skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : กองทัพรัสเซีย “ปฏิบัติการพิเศษ” ในพื้นที่ขัดแย้งทางตะวันออกของยูเครน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งขอให้ทหารของรัฐบาลเคียฟ “วางอาวุธ” และ “ประเทศอื่นอย่ายุ่ง”

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของรัสเซียออกอากาศการแถลงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่าได้สั่งการให้กองทัพรัสเซีย “ปฏิบัติการพิเศษ” ในสาธารณรัฐโดเนตสก์ และสาธารณรัฐลูฮันสก์ ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครน ตามคำร้องของผู้นำรัฐอิสระทั้งสองแห่ง ซึ่งร้องขอ “ความสนับสนุนทางทหาร” จากรัฐบาลมอสโก “เพื่อตอบสนองต่อความก้าวร้าวทางทหาร” ของยูเครน

ปูตินแสดงความเชื่อมั่นว่า กองทัพรัสเซียจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ทหารยูเครนในภูมิภาคดอนบาสวางอาวุธ “แต่โดยดี” พร้อมทั้งเตือน “บุคคลภายนอก” ว่า “ไม่ควรแทรกแซง” และว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ “ไม่ใช่การยึดครอง” ยูเครน แต่การเดินหน้าขยายอิทธิพลขององคืการสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ในภาคตะวันออกของยุโรป เป็นเรื่องที่รัฐบาลมอสโก “ยอมรับไม่ได้” และความมั่นคงของรัสเซีย “เป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้”

📌 เราชาติเดียวกัน

นายปูติน ขอให้ทหารยูเครนในพื้นที่ภาคตะวันออกของยูเครน ยอมวางอาวุธและเดินทางกลับบ้าน พร้อมทั้งเตือนว่า พวกเขาจะถูกประณามจากคนทั่วโลก ถ้าหากเกิดเหตุปะทะกับฝ่ายกบฏจนทำให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นายปูติน กล่าวว่า รัสเซียยึดถือความยุติธรรมและความจริงเป็นสำคัญ เตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียเพื่อตอบโต้ฝ่ายข้าศึกจะดำเนินไปอย่างฉับพลันและเด็ดขาด ถ้าหากฝ่ายใดพยายามจะเข้าขัดขวางรัสเซีย

นายปูติน กล่าวว่า การกระทำของรัสเซียมุ่งหมายเพื่อป้องกันตนเอง พร้อมเตือนสติทหารยูเครนว่า บรรพบุรุษรุ่นคุณพ่อ หรือปู่ของพวกเขา ไม่เคยจับอาวุธมาสู้รบกับรัสเซีย เพราะเคยเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันมาก่อนคือ อดีตสหภาพโซเวียต

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญดังกล่าว เกิดขึ้นหลังรัสเซียรับรองสถานะอิสระ หรือการเป็นสาธารณรัฐ ให้กับเขตโดเนตสก์และเขตลูฮันสก์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทตั้งแต่เดือนเม.ย.2014เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

📌 ยูเครนประกาศภาวะฉุกเฉิน ทั่วประเทศ

ขณะที่ก่อนการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในภูมิภาคดอนบาสเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่ารัสเซียกับยูเครน “ไม่ใช่ศัตรูกัน” อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติ ต่อการรุกรานทุกรูปแบบ ผู้นำยูเครนกล่าวด้วยว่า พยายามติดต่อปูตินตลอดทั้งวันพุธที่ผ่านมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ.

ทำให้ล่าสุดสภาแห่งชาติของยูเครนมีมติเมื่อคืนวันพุธ อนุมัติคำร้องของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 24 ก.พ. มอบอำนาจให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน การห้ามชุมนุม และการแบนพรรคการเมือง ตลอดจนองค์กรแห่งใดก็ตาม เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลครอบคลุมเขตโดเนตสก์ และเขตลูฮันสก์ ในภูมิภาคดอนบาส หรือภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ประกาศรับรองสถานะการเป็นดินแดนอิสระ ในรูปแบบของ “สาธารณรัฐ” และสถาปนาความสัมพันธ์ที่เน้นไปทางความมั่นคง

📌 การร้องขอจากฝ่ายแบ่งแยกดินแดน

ด้านนายดมิตรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย เปิดเผยกับสำนักข่าว อาร์ไอเอ-โนวอสติของทางการรัสเซียว่า นายเดนิส พุชิลิน ผู้บริหารของรัฐสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์ และนายลีโอนิด พาเซชนิก ผู้บริหารสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสค์ สองพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกบฏทางภาคตะวันออกของยูเครน ได้ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ร้องขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ เพื่อขอความสนับสนุนทางทหาร เนื่องจาก “การเคลื่อนไหวอันก้าวร้าวของกองทัพยูเครน”

จดหมายดังกล่าวระบุว่า ผู้บริหารของฝ่ายกบฏทั้งสองพื้นที่ของยูเครนร้องขอให้ผู้นำรัสเซียพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชน ทั้งป้องกันภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 3 และมาตรา 4 ของสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างรัสเซียกับรัฐอิสระทั้งสองที่รัสเซียให้การรับรอง ผู้บริหารของฝ่ายกบฏทั้งสองพื้นที่ ระบุว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกบฏหลบหนีออกจากพื้นที่ เนื่องจากการใช้ความรุนแรง เช่น การยิงปืนใหญ่โจมตีย่านชุมชน และการข่มขู่คุกคามชาวบ้านโดยกองกำลังรัฐบาลยูเครน ชี้ว่า รัฐบาลยูเครนไม่ต้องการให้การสู้รบกับฝ่ายกบฏสิ้นสุดลง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเสร็จสิ้นการถอนเจ้าหน้าที่การทูตทั้งหมดออกจากยูเครน เมื่อวันพุธ โดยมีการเชิญธงชาติลงจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทุกแห่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ เนื่องจากรัฐบาลเคียฟไม่สามารถปฏิบัติตามอนุสัญญาเวียนนา ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือขั้นพื้นฐานของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รวมถึงการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินและบุคลากรการทูตได้.

📌 เปรียบเทียบอาวุธ กองทัพ และนิวเคลียร์ รัสเซีย – ยูเครน

ข้อมูลจาก สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ FAS (Federation of Amesican Scientists) และ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ The International Campaign to Abolish Nuclear Weapons (ICAN) ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ พบว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินอยู่ตอนนี้ ในปี 2022  รัสเซียเป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก

ในประเด็นนี้ ระหว่าง รัสเซีย – ยูเครน เรื่องอาวุธหัวรบนิวเคลียร์นั้น ข้อมูลจาก สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ FAS และ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ (ICAN) ชี้ไปในทางเดียวกัน โดยระบุว่า รัสเซีย มีหัวรบนิวเคลียร์ อยู่ที่ราวๆ 6,257 ลูก , ขณะที่ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์เป็นอันดับ 2 ที่ 5,600 ลูก

ขณะที่ ประเทศอื่นๆที่มีหัวรบนิวเคลียร์ อาทิ จีน มี 350 ลูก,ฝรั่งเศส 290 ลูก,สหราชอาณาจักร 225 ลูก,ปากีสถาน 165 ลูก,อินเดีย 160 ลูก,อิสราเอล 90 ลูก และ เกาหลีใต้ ในยุคของคิม จอง อึน มีอยู่ที่ราวๆ 45 ลูก

ส่วนของยูเครน ในคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ รัสเซีย – ยูเครน ณ เวลานี้ ไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ใดๆเลย ซึ่งเหตุผลของการที่ ยูเครน ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นเพราะว่า ในปี 1994  หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตไม่กี่ปี รัฐบาลยูเครนได้ตัดสินใจทำลายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด ตามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก นอกจากนี้ในช่วงเวลานั้น ยูเครน ตัดสินใจ ปล่อย ฝูงบินทิ้งระเบิดขนาดหนักนั้น  ทางรัฐบาลก็ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะปฏิบัติการฝึกซ้อมเป็นประจำ และเมื่อเวลาผ่านไปรัฐบาลยูเครน การดูแลรักษา ซื้ออะไหล่สำรองก็ทำได้ยากมากขึ้น จนทำให้ตัดสินใจจอดทิ้งไว้ด้วย

📌 เปรียบเทียบในสงครามที่อาจเกิดขึ้น

หากจะมาลองเปรียบเทียบขนาดของกองทัพ เปรียบเทียบอาวุธ  รัสเซีย – ยูเครน ต้องถือว่าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ มีขนาดที่แตกต่างกันมาก โดยข้อมูลจาก เว็บไซต์โกลบอลไฟร์พาวเวอร์  (Globalfirepower.com) ระบุว่า กองกำลังภาคพื้นดิน  รัสเซียมีอยู่ราวๆ 850,000 นาย ขณะที่ ยูเครน มีกองกำลัง ที่ Active อยู่ ราว 200,000 นาย
.
หากมาพิจารณามุมมองของกองทัพภาคพื้นดินอื่นๆ , รถถัง รัสเซียมีพร้อมใช้งานอยู่ที่จำนวน 12,420 คัน ขณะที่ ยูเครน มีอยู่ที่ 2,596 คัน ซึ่งถือว่า มีความแตกต่างกันถึง 10 เท่า , ในส่วนของรถหุ้มเกราะ รัสเซีย มีที่พร้อมใช้งานอยู่ที่ 30,122 คัน ส่วนยูเครน มีน้อยกว่า อยู่ที่ 12,303 คัน

ขณะที่ กองทัพอากาศ  หากพิจารณแล้ว รัสเซียก็ยังมีกำลังที่เหนือกว่า ยูเครน หลายเท่าตัว โดยรัสเซีย มีอากาศยาน หรือ เครื่องบิน ทุกอย่างรวมกันอยู่ที่ 4,173 ลำ  ขณะที่ ยูเครน มี 318 ลำ  เป็นตัวเลขที่แตกต่างกันเกิน 10 เท่า

และหาก เครื่องบินโจมตี รัสเซีย มีเขี้ยวเล็บในจุดนี้ถึง 772 ลำ ส่วนยูเครน มี ประจำการ 69 ลำ  ส่วน เฮลิคอปเตอร์จู่โจม รัสเซียมีทั้งสิ้น 554 ลำ ส่วน ยูเครน มี 34 ลำ

ขณะที่ กองเรือ แนวรบในน่านน้ำ  รัสเซีย มีกองเรือทั้งหมด 605 ลำ ส่วนฝั่งยูเครน มี 38 ลำ , ขณะที่  “เรือฟริเกต” Frigates รัสเซียมีประจำการอยู่ที่ 11 ลำ  ส่วนยูเครน มีเพียง ลำเดียว  , ส่วน เรือพิฆาต รัสเซียมีทั้งสิ้น 15 ลำ  ขณะที่ ยูเครน ไม่มีเลย  ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซีย ภายใต้การนำของวลาดิเมียร์ ปูติน เพิ่งส่ง เรือมากกว่า 30 ลำจากกองเรือทะเลดำ ไปเริ่มการฝึกซ้อมใกล้คาบสมุทรไครเมีย ในฐานะส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมใหญ่ของกองทัพเรือ  และ แน่นอนว่ามันมี นัยยะ กดดันต่อยูเครน ด้วย

 

ที่มา :
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/794244/
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2324091
js100 : https://www.js100.com/en/site/news/view/115339 https://www.js100.com/en/site/news/view/115343

springnews : https://www.springnews.co.th/news/821181

ปูตินสั่งกองทัพรัสเซีย ปฏิบัติการพิเศษในภูมิภาคดอนบาส

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ