skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยืนยันการยึดมั่นกระบวนการตามครรลองของสันติภาพและประชาธิปไตย แต่อาเซียนควรพิจารณาการก่อความรุนแรงโดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาด้วย

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและนายกรัฐมนตรีของเมียนมา แถลงในวันนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดภายในประเทศ นับตั้งแต่วันรัฐประหาร 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ยืนยันกองทัพเมียนมามีความมุ่งมั่นต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ และการถ่ายโอนอำนาจตามหลักการประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางดังกล่าวมีอุปสรรคจากการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มก่อการร้าย” แต่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กลับไม่เคยให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ และเอาแต่เดินหน้าเรียกร้องให้มีการแก้ไขสถานการณ์ โดยมองข้ามความเป็นจริงที่อีกฝ่ายก่อขึ้นอย่างรุนแรง

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลทหารเมียนมายินดีต้อนรับ และพร้อมหารือกับนายอีริวาน ยูซอฟ รมช.การต่างประเทศของบรูไน ซึ่งต้องการเยือนกรุงเนปิดอว์ ในฐานะผู้แทนพิเศษทางการทูตของอาเซียน และยืนยันการปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ตามที่ตกลงกันในระดับอาเซียน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

แต่ “ข้อเรียกร้องบางประการ” ของยูซอฟ เป็นประเด็นที่ไม่สามารถเจรจาได้ ซึ่ง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ไม่ได้ขยายความ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมายืนยันว่า การขอพบนางออง ซาน ซูจี “เป็นไปไม่ได้” เนื่องจากอดีตผู้นำหญิงอยู่ในฐานะจำเลย และต้องอยู่ในกระบวนการไต่สวนของศาลอย่างเคร่งครัด

หลังการออกกล่าวทางโทรทัศน์ของมิน อ่อง ลาย ทางการเมียนมายังได้ประกาศปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมหรือผู้ที่ถูกออกหมายจับในระหว่างการประท้วงต่อต้านเหตุรัฐประหารในเมียนมามากกว่า 5,600 คนเป็นอิสระ โดยชี้ว่าการนิรโทษกรรมมีขึ้นด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาไม่ได้กล่าวถึงการไม่ได้รับเชิญ ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ผ่านระบบทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ ที่บรูไนจะเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค.นี้ แต่แถลงการณ์ของรัฐบาลเงาที่เป็นฝ่ายต่อต้าน ระบุว่า “เหมาะสมแล้ว” และเสนอตัวพร้อมรับคำเชิญ แต่ “ยินดีและยอมรับ” หากอาเซียนเชิญ “บุคคลอื่น” จากการที่แถลงการณ์ของอาเซียนระบุว่า ผู้แทนเมียนมาในการประชุมปลายเดือนนี้ “ต้องไม่ใช่ฝ่ายการเมือง”.

📌 ท่าทีของชาติอาเซียน

กระทรวการต่างประเทศของสิงคโปร์ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมว่า การตัดสินใจดังกล่าวของอาเซียน “ยากลำบากแต่มีความจำเป็น” เพื่อ “รักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร” ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์กล่าวด้วยว่า “แทบไม่มีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ” นับตั้งแต่มีการบรรลุ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ร่วมกับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และเรียกร้องรัฐบาลทหารเมียนมาประสานความร่วมมือกับผู้แทนพิเศษของอาเซียน คือ นายอีริวาน ยูซอฟ รมช.การต่างประเทศบรูไน

ขณะที่ นางเรตโน มาร์ซูดี รมว.การต่างประเทศของอินโดนีเซีย กล่าวว่า เธอเป็นผู้เสนอให้อาเซียน “เว้นการเชิญผู้แทนทางการเมืองของเมียนมา” เข้าร่วมการประชุม จนกว่าสถานการณ์ภายในเมียนมาจะคลี่คลายตามกระบวนการประชาธิปไตย

ด้าน นายไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ รมว.การต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลทหารเมียนมา ในการส่ง “ผู้แทนทางเลือก” เข้าร่วมการประชุมปีนี้ และยืนยันว่า อาเซียนไม่เคยมีความคิดยกเลิกหรือระงับสถานภาพสมาชิกของเมียนมา อาเซียนให้เกียรติเมียนมา “ด้วยความเท่าเทียม” มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาเซียนไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลทหารเมียนมา สมาชิกที่เหลืออีก 9 ประเทศจึงต้องแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งร่วมกัน เพื่อความน่าเชื่อถือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

📌 ‘ก้าวก่าย’ กิจการภายในครั้งแรก

สำนักข่าว BBC ชี้ว่านี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดการประชุมของบรรดาผู้นำอาเซียน ที่ปกติแล้วจะยึดถือหลักการ ‘ไม่ก้าวก่ายหรือแทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก’ มาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้ชาติสมาชิกอาเซียนไม่ต้องการเห็นส่วนร่วมของผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมาเพราะยังไม่มีทีท่าว่าเขาต้องการจะยุติความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในประเทศให้จบลงตามที่เคย ‘สัญญาไว้’ ในการประชุมอาเซียนนัดพิเศษเมื่อเดือน เม.ย.แต่อย่างใด

การตัดสินใจร่วมครั้งนี้ทำให้มินอ่องหล่ายน์ “รู้สึกผิดหวัง” อย่างมาก ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โฆษกของคณะรัฐประหารเมียนมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ในเมียนมา ระบุว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพราะ การก้าวก่ายจากนานาชาติ โดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปได้ร่วมกันกดดันไปยังผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกันตัดสินใจไม่เชิญผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุม

📌 ผู้นำคณะรัฐประหารตั้งตนเป็น ‘นายกฯ’

ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มินอ่องหลายน์ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์โดยระบุว่าจะขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงปี 2023 หรือประมาณ 2 ปีครึ่ง หลังจากเหตุรัฐประหาร 1 ก.พ. แม้จะเคยกล่าวว่าจะบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาแค่ปีเดียว พร้อมยังได้เข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จากก่อนหน้านี้ที่ทำหน้าที่รักษาการ

อีกทั้งสั่งปรับเปลี่ยนสภาบริหารแห่งรัฐที่ตั้งขึ้นหลังรัฐประหารและเขาเองนั่งเป็นประธาน กลายสภาพมาเป็นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเต็มตัว โดยให้เหตุผล “เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และมีประสิทธิภาพ”

📌 อยากได้รับการยอมรับในเวทีโลก

ผู้สื่อข่าว BBC ชี้ว่า การประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการรวมตัวแค่เฉพาะผู้นำอาเซียน แต่ยังรวมไปถึง โจ ไบเดน ปธน.สหรัฐฯ และผู้นำโลกอีกหลายชาติ

ซึ่งการตัดสินใจเลือกที่จะตัดมินอ่องหล่ายน์ออกจากการมีส่วนร่วมถือเป็นการพลาดโอกาสครั้งสำคัญของเมียนมา หลังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติภายใต้การนำของรัฐบาลที่มีจากการทำรัฐประหาร และขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่ากองทัพเมียนมาจะยอมเดินหน้ามาตรการยุติความรุนแรงที่กระทำต่อประชาชนแต่อย่างใด

📌 ฉันทามติ ‘ลมปาก’?

ในการประชุมนัดพิเศษวันที่ 24 เม.ย. 2021 ณ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงทางออกในการจัดการกับปัญหาความรุนแรง และการเข่นฆ่าประชาชนจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพเมียนมา มินอ่องหล่ายน์และผู้นำอาเซียนได้บรรลุฉันทามติ 5 ประการ

โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ความรุนแรงในเมียนมาต้องยุติทันที และทุกภาคส่วนต้องหยุดยั้งการกระทำอย่างถึงที่สุด” และ “จะต้องมีการเจรจาร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่ทางออกที่สันติโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก”

อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบัน ความรุนแรงในเมียนมาไม่มีทีท่าจะยุติลง โดยตัวเลขทางการที่มีรายงานล่าสุดโดยสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองในเมียนมา หรือ AAPP เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาชี้ว่า ประชาชนเสียชีวิตจากน้ำมือของกองทัพเมียนมาและคณะรัฐประหารไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย

 

 

ที่มา :
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/386323/
voicetv : https://voicetv.co.th/read/R9idEnfaJ

มิน อ่อง หล่าย จี้อาเซียนมองความรุนแรงจากฝ่านต้านทหารเมียนมาด้วย

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ