ หายไปจากโลก ในปี 2021 กลับมีการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จถึง 5 ครั้ง โดย 4 ครั้ง เกิดขึ้นในประเทศยากจนแถบแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นกินี ชาด ซูดาน และมาลี และอีก 1 ครั้ง ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเมียนมา

ทันทีที่เกิดการรัฐประหารขึ้นในกินี พันเอก มามาดี ดุมโบยา (Mamady Doumbouya) อ่านแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์แห่งชาติ ระบุว่า “กินี เป็นประเทศที่สวยงาม” ก่อนจะอธิบายวิสัยทัศน์ และอนาคตของประเทศต่อไป และตบท้ายว่า “เราไม่ต้องการที่จะข่มขืนประเทศนี้อีกต่อไป สิ่งที่เราต้องทำคือ ‘เมกเลิฟ’ กับประเทศนี้”

ก่อนหน้านี้ไม่นาน พันเอกดุมโบยาและหน่วยรบพิเศษ บุกเข้าไปยังทำเนียบประธานาธิบดี และจับกุมตัว อัลฟา คอนดี (Alpha Conde) ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งคนแรกของกินี ซึ่งได้รับชัยชนะมาตั้งแต่ปี 2010 และเคยเป็น ‘ฮีโร่’ คนสำคัญของประเทศ หลังจากประเทศนี้ตกอยู่ใต้การปกครองของทหารนานหลายทศวรรษ หลังการรัฐประหาร อดีตประธานาธิบดีวัย 83 ปี นั่งอย่าง ‘หมดสภาพ’ เท้าเปล่า เสื้อเชิ้ตไม่ติดกระดุม บนโซฟาที่เขลอะฝุ่น และห้อมล้อมไปด้วยกองกำลังติดอาวุธ

การรัฐประหารที่กินี เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2021 ไม่ใช่ครั้งแรกในประเทศแถบซับ-ซาฮาราของแอฟริกา แต่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นทั้งสิ้นตลอดปีถึง 4 ครั้ง โดยการรัฐประหารครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นที่ซูดาน เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งเดือนหลังจากรัฐบาลก่อนหน้าบอกว่าได้ทำลายแผนการรัฐประหารโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีสำเร็จ

โดยพวกเขาระบุว่า พล็อตการรัฐประหารมาจากกลุ่มผู้ฝักใฝ่อดีตประธานาธิบดี อุมัร อัลบาชีร (Omar al-Bashir) ขณะที่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายพล มาฮาหมัด อิดริส เดบี (Mahamat Idriss Deby) ได้ยึดอำนาจในประเทศชาด พร้อมกับประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ และยุบสภาผู้แทนราษฎร ห้าเดือนหลังจากประธานาธิบดี อิดรีส เดบี (Idriss Deby) พ่อของเขาเสียชีวิต

งานวิจัยของ โจนาธาน โพเวลล์ (Jonathan Powell) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Central Florida และ เคลย์ตัน ไธน์ (Clayton Thyne) ศาสตราจารย์ประจำ University of Kentucky พบว่า ระหว่างปี 1960-2000 การยึดอำนาจในแอฟริกามีค่าเฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี โดยเป็นผลพวงจากการผลัดเปลี่ยนอำนาจยุคหลังอาณานิคม แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การยึดอำนาจก็ลดลงเหลืออยู่ที่ 2 ครั้งต่อปี จนถึงปี 2019

แต่ในระยะหลัง ดูเหมือนเหล่าขุนทหารจะหาทาง ‘คัมแบ็ก’ ได้ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ บอกเมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมาว่า ดูเหมือนการรัฐประหารจะกลับมา ‘ระบาด’ อีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าการเข้ามามีบทบาทของกองทัพในการเมืองนั้น มาจากแรงขับเคลื่อนทั้งภายนอกและภายในผสมกัน ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศอื่นๆ ที่มองเห็นผลประโยชน์ในทวีปนี้ หรือปัจจัยภายใน ที่มาจากความไม่พอใจของสาธารณชนต่อการคอร์รัปชัน ความรู้สึกไม่มั่นคง และระบบธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ

ยกตัวอย่างเช่นการรัฐประหารในกินี เกิดขึ้นภายหลังความไม่พอใจเป็นวงกว้าง และการประท้วงการกระทำของคอนดี ในการที่จะต่ออายุการเป็นประธานาธิบดีนานสองเทอมออกไป ด้วยเหตุนี้ พันเอกดุมโบยาจึงอ้างความชอบธรรมจากสาเหตุของความความยากจน และความต้องการยุติการคอร์รัปชัน เป็นเหตุผลของการยึดอำนาจได้สำเร็จ

สำหรับพาเวลล์ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง เขาบอกว่าการสยายอำนาจของทหารเกิดขึ้นท่ามกลาง ‘วิกฤตที่เพิ่มขึ้น’ ของความชอบธรรมสำหรับผู้ปกครอง และเมื่อผู้นำอย่าง อัลฟา คอนดี ทำรัฐธรรมนูญเป็นของเล่น ทั้งยังมีเรื่องของการต่ออายุในตำแหน่ง และแก้ระบบเลือกตั้ง ก็ทำให้สาธารณชนสนับสนุนคณะทหารมากขึ้นในการ ‘ทำอะไรบางอย่าง’

ขณะที่ ไรอัน คัมมิงส์ (Ryan Cummings) กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษา Signal Risk กล่าวเสริมว่า บรรดากองทัพต่างเข้าสู่อำนาจในฐานะของ ‘ผู้ปกป้อง’ และใช้ความไม่พอใจของสาธารณชนในการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง แม้จะไม่มีอำนาจใดๆ ตามรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกัน ในประเทศมาลี การรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้น ท่ามกลางการประท้วงประธานาธิบดี อิบราฮิม บูเบคา เคอิตา (Ibrahim Boubecar Keita) จากข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน การเลือกปฏิบัติ และไม่สามารถแก้ปัญหาความมั่นคงในประเทศได้

ในมาลีและซูดาน กองทัพใช้กลวิธีคล้ายกันในการขึ้นสู่อำนาจ ในตอนแรก พันเอก อัสซิมี โกอิตา (Assimi Goita) ร่วมกันตั้งรัฐบาลผสมระหว่างกองทัพฯ และพลเรือนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภายหลังการรัฐประหารรอบแรกในเดือนสิงหาคม 2020 โดยให้สัญญาว่าจะส่งไม้ต่อให้กับรัฐบาลพลเรือน หลังจาก ‘ปฏิรูป’ สำเร็จ แต่เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม 2021 นายทหารกลับสั่งจำคุก และถอดถอนทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพลเรือนออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งคนของกองทัพเข้าไปดำรงตำแหน่งแทน แม้จะมีคำสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ แต่คำสัญญาก็ดูลางเลือนไปทุกที

ขณะที่ซูดานก็เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นเดียวกัน กองทัพรัฐประหารโดยอ้างเรื่องคอร์รัปชัน ก่อนจะถอดนายกรัฐมนตรีพลเรือน กระทั่งมีการประท้วงทั่วประเทศ เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีกลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง และนายกฯ เพิ่งลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา โดยยังคงมีกองทัพครองอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ

สหภาพแอฟริกา (AU) และหน่วยงานระดับภูมิภาค เช่น ประชาคมเศรษฐกิจของรัฐแอฟริกาตะวันตกหรือ ECOWAS ในแอฟริกาตะวันตก ระงับประเทศที่มีการรัฐประหาร ยกเว้นชาด เพื่อบังคับให้ผู้ปกครองทหารต้องเจรจากับผู้นำพลเรือน ทว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็มีผลจำกัด

คัมมิงส์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ บอกว่าทั้ง AU และหน่วยงานระดับนานาชาติต่างๆ ล้วนเป็น ‘ยักษ์ไม่มีกระบอง’ ในการจัดการกับคณะรัฐประหาร แม้จะขอให้มีความพยายามเจรจาหรือถ่ายโอนอำนาจจากคณะทหารไปยังรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว แต่ตราบใดที่คนในรัฐเหล่านี้ยังคง ‘อนุญาต’ ให้มีการรัฐประหาร ก็เป็นการยากที่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นภายในรัฐเหล่านี้

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ จีน ผู้ลงทุนใหญ่ และพ่อค้า ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในภูมิภาคนี้ ยึดหลักการ ‘ไม่แทรกแซง’ โดยหากปัจจัย และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังอยู่บนพื้นฐานเดิม ไม่เพียงเท่านั้น ผู้นำแอฟริกันจำนวนมากยังเห็นแนวโน้มความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนในเวทีโลก ซึ่งชักจูงผู้นำแอฟริกันเหล่านี้ว่า ไม่จำเป็นต้องเดินตามหลักปฏิบัติหรือหลักธรรมาภิบาลที่ดีแบบตะวันตก ก็สามารถยิ่งใหญ่แบบจีนได้

ขณะที่รัสเซียก็ขยายอิทธิพลมายังทวีปนี้เช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนผู้นำทหารทั้งของซูดานและมาลี รวมถึงยังเปิดแคมเปญออนไลน์เพื่อกระจายภาพที่ดีของรัฐบาลรัสเซีย และต่อต้านการครอบงำของฝรั่งเศส ในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ทั้งยังมีรายงานด้วยว่า Wagner Group บริษัทรักษาความปลอดภัยขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐบาลรัสเซีย ได้ส่งทหารรับจ้างไปในประเทศที่มีความขัดแย้ง เช่น สาธารณรัฐแอฟริกากลาง มาลี และลิเบีย แม้รัฐบาลรัสเซียปฏิเสธการเชื่อมโยงใดๆ กับบริษัทรักษาความปลอดภัยนี้ก็ตาม

นักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลญะซีเราะห์ว่า สำหรับรัสเซียและจีน ความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ และเป็นไปได้ว่า ทั้งจีนและรัสเซียกำลังพยายามเพิ่มอิทธิพลในแอฟริกา และเริ่มใกล้เคียงกับสงครามเย็น ทั้งนี้ การสูญเสียการสนับสนุนจากตะวันตก แทบไม่ได้ส่งผลเสียต่อชาติแอฟริกาเหล่านี้แต่อย่างใด เมื่อพวกเขายังสามารถรับการสนับสนุนจากรัสเซียได้โดยเร็ว

กระนั้นเอง ไม่ได้มีแค่ปักกิ่งและมอสโกที่สนับสนุนการรัฐประหาร การรัฐประหารเมื่อปี 2013 ในอียิปต์นั้น สหรัฐฯ ไม่ได้เรียกการรัฐประหารว่าเป็นการรัฐประหาร ที่ทำเพื่อโค้นล้มประธานาธิบดี อับดุล ฟัตตะ อัซซีซี่ (Abdel Fattah el-Sisi’s) ผู้เป็นมิตรกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหริบอิมิเรตส์ และจีน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นเมื่อปี 2017 เมื่อกองทัพซิมบับเวบีบบังคับให้ประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ (Rpbert Mugabe) ออกจากตำแหน่ง ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปต่างก็เพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าว ขณะที่ฝรั่งเศส ในฐานะเจ้าอาณานิคมเดิม ก็ยังมีความผูกพันกับทหารและกองทัพในหลายๆ ประเทศ รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์เดิมๆ

ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส จึงได้รับรองการรัฐประหารในชาด พร้อมทั้งเรียกอดีตประธานาธิบดี อิดริส เดบี ผู้ล่วงลับว่าเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญ

อิดายัต ฮัสซัน (Idayat Hassan) ผู้อำนวยการศูนย์คลังความคิดเพื่อประชาธิปไตยและการพัฒนาในอาบูจา ไนจีเรีย กล่าวว่า แม้ว่าบางคนจะเฉลิมฉลองการจากไปของผู้นำที่ไม่เป็นที่นิยม แต่การรัฐประหารก็ไม่ใช่ข่าวดี “การที่ประชาธิปไตยไม่สามารถส่งมอบคุณค่าร่วมกัน และไม่สามารถให้ความมั่นคงกับประชาชนได้ ทำให้พลเมืองจำนวนหนึ่งสนับสนุนการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผู้นำรัฐประหารไม่จำเป็นต้องสร้างความหวังใดๆ ให้กับพลเมือง”

ขณะที่ คัมมิงส์ก็ให้สัมภาษณ์ในแง่มุมเดียวกันว่า “จริงอยู่ มีความหวังในหมู่ผู้สนับสนุนคณะรัฐประหาร ว่าการรัฐประหารจะช่วยสร้างประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ มีน้อยครั้งมากที่จะเป็นไปตามนั้น”

ที่มา :

themomentum : https://www.facebook.com/themomentumco/posts/2868945420063810
aljazeera : https://www.aljazeera.com/…/2021-year-military-coups…
https://www.aljazeera.com/…/mali-proposes-five-year…
france 24 : https://www.france24.com/…/20220102-sudan-pm-hamdok…

ปี 2021 ประเทศยากจนแถบแอฟริการัฐประหารซ้ำซาก

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ