skip to Main Content

ย้อนรอย 10 ปีจุดเริ่มต้นอาหรับสปริง

วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มุฮัมมัด บูอะซีซี พ่อค้าเร่ขายผักและผลไม้ จุดไฟเผาร่างตัวเองในเมืองซีดีบูซิดและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาหรับสปริง

อะลี บูอะซีซี ลูกพี่ลูกน้องของมุฮัมมัดเล่าว่า “17 ธันวาคม 2553 คงจะเป็นแค่วันธรรมดาอีกวันหนึ่งหากสื่อท้องถิ่นและผู้คนไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนั้น ทว่าความจริงก็คือพวกเขาตัดสินใจที่จะหยุดกลัวรัฐบาล และนั่นทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป”

อะลีเป็นเจ้าของร้านผักและผลไม้ในเมืองซีดีบูซิด เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใจกลางตูนีเซีย เขาเคยพบเห็นมุฮัมมัดเกือบทุกวันในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่เพราะเขามักมาช่วยเหลืองานที่ร้านอยู่เสมอ

อะลีกล่าวว่า “ฉันชอบเขามาก เขาเป็นคนดีคนหนึ่ง ปัญหาเดียวของเขาคือการเป็นคนโกรธง่ายและเมื่อเขาโกรธเขาจะไร้เหตุผลสุดๆ”

เมื่อสมัยที่มุฮัมมัดยังเป็นวัยรุ่น ผู้คนมักเรียกเขาว่า “บัสบูส” ซึ่งอะลีบอกว่ามันหมายถึง “คนที่ทำเรื่องตลก” เขามักเป็นคนเฮฮาและหัวเราะอย่างมาก แต่ในปีสุดท้ายของชีวิต ความมีอารมณ์ขันของเขาก็หายไปเพราะความเครียดที่เขาต้องประสบในทุก ๆ วัน

พ่อของมุฮัมมัดเคยทำงานในลิเบียก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อมุฮัมมัดอายุเพียง 3 ขวบ ทำให้เขาต้องแบกภาระของตนเองและครอบครัวซึ่งรวมถึงแม่และพี่น้องของเขาอีก 6 ชีวิต

อะลีเล่าว่า “ทุกวัน มุฮัมมัดจะนำรถเข็นไปที่ตลาดค้าส่งในช่วงเที่ยงคืนเพื่อซื้อผักและผลไม้ แล้วนำมาขายในช่วงเช้าจนถึงเย็นของวันถัดไป จากนั้นเขาจะกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะตื่นนอนและเข้าสู่วงจรชีวิตเดิมซ้ำไปซ้ำมา เขามักจะหมกมุ่นอยู่กับงานและการชำระหนี้สินของเขา”

“ในช่วงเช้าวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ตำรวจได้ยึดเครื่องชั่งของมุฮัมมัดเพราะเขาขายสินค้าบนถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาจึงไปร้องเรียนผู้ว่าการเมือง ณ ที่ทำการปกครองเมืองซีดีบูซิด แต่ผู้ว่าฯ ปฏิเสธที่จะออกมาพบเขา ด้วยความสิ้นหวังอย่างที่สุด เขาจึงตัดสินใจประท้วงด้วยการจุดไฟเผาตัวเองที่ถนนหน้าอาคารดังกล่าว” อะลีเล่า และเพิ่มเติมว่า “ไม่มีใครต้องการฟังเขาเลย หากในวันนั้นผมอยู่กับเขา ผมจะเข้าแทรกแซงเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผมจะหาทางเข้าพบผู้ว่าฯ ให้ได้ หากจำเป็นต้องใช้กำลังผมก็จะทำ แต่ผมไม่ได้อยู่ที่นั่น”

อะลีหยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ขอผมเล่าอะไรบางอย่างที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน ลูกพี่ลูกน้องของเรา “ลาซาด“ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมภาษีในตลาดบอกกับผมทีหลังเกี่ยวกับบทสนทนาที่เขามีกับมุฮัมมัดหนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุว่า “ฉันเบื่อและเหนื่อยมาก ฉันหายใจไม่ออกอีกต่อไปแล้ว” มุฮัมมัดบอกกับลาซาด

“การคอรัปชั่นโดยตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเรื่องปกติ ตำรวจมักจะคุกคามมุฮัมมัดอยู่เสมอ” อะลีเล่าต่อและว่า “เพราะเขาทำงานโดยผิดกฎหมาย พวกเขาจึงเรียกสินบนจากมุฮัมมัด เขาต้องเลือกระหว่างการแบ่งรายได้ประจำวันส่วนหนึ่งให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ หรือจะยอมปล่อยให้ตราชั่งหรือผักผลไม้ของเขาถูกยึด”

17 ธันวาคม 2554 เศาะลาห์ ลุงของอะลีมาที่ร้านและบอกว่าเขาได้ยินบางคนกล่าวว่ามีคนจุดไฟเผาตัวเอง เศาะลาห์กล่าวว่า “ไปดูกันเถอะว่าเราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง” อะลีนำกล้องของเขาไปเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์โดยที่เขายังไม่รู้ว่าชายคนนั้นคือลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง

เมื่ออะลีและเศาะลาห์ไปถึงจุดเกิดเหตุ คนขับแท็กซี่คนหนึ่งกำลังใช้เสื้อแจ็คเก็ตของเขาคลุมตัวมุฮัมมัดเพื่อดับไฟที่ลุกโชน ก่อนที่เขาจะวิ่งมาหาอะลีและกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “อะลี นั่นมุฮัมมัด! นั่นคือบัสบูส คนดีของเรา”

อะลีเล่าว่าเขาตกใจสุดขีดและร้องไห้แต่ก็พยายามบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ด้วยกล้องของเขา หลังจากมุฮัมมัดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผู้คนก็มารวมตัวกันมากขึ้นเพื่อประท้วงหน้าที่ทำการปกครองของเมือง ในตอนแรกผู้ประท้วงมีเพียงครอบครัวและคนรู้จักของมุฮัมมัดเท่านั้น ทุกคนตกอยู่ในภาวะตกใจและต้องการพบกับเจ้าหน้าปกครองของเมืองที่อยู่ในอาคารฯ ขณะที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องเฝ้าดูเหตุการณ์จากระยะไกล

ไม่นานจากนั้นผู้คนก็เริ่มเข้าร่วมทีละสิบรายจนกลายเป็นหลายร้อยคน จนในที่สุดพวกพวกเขาก็จะบุกเข้าไปยังอาคารทำการ แต่เจ้าหน้าที่ยังปฏิเสธจะออกมาพบพวกเขาและเลือกที่จะหลบหนีไป

อะลีที่เพิ่งสร้างบัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊กก่อนหน้านั้นเพียงสองเดือนตัดสินใจโพสต์วิดิโอบันทึกเหตุการณ์การประท้วงดังกล่าวลงในเฟสบุ๊กของเขา เขาเล่าว่า “แน่นอนว่าผมกลัวมากตอนที่โพสต์คลิปนั้นเพราะการเป็นฝ่ายตรงข้ามและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้นเป็นเรื่องอันตรายมากอยู่เสมอ” เรือนจำและสถานีตำรวจของเบ็น อะลี นั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม “แต่ผมรู้สึกว่าผมถอยไม่ได้แล้วในตอนนี้ เพื่อลูกๆ และครอบครัวของผม นี่คือโอกาสที่พระเจ้ามอบให้แล้ว และผมต้องคว้ามันไว้”

แล้ววิดิโอดังกล่าวก็ถูกแชร์ไปอย่างกว้างขวางในเวลาไม่นาน และช่วงเย็นของวันเดียวกันนั้นสถานีข่าวต่างๆ ก็เริ่มรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในตูนีเซีย “รัฐบาลตื่นตระหนกเมื่อข่าวสารถูกส่งไปถึงสื่อนานาชาติ เพราะพวกเขาควบคุมสื่อในประเทศมาโดยตลอด เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อคือสิ่งที่รัฐบาลกลัว” อะลีกล่าว

แต่แล้วสถานีข่าวที่รัฐบาลควบคุมอยู่กลับเสนอข่าวว่าต่างชาติอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้และจ้างวานกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของตูนีเซียให้เสื่อมเสีย ก่อนจะยืนยันว่าสถานการณ์ในเมืองซีดี บูซิด นั้นปกติดี และให้คำมั่นว่าจะส่งงบประมาณหลายล้านดีนารไปที่นั่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม “ซึ่งแน่นอนว่ามันล้วนโกหก” อะลีย้ำ

4 มกราคม 2554 มุฮัมมัดเสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหวหลังจากอยู่ในอาการโคม่าในโรงพยาบาลนานสองสัปดาห์ครึ่งโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอก ผู้ประท้วงหลายสิบคนถูกจับกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประท้วงที่เป็นเยาวชนที่เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดทั้งคืน ขณะที่อะลีต้องหลบๆ ซ่อนๆ ย้ายที่อยู่ไปตามบ้านเพื่อนและคนรู้จักในช่วงกลางคืนเพราะกลัวถูกจับกุม แต่ในที่สุดเขาก็ถูกจับพร้อมกับลาซาดในวันที่ 10 มกราคม 2554

ที่สถานีตำรวจ ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษเรียกอะลีว่า “อะลี อัลญะซีร่า” เนื่องจากเขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อกาตาร์หลังจากโพสต์คลิปมุฮัมมัดลงในสื่อออนไลน์ ตำรวจกล่าวว่า “ชายคนนี้คือคนที่นำพานรกมาสู่พวกเรา” และว่า “แกคือแพะรับบาปที่ทำให้เกิดการประท้วงในประเทศ”

อะลีเล่าต่อว่าหลังจากนั้นตำรวจก็นำมือทั้งสองของผมขึ้นมาไว้ที่ท้ายทอยก่อนจะใส่กุญแจมือ เอาผ้าคลุมหน้าและซ้อมผมทั้งคืน

ผู้ประท้วงกดดันตำรวจอย่างหนักจนกระทั่งในวันที่ 12 มกราคม 2554 อะลี ลาซาดและคนอื่นๆ ที่ถูกขังไว้ด้วยกันก็ถูกปล่อยตัว ตลอดจนนักโทษคนอื่นๆ ที่ถูกจับแยกกันก็ถูกปล่อยตัวไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ร่างกายของอะลีเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำหลังจากถูกขังนาน 2 วัน “ผมดีใจมากที่พระเจ้ายังเลือกให้ผมมีชีวิตอยู่หลังจากถูกทรมานเช่นนั้น” อะลีกล่าว

14 มกราคม 2554 รัฐบาลล่มสลายและประธานาธิบดีซัยนุลอาบิดีน เบ็น อะลี ก็หนีออกจากประเทศ ขณะที่กองกำลังพิเศษซึ่งจับกุมอะลีหนีไปยังแอลจีเรียและไม่กลับมาอีกเลยจนปัจจุบัน

ย้อนรอย 10 ปีจุดเริ่มต้นอาหรับสปริง

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ