skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ย้อนประวัติปูติน กับแนวคิดหวนคืนสหภาพโซเวียต

📌 เส้นทางชีวิตผู้นำหมีขาว

วลาดิเมียร์ ปูติน มีชื่อเต็ม ๆ ว่า วลาดิเมียร์ วลาดิมีโรวิช ปูติน (Vladimir Vladimirovich Putin) เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 1952 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ย่าง 70 ปี

ปูติน เกิดในเลนินกราด (Leningrad) สมัยยังเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republics: USSR) ก่อนที่จะแตกในปี 1991 ออกเป็นทั้งหมด 15 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย เบลารุส ยูเครน มอลโดวา จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ปัจจุบันเลนินกราด คือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) โดยรัสเซียมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธรัฐรัสเซีย (the Russian Federation) ซึ่งในตอนที่สหภาพโซเวียตแตก ปูตินมีอายุได้ 38 ปี

วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 3 คน ของวลาดิเมียร์ สปิริโดโนวิช ปูติน (Vladimir Spiridonovich Putin) และมาเรีย ไอวาโนฟนา ปูตินา (Maria Ivanovna Putina) โดยปู่ของปูติน “สปิริดอน ปูติน” (Spiridon Putin) เป็นพ่อครัวส่วนตัวให้กับ วลาดิเมียร์ อิลิช อุลยานอฟ (Vladimir Ilyich Ulyanov) หรือที่รู้จักกันในนามของเลนิน (Lenin) นั่นเอง รวมไปถึงเป็นพ่อครัวให้กับโจเซฟ สตาลิน (Joseph Vissarionovich Stalin) อีกด้วย

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แม้ปูตินจะเป็นน้องคนสุดท้อง แต่กลับใช้ชีวิตเหมือนลูกคนเดียว จากการที่พี่ชายทั้งสองเสียชีวิตหลังปูตินเกิดได้ไม่นาน โดยอัลเบิร์ตเสียชีวิตในวัยเด็ก และวิกเตอร์เสียชีวิตด้วยโรคคอตีบระหว่างการล้อมเลนินกราด โดยกองกำลังนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

📌 ฉายแววผู้นำ

ปูติน เริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้อย่าง “แซมโบ” และ “ยูโด” ตั้งแต่อายุได้เพียง 12 ปี และศึกษาภาษาเยอรมันในระดับมัธยมศึกษา ปูตินจบชั้นนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัฐเลนินกราด ที่ปัจจุบันเรียกว่ามหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (Saint Petersburg State University) ในปี 1975

หลังจากที่จบมาปูตินได้เข้าร่วมกับหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต (KGB) จากการที่ปูตินสามารถพูดคุยภาษาเยอรมันได้จึงถูกส่งไปแฝงตัวอยู่ในเยอรมันตะวันออก และลาออกมาเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 1991 ในยศพันโท หลังจากที่รัฐประหารสหภาพโซเวียตที่ไม่ประสบความสำเร็จเริ่มขึ้นเป็นวันที่สอง (เริ่มรัฐประหารวันที่ 19 ส.ค. 1991) ต่อ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต

📌 มุ่งสู่ความรุ่งโรจน์

ความจริงแล้ว วลาดิเมียร์ ปูติน เริ่มหันหน้าเข้าสู่การเมืองตั้งแต่ช่วงปี 1990 ก่อนที่จะลาออกจาก KGB โดยไปเป็นที่ปรึกษากิจการระหว่างประเทศให้แก่ อนาโตลี โสบจักร (Anatoly Sobchak) นายกเทศมนตรีเลนินกราด ในช่วงปี 1994-1996

วลาดิเมียร์ ปูติน ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและรัฐบาลอีกหลายตำแหน่งในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มีนาคม 1994 ปูตินได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานคนแรกของรัฐบาลเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก , พฤษภาคม 1995 ปูตินตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนรัฐบาล ที่มีชื่อว่า “Our Home” ร่วมกับนายกรัฐมนตรี วิคเตอร์ เชอร์โนไมร์ดิน (Viktor Chernomyrdin) รวมไปถึงได้จัดการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติสำหรับพรรค และเป็นผู้นำของสาขาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจนถึงปี 1997

แต่ปูตินได้ย้ายไปประจำการอยู่ที่กรุงมอสโก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายบริหารทรัพย์สินของประธานาธิบดี ตั้งแต่ปี 1996 โดยในปี 1997 ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) แต่งตั้งปูตินเป็นรองเสนาธิการประธานาธิบดี

ปี 1998 ปูตินได้รับแต่งตั้งเป็นรองเสนาธิการประธานาธิบดีประจำภูมิภาคคนแรก และในปีเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีเยลต์ซินแต่งตั้งปูตินเป็นผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐ (Federal Security Service: FSB) ซึ่งเป็นองค์กรข่าวกรองและความมั่นคงขั้นต้นของสหพันธรัฐรัสเซียและผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก KGB

ปี 1999 ปูตินได้รับแต่งตั้งให้รักษาการนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียโดยประธานาธิบดีเยลต์ซิน ซึ่งประธานาธิบดีเยลต์ซินถึงกับออกปากประกาศว่า “ปูตินนี่แหละ คือ ผู้สืบทอดของเขา” และในวันสุดท้ายของปี 31 ธ.ค. 1999 ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

หลังจากที่ปูตินก้าวเข้าสู่วงการการเมืองนับ 10 ปี สั่งสมประสบการณ์ อิทธิพล และอำนาจ ถึงเวลาแล้วที่คนทั้งโลกจะรู้จักกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในฐานะ ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ต่อจากประธานาธิบดีเยลต์ซิน และขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พ.ค. 2000 และต่อสมัยที่ 2 ถึงปี 2008

แต่ตามกฎหมายรัสเซีย บุคคลสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัยติด โดยเป็นสมัยละ 4 ปี หลังจากนั้นปูตินจึงสลับตำแหน่งกับดิมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย จากนายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานาธิบดี และปูตินที่เป็นประธานาธิบดีมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ในการประชุมสหรัสเซียในกรุงมอสโกเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2011 ประธานาธิบดีเมดเวเดฟ เสนออย่างเป็นทางการว่า จะให้ปูตินขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปีถัดไป ซึ่งได้มีการเตรียมการให้จากเดิมที่เป็นประธานาธิบดีจาก 4 ปี เป็น 6 ปี เพื่อให้วลาดิเมียร์ ปูติน สามารถดำรงตำแหน่งได้นานขึ้นอีก จาก 8 ปี เป็น 12 ปี

📌 ความคับแค้นใจจากการล่มสลาย

ในคืนวันที่ 5 ธันวาคม 1989 ไม่กี่สัปดาห์หลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน พร้อมกับการล่มสลายของการเป็นรัฐภายใต้ปกครองสหภาพโซเวียต ฝูงชนพากันบุกเข้าไปที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (Stasi) ที่ตั้งของกองบัญชาการของตำรวจลับ ที่เคยเป็นพื้นที่ต้องห้ามในเมืองเดรสเดน เมืองหลวงของฝั่งเยอรนีตะวันออก และที่สำคัญคือเป็นที่ทำการของหน่วยสืบราชการลับ KGB

ซิกฟรีด แดนแนธ หนึ่งในฝูงชนที่บุกเข้าไปวันนั้น เล่าย้อนอดีตว่า “การ์ดที่ประตูพากันถอยร่นเข้าไปในอาคาร แต่หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่  KGB คนหนึ่งเดินออกมา เขาเป็นชายร่างเล็กและท่าทางกระสับกระส่าย เขาพูดกับพวกเราว่าอย่าพยายามฝ่าเข้าไปในอาคารเลย สหายของผมมีอาวุธ และพวกเขาได้รับอำนาจให้ใช้อาวุธในกรณีฉุกเฉิน”

แม้คำพูดของเขาจะทำให้มวลชนล่าถอยออกไป แต่เจ้าหน้าที่ KGB ผู้นี้รู้อยู่แก่ใจว่า สถานการณ์ยังอันตรายเพียงใด เขาจึงโทรศัพท์ติดต่อไปยังกองบัญชาการหน่วยรถถังของกองทัพแดง (Red Army tank unit) เพื่อขอความคุ้มครอง แต่คำตอบที่ได้รับทำให้เขาสิ้นหวังและนำไปสู่ชีวิตที่พลิกผัน… เสียงจากอีกฝั่งบอกว่า “เราไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากมอสโคว์ และ มอสโคว์ก็เงียบสนิท”

จากวลีที่ว่า “มอสโคว์ก็เงียบสนิท” นี้เอง ได้หลอนเจ้าหน้าที่ผู้นี้นับแต่นั้นมา การเผชิญภาวะเฉียดตายโดยปราศจากความช่วยเหลือในวันนั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในวันนี้ ในฐานะ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

เอกสารทุกอย่างถูกเผาทำลาย ปูติน เดินทางกลับ เลนิกราด ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหภาพโซเวียตใกล้ล่มสลาย ภายใต้การบริหารของ “มิคาอิล กอร์บาชอฟ” ต่อมาวันที่ 25 ธ.ค.1991 กอร์บาชอฟ ประกาศลาออก หลังความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศ นำไปสู่การแยกตัว ตั้งรัฐเอกราชใหม่ 15 รัฐ และการล่มสลาย ของสหภาพโซเวียต

ปูติน เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซีย เล่าถึงความยากลำบาก หลังการล่มสลายของโซเวียตว่า เขาต้องไปขับรถแท็กซี่เพื่อหาเลี้ยงชีพ

ต่อมาในระหว่างการแถลงประจำปี 2005 โลกตะวันตกจับตา เมื่อ ปูติน กล่าวถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียดว่า “เป็นหายนะของภูมิศาสตร์การเมืองโลก”

“อย่างแรกเลย เราต้องยอมรับว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เป็นหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของภูมิศาสตร์การเมืองในศตวรรษ และนี่เป็นเรื่องเศร้าของชาวรัสเซีย เพื่อนร่วมชาติหลายสิบล้านคน ต้องอยู่นอกดินแดนรัสเซีย”

ปูตินเองไม่ได้ปิดบัง แต่ย้ำหลายครั้งผ่านการกระทำ และคำพูดว่าต้องการเปลี่ยนแปลง แก้ไขประวัติศาสตร์การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งการนำความยิ่งใหญ่ของโซเวียตกลับคืนมา มีทั้งเพลงชาติ ตราสัญลักษณ์โซเวียต และชัยชนะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นข้อพิสูจน์

แม้จะออกมาปฎิเสธว่า ไม่ได้ต้องการนำจักรวรรดิรัสเซียกลับคืนมา แต่ท่าทีต่อยูเครน และอดีตชาติสมาชิกโซเวียต กำลังย้ำว่า มอสโกในสมัยของปูตินจะไม่เงียบงัน

📌 ผู้เป็นที่สุด…ของทุกอย่าง

แม้ผู้คนจะมอง ปูติน ในลักษณะของภาพขาว-ดำ แต่ที่จริงคาแร็คเตอร์ของเขาซับซ้อนกว่านั้น ตอนที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจใหม่ ๆ ในช่วงปีแรก ๆ เขาพูดอย่างเปิดเผยต่อบรรดาผู้นำตะวันตกว่า ต้องการฉุดรัสเซียขึ้นมาจากความอ้างว้าง ทั้งยังพูดถึงเรื่องเข้าร่วมเป็นภาคขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสำหรับเขามันคือสัญลักษณ์ ถ้ารัสเซียได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของตะวันตกอีกครั้ง แต่ตอนนี้เขากลับมองว่าการรับสมาชิกเพิ่มของ NATO เข้าไปถึงพรมแดนรัสเซีย ทำให้รัสเซียมีสภาพเหมือนถูกปิดล้อมโดยทหารของพันธมิตร

ปูติน มองเยอรมันตะวันออกเป็นแดนสวรรค์ของเขามาตลอด จนกระทั่งไปเจอวันที่ตามหลอกหลอนเขา ตอนที่เผชิญหน้ากับฝูงชนที่เดรสเดนในวันนั้น ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลายตามในอีก 2 ปีต่อมา ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ ทำให้เขาปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของ “ตะวันตก” และนี่อาจเป็นไปได้ที่เขาระคายตาทุกครั้งที่มีการประท้วงของมวลชนในรัสเซีย และโทษว่าเป็นแผนบ่อนทำลายรัสเซียของตะวันตก ยังไม่รวมการประท้วงโค่นอำนาจรัฐบาลในประเทศอดีตสหภาพโซเวียตอื่น ๆและเมื่อ ยูเครน จะเข้าเป็นภาคีของ NATO ก็ยิ่งทำให้ปูตินรู้สึกเหมือนตะวันตกเข้ามาคุกคามถึงหน้าประตูบ้าน

📌 สิ้นสุดการเป็นประธานาธิบดีในปี 2024

ในวันว่างของปูติน คือการไปเดินป่า ตกปลา เพื่อเป็นการระบายความเครียดจากงานการเมืองที่สาหัส ถ้าไม่ติดในเรื่องที่เขาเคยเป็น KGB ชีวิตในเยอรมันตะวันออกของเขาก็เหมือนผู้ชายทั่วไปในยุคนั้น มาตรฐานการครองชีพของเยอรมันตะวันออกสูงกว่าสหภาพโซเวียต วลาดิมีร์ ยูซอลต์เซฟ อดีตสหาย KGB เล่าถึงปูตินว่า เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับแค็ตตาล็อกทางไปรษณีย์ เพื่อดูเทรนด์และแฟชั่นในยุคนั้น ทั้งยังชอบดื่มเบียร์ แต่รูปร่างเขาผอมบาง ไม่เหมือนภาพที่ทำเนียบเครมลินใช้ในการพีอาร์ในปัจจุบัน

 

 

 

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378864991
sprignews : https://www.springnews.co.th/news/821265
thaipbs : https://news.thaipbs.or.th/content/313083

 

 

ย้อนประวัติปูติน กับแนวคิดหวนคืนสหภาพโซเวียต

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ