skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ผู้นำโลกร่วมประชุม COP26 ความหวังสุดท้ายแก้ ‘วิกฤตโลกร้อน’

ผู้นำประเทศจากกว่า 120 ชาติทั่วโลก คณะผู้แทนจากนานาประเทศหลายพันคน รวมถึงสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคี กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) หรือ ‘COP26’ ที่เมืองกลาสโกลว์ของสก็อตแลนด์วันนี้

ถือเป็นงานประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุด ที่มีการรวมตัวกันตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 12 พ.ย.เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ท่ามกลางการติดตามผลการประชุมว่าจะคืบหน้าและเป็นรูปธรรมหรือไม่ หลังจากภัยพิบัติทางธรรมชาติจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดว่า กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

📌 เปิดฉากการประชุม

นายกรัฐมนตรีบอร์ริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร กล่าวในการเปิดประชุม โดยเรียกร้องให้เกิดความมุ่งมั่น การดำเนินการ และให้ทุกฝ่ายเร่งลงมือแก้ปัญหา

“มวลมนุษยชาติได้เตะถ่วงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานแล้ว เหลืออีกเพียงหนึ่งนาทีจะเที่ยงคืน เราต้องลงมือตอนนี้…หากเราไม่จริงจังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวันนี้ จะสายไปสำหรับลูกหลานของเราที่จะเริ่มจริงจังในภายภาคหน้า”

พร้อมกล่าวว่าทั่วโลกจะต้องเริ่มเปลี่ยนความมุ่งหวัง ไปสู่การลงมือทำเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก และเรียกร้องให้ผู้นำโลกเริ่มดำเนินการยุติการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินอย่างจริงจัง เร่งการเปลี่ยนผ่านมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และยุติการทำลายป่าไม้

การดำเนินการนี้จะสร้างความเแลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ให้กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทศวรรษนี้ บนเส้นทางไปสู่การบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และรักษาระดับการเพิ่มของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส

ในขณะที่สหราชอาณาจักรประกาศจะทุ่มเงินอีก 1 พันล้านปอนด์ (ราว 45,600 ล้านบาท) ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ที่เป็นแนวหน้าเผชิญวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2025 หากเศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าที่คาดการณ์ไว้

เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปกป้องชุมชนที่เป็นแนวหน้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปกป้องธรรมชาติและความหลากหลายทางธรรมชาติ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

📌 เลขาสหประชาชาติหนุน

อันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวบนเวทีว่า ความคิดที่ว่าเรายังสามารถแก้วิกฤตอันใหญ่หลวงนี้ได้เพราะเรากำลังมาถูกทาง “นั่นคือภาพลวงตา” พร้อมย้ำว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญกับความจริง และเรากำลังมุ่งไปสูงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

“วิทยาศาสตร์ชี้ให้เราเห็นแล้วอย่างชัดเจน เรารู้ว่าต้องทำอะไร การควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสคือหนทางเดียว เราต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น และโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 45% ภายในปี 2030 ซึ่งกลุ่มชาติสมาชิก G20 มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 80% ของทั้งโลก ฉะนั้น ประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหานี้”

ถึงเวลาที่ต้องพูดว่าพอแล้ว พอแล้วกับการกระทำทารุณต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พอแล้วกับการฆ่าเราเองด้วยคาร์บอน พอแล้วกับการปฏิบัติต่อธรรมชาติเหมือนห้องสุขา พอแล้วกับการเผาไหม้และการเจาะและขุดลึกลงไปอีก พวกเรากำลังขุดหลุมฝังศพของเราเอง

กูเตอร์เรสยังเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา ที่ว่าจะสนับสนุนเงินปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์ในกองทุนโลกร้อนสำหรับประเทศยากจน และขอให้ผู้นำระดับโลกทุ่มเทมากขึ้นเพื่อปกป้องชุมชนที่เปราะบาง โดยกล่าวว่า มีผู้คนเกือบ 4,000 ล้านคนที่ประสบกับภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “ความหายนะนั้นมีแต่จะโตขึ้น” เขากล่าวเสริม.

📌 สหรัฐขอมีบท

ด้านปธน.ไบเดนประกาศว่า สหรัฐฯ มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งก็คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50-52% ให้มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าที่บันทึกได้เมื่อปี ค.ศ. 2005 ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ จะแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า อเมริกาไม่ได้เพียงกลับเข้ามาร่วมกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ยังจะมาเป็นผู้นำด้วยการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนี้ด้วย นับเป็นความพยายามที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นจากทั่วโลก หลังจากที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อน ขณะที่ปธน.ไบเดนตัดสินใจกลับเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวทันทีหลังจากเข้ารับตำแหน่ง

นอกจากการแสดงความมุ่งมั่นดังกล่าวแล้ว ปธน.ไบเดน ยังประกาศเป้าหมายใหม่ๆ ของสหรัฐฯ อันได้แก่ แผนงานต่างๆ ภายใต้งบประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สำหรับนโยบาย President’s Emergency Plan for Adaptation and Resilience เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก รวมทั้งการสนับสนุนและดำเนินการต่างๆ การผ่านกฎหมายเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 1 กิกะตัน (gigaton) หรือราว 1 ล้านล้านกิโลกรัม ภายในปี ค.ศ. 2030 ด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ตน “รู้สึกผิดหวัง” ที่จีนและรัสเซีย ไม่ได้เสนอพันธสัญญาใหม่ๆ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย ทั้งนี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ไม่เดินทางมาเข้าร่วมด้วยตัวเอง โดยรัฐบาลปักกิ่งใช้วิธีเผยแพร่คำแถลงของสีแบบเป็นลายลักษณ์อักษรแทน ทำให้มีการวิเคราะห์ว่า เป็นสัญญาณว่า ผู้นำจีนไม่ประสงค์ร่วมเสวนาในประเด็นที่ “เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างชัดเจน” ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ตามด้วยสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู)

📌 ทำไมถึงสำคัญ?

การประชุมคอป26 เกิดขึ้นหลังที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ซึ่งอิตาลีเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ปิดฉากการประชุม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้มีการบรรลุมติเรียกร้องการดำเนินการ “ที่จริงจังและมีประสิทธิภาพ” แต่ไม่มีการให้รายละเอียดชัดเจน เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นศูนย์” หรือเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050และการลดการสนับสนุนการใช้พลังงานถ่านหิน ส่งผลให้หลายฝ่ายฝากความหวังไว้กับการประชุม COP26 ว่าจะมีข้อตกลงที่ชัดเจนหรือการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ก่อนหน้านี้สหประชาชาติ หรือ UN คาดการณ์ไว้ว่า หากมนุษยชาติยังคงดำเนินกิจกรรมในแบบที่เป็นอยู่ โลกอาจร้อนขึ้นได้มากถึง 2.7 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิโลกเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นตัวเลขที่อันตรายมากเนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมของทั้งโลก จะต้องเผชิญกับหายนะแบบที่โลกไม่เคยเผชิญ

เป้าหมายของผู้นำโลกในขณะนี้จึงเป็นการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในการประชุม Cop26 ในครั้งนี้มีเพียง 12 จากราว 190 ชาติเท่านั้นที่ปฏิญาณว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ ‘Net Zero Emission’ ให้ได้ภายในหรือในช่วงปี 2050

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากต้องการบรรลุเป้าหมาย ‘1.5C’ โลกจะต้องตั้งเป้าที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2030 ด้วย ไม่ใช่เป้าหมายระยะไกลในปี 2050 เพียงอย่างเดียว โดยออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการยืนยันเกี่ยวกับเป้าหมายของปี 2030 แต่อย่างได

รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (UN)ยังเตือนว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขณะนี้กำลังจะทำให้ภูเขาน้ำแข็ง 3 แห่งสุดท้ายในแอฟริกาละลายหายไปภายใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ในปี 2020 ที่ผ่านมาเป็น 1 ใน 3 ปีที่โลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกตั้งแต่ปี 1850 หรือเมื่อ 170 ปีที่แล้ว ซึ่งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หายนะของสภาพภูมิอากาศ”

📌 หวั่นถกลดโลกร้อนคว้าน้ำเหลว

น.ส.เกรตา ธันเบิร์ก สาวนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมคนดังของโลก เดินทางเข้าร่วมการชุมนุมหลายสิบแห่งทั่วเมืองกลาสโกว์ พร้อมกล่าวกับผู้ชุมนุมรุ่นเยาว์ของ “ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต” (Fridays for Future) ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณเฟสติวัล พาร์ก ใกล้กับสถานที่จัดการประชุม COP26 ว่า การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นจากกลุ่มนักการเมือง ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดดังกล่าว แต่เกิดจากทุกคนที่แสดงความเป็นผู้นำออกมา การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ก็เหมือนกับการประชุมในครั้งก่อน ๆ ที่ไร้ทิศทาง ภายในงานดังกล่าวมีแต่นักการเมืองและผู้มีอำนาจที่แกล้งทำเป็นเอาจริงเอาจังกับอนาคต และแสร้งจริงจังกับสภาวะของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทั้งยังระบุเพิ่มเติมว่าทุกคนรู้สึกเจ็บปวด และเหนื่อยหน่ายกับการแสดงออกด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองไม่ว่าบรรดาผู้นำประเทศจะเห็นชอบหรือไม่ก็ตาม ขอให้ผู้ติดตามหลายล้านคนลงนามในจดหมายเปิดผนึกตำหนิบรรดาผู้นำโลกที่ทรยศต่อเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

ส่วนนางคริสตินา ฟิกัวเรส อดีตเลขานุการโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ คาดว่าการประชุมในกลาสโกว์จะไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเท่ากับการประชุมในฝรั่งเศสเมื่อปี 2015 ซึ่งนำไปสู่การบรรลุความตกลงปารีส

เพราะเห็นแนวโน้มจากการที่บรรดาชาติผู้นำมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจี-20 ไม่แสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อนรุนแรงในกำหนดเส้นตายอีก 29 ปีข้างหน้า

โดยเฉพาะประเด็นถ่านหิน ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่จะยุติการใช้ถ่านหินในแต่ละประเทศ รวมถึงสัญญาว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทนยังถูกลดความสำคัญด้วย

📌 ประชุมระดับโลก ก็พ่นก๊าซระดับโลกเช่นกัน

เดลีเมลสื่ออังกฤษ รายงานบรรยากาศการประชุมครั้งนี้ ว่ามีจำนวนผู้คนมหาศาลต่อแถวเข้าคิวที่บริเวณทางเข้าของการประชุม โดยภาพที่ปรากฎออกมาแสดงให้เห็นถึงคนจำนวนมากกำลังเข้าคิวผ่านการตรวจรักษาความปลอดภัย หนึ่งในผู้สังเกตการณ์ยูเอ็นเปิดเผยว่า “นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับ COP เพราะทุกคนต่างมีความรู้สึกเป็นนักธุรกิจ(ที่ต้องเร่งรีบ)” สื่ออังกฤษยังชี้ว่า มีตัวแทนเข้าร่วมการประชุมบางส่วนพยายามที่จะไม่เข้าคิว

นอกจากนี้ยังพบว่าการเดินทางรถไฟของเมืองกลาสโกว์ยังเป็นปัญหา และไม่ต่างจากทางอากาศเพราะในวันอาทิตย์(31 ต.ค)ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานพบว่ามีต้นไม้ล้มขวางรางไว้ ส่งผลทำให้รถไฟเส้นหลักชายฝั่งตะวันตกต้องหยุดให้บริการเป็นส่วนใหญ่ และส่วนเส้นชายฝั่งตะวันออกต้องล่าช้าหลังสายไฟกำลังสูง ใกล้กับปีเตอร์โบโร(Peterborough)เกิดเสียหาย

สนามบินกลาสโกว์และเอดินบะระเกิดปัญหาด้านการจราจรทางอากาศตามมา โดยเดลีเมลพบว่ามีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของผู้ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งสำคัญนี้ 400 ลำรวมไปถึงของเจ้าของแอมะซอน เจฟฟ์ เบโซส และเจ้าชายอัลแบร์แห่งโมนาโก

โดยที่สนามบินกลาสโกว์พบว่ามีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินเข้าไม่ต่ำกว่า 52 ลำ ซึ่งนักสิ่งแวดล้อมชี้ว่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่บินเข้าร่วมการประชุม COP26 จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งหมด 13,000 ตันหรือคิดเป็นจำนวนการถูกใช้โดยชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 1,600 คนใน 1 ปี

หนึ่งในบุคคลข้างต้นยังรวมถึงเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฏราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งเสด็จราชดำเนินมาจากการประชุมจี20 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี

แถลงการณ์โฆษกพระตำหนักคลาเรนซ์ ระบุว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงเป็นผู้นำในการรณรงค์การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก และทรงตัดสินพระทัยที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินลำดังกล่าวบนเงื่อนไขที่ต้องใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเท่านั้น

คณะที่เดินทางมาในนามของ แบงค์ ออฟ อเมริกา ซึ่งเคยประกาศนโยบายรักษ์โลก ใช้เครื่องบินส่วนตัวถึง 2 ลำ ส่วนนายเบซอส ที่มักรณรงค์การลดโลกร้อนก็เดินทางมาด้วยเครื่องบินส่วนตัว หลังเพิ่งนั่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไปฉลองงานวันคล้ายวันเกิดให้ บิล เกตส์

เดลีเมลรายงานว่า แค่เฉพาะขบวนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดนที่การเดินทางของเขาประกอบไปด้วยเครื่องบิน 4 ลำ เฮลิคอปเตอร์มารีนวัน 1 ลำและขบวนยานพาหนะที่มีทั้งรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีและรถติดตามซึ่งเป็นรถSUVเป็นจำนวนมากส่งผลทำให้คาดว่าการเดินทางของไบเดนเพื่อเข้าร่วมการประชุมจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 2.2 ล้านปอนด์ โดยไบเดนร่อนลงจอดที่สนามบินเอดินบะระ

 

 

ที่มา :
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/432261/
voa : https://www.voathai.com/a/success-at-cop26-ct/6296222.html
voicetv : https://voicetv.co.th/read/LmIUgx1TK
thaipost : https://www.thaipost.net/news-update/abroad-news/16728/
postoday : https://www.posttoday.com/world/666953
khaosod : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6709419
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6709045

ผู้นำโลกร่วมประชุม COP26 ความหวังสุดท้ายแก้ ‘วิกฤตโลกร้อน’

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ