skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นลั่นต้องมีการยกระดับ ขีดความสามารถทางทหารของประเทศ ตอบสนองภัยคุกคามจากจีนและเกาหลีเหนือ

นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ลงพื้นที่ค่ายอาซากะ ของกองกำลังป้องกันตนเอง (เอสดีเอฟ) ในเขตชานกรุงโตเกียว เมื่อวันเสาร์ เพื่อพบปะกับเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำการอยู่ภายในค่ายแห่งนี้ พร้อมทั้งให้โอวาทซึ่งมีเนื้อหาในตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในประเทศที่รายล้อมญี่ปุ่นอยู่นั้น “เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” และ “มีแนวโน้มตึงเครียดกว่าที่คาดการณ์ไว้” โดยเฉพาะการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน

ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ญี่ปุ่น ต้องยกระดับศักยภาพทางทหารของตัวเอง ทั้งในด้านการโจมตีและการป้องกัน “ตนจะพิจารณาทางเลือกทั้งหมด รวมถึงการครอบครองสิ่งที่เรียกว่าความสามารถในการโจมตีฐานของศัตรู เพื่อแสวงหาการเสริมความแข็งแกร่งของพลังป้องกันที่จำเป็น”

สภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยรอบ ๆ ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นคือความเป็นจริงในปัจจุบัน รัฐบาลของเขาจะนำไปสู่การอภิปรายที่ “สงบและสมจริง” เพื่อกำหนดว่าสิ่งใด จำเป็นต้องปกป้องชีวิตของผู้คนและทำความเข้าใจ

แม้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเอสดีเอฟมีข้อเข้มงวดในการใช้กำลังภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ที่ห้ามพฤติการณ์แห่งสงคราม

📌 ยกระดับสูงสุด

การลงพื้นที่ของผู้นำญี่ปุ่น เกิดขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎร ในกรุงโตเกียว มีมติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อนุมัติงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติม ครอบคลุมถึงเดือน มี.ค.ปีนี้ เป็นจำนวนเงิน 770,000 ล้านเยน (ราว 229,017.20 ล้านบาท) เน้นไปที่การจัดซื้ออาวุธรุ่นใหม่ ทั้งขีปนาวุธ จรวดต่อต้านเรือดำน้ำ และอาวุธอื่นๆ ทำให้งบประมาณกลาโหมของญี่ปุ่นในปีปัจจุบันจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คือ 6.1 ล้านล้านเยน (ราว 1.79 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15% จากสถิติของปีงบประมาณ 2020

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่า งบประมาณเพื่อเสริมขีดขั้นสมรรถนะทางทหาร และเร่งการจัดซื้ออาวุธ ถูกออกแบบเพื่อเร่งการประจำการ อุปกรณ์สำคัญบางส่วน จากงบประมาณที่ร้องขอสำหรับปี 2022 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการป้องกัน ภัยคุกคามขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และความเคลื่อนไหวทางทหารถี่ขึ้น ของกองทัพเรือจีน ในน่านน้ำรอบหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น

📌 ความกังวลรอบด้าน

คิชิดะเปลี่ยนจุดยืนที่เคยดูถูกเหยียดหยาม เพื่อเอาใจผู้นำที่ทรงอิทธิพลในพรรคฝ่ายรัฐบาล ซึ่งรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซะ และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งทางการเมือง ปัจจุบัน เขาสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถและการใช้จ่ายทางทหารของญี่ปุ่น

อนึ่ง กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นเผยแพร่สมุดปกขาวด้านทิศทางความมั่นคงประจำปีนี้ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญยังคงระบุว่า “จีนคือความวิตกกังวลด้านความมั่นคง” สำหรับญี่ปุ่น ความเคลื่อนไหวทางทหารของรัฐบาลปักกิ่งในบริเวณรอบไต้หวัน สร้างความหวั่นวิตกระดับสูงให้กับรัฐบาลโตเกียว เนื่องจากไต้หวันเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กับเกาะโอกินาวา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่น

นับเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นกล่าวถึงไต้หวันโดยตรง ในเอกสารประจำปีด้านความมั่นคง และในขณะเดียวกันยังกล่าวถึงภาวะความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศด้วย ว่าถือเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก” และส่งผลต่อศักยภาพทางทหารของประเทศหนึ่ง และการช่วงชิงอิทธิพลทางทหารระหว่างหลายประเทศเช่นกัน.

ขณะที่แหล่งข่าวทางการทูตเผยว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ พูดระหว่างต่อสายคุยกับนายคิชิดะเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความหวังว่าญี่ปุ่นจะเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่ไม่ได้ระบุถึงตัวเลขที่แน่ชัด เพียงคาดว่าอาจเป็นประเด็นที่สองผู้นำจะนำมาถก สำหรับการประชุมครั้งหน้า และระหว่างการประชุมด้านความมั่นคง ที่จะมีทั้งรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศของสองประเทศเข้าร่วมด้วย

📌 ที่มาที่ไปของ SDF

กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น หรือ JSDF บางครั้งเรียกว่า JSF หรือ SDF เป็นบุคลากรจากประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกจัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เพื่อแทนที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ถูกยุบ และฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครองญี่ปุ่น

ในเวลาหลังสงคราม กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นถูกใช้งานในเฉพาะภายในประเทศ มีหน้าที่ในการป้องกันประเทศอธิปไตยชาติเพียงอย่างเดียว และไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ ยกเว้นในสถานการณ์ที่เป็นการป้องกันตนเองในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น แม้อาจมีภารกิจในต่างประเทศในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ

แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2014ครม.ญี่ปุ่นได้ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นใหม่สรุปได้ว่า กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นจะสามารถส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจการป้องกันตนเองร่วมได้(Collectvie-Self Defence) ตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อปกป้องชาติหนึ่งจากการถูกรุกราน โดยญี่ปุ่นจะสามารถไปช่วยเหลือชาติพันธมิตรใกล้ชิดที่ถูกโจมตีได้ หากการโจมตีนั้นเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และไม่มีวิธีอื่นในการปกป้องชีวิตชาวญี่ปุ่น

ในด้านการพัฒนาอาวุธ ในรธน.ญี่ปุ่นถูกกำหนดห้ามพัฒนาอาวุธในเชิงรุก ส่วนในด้านการห้ามส่งออกอาวุธนั้น แม้ญี่ปุ่นจะเป็นผู้กำหนดขึ้นเองเมื่อปี 1967 แต่ในวันที่ 1 เมษายน 2014 ญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายกฎห้ามส่งออกอาวุธ โดยสามารถส่งออกอาวุธและมีส่วนร่วมในการผลิตอาวุธกับนานาชาติได้ แต่ญี่ปุ่นจะไม่ส่งออกอาวุธให้แก่ประเทศที่ตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง หรืออาจเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของนานาชาติ นอกจากนี้ การจำหน่ายอาวุธก็จะต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมสันติภาพสากลคือต้องเป็นยุทโธปกรณ์ที่ไม่ใช่เพื่อสังหาร และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของญี่ปุ่นเอง

ส่วนในด้านการสนันสนุนกองกำลังต่างชาติ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2015 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแก้ไขกฎบัตรว่าด้วยการสนับสนุนต่างชาติ โดยสามารถมอบทุนสนับสนุนภารกิจของกองกำลังต่างชาติที่มิใช่การสู้รบ

 

 

ที่มา :
mcot : https://tna.mcot.net/world-832340
naewna : https://www.naewna.com/inter/618829
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/519058/
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2253217
matichon : https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_492813

ผู้นำญี่ปุ่นลั่นเสริมแกร่งกองกำลังป้องกันตนเอง

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ