skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ย้อนรอย 5 ปีฮ่องกงภายใต้ “แคร์รี แลม” ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุค จอห์น ลี” ผู้บริหารสูงสุดคนใหม่

นางแคร์รี่ แลม วัย 64 ปี ประกาศชัดว่าจะไม่ลงสมัครในการเลือกตั้งหัวหน้าคณะผู้บริหารครั้งที่ 6 โดยสถาบันวิจัยความคิดเห็นสาธารณะฮ่องกง เปิดเผยว่านางแคร์รี แลมจะก้าวลงจากตำแหน่งด้วยคะแนนความนิยม 33.4% จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวฮ่องกงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีประชาชนเพียง 16% คนที่พึงพอใจกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ และมีเพียง 9% ที่พอใจสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นับเป็นตัวเลขความนิยมของผู้นำฮ่องกงที่ต่ำสุดนับตั้งแต่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 1997 หรือ 25 ปีก่อน

ระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นางแลมกล่าวว่า ฮ่องกงแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา หลังจากรัฐบาลรอดพ้นจากการประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่หลายครั้ง ขณะที่ประชาชนยังมองว่ารัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คุณภาพชีวิตของชาวฮ่องกงดีขึ้น โดยเมื่อปีที่แล้วมีชาวฮ่องกงกว่า 1.65 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเส้นมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยมีรายได้ต่ำกว่าคนละ 4,400 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 19,000 บาท

📌 ปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม

เจ้อ ไหลชาน รองผู้อำนวยการองค์การสังคมเพื่อชุมชน ของฮ่องกงมองว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชาชนรากหญ้าถูกละเลย จนบางครั้งเหมือนว่ารัฐบาลอยู่คนละโลกกับประชาชน แม้จะดูเหมือนว่านางแลมทำงานหนัก แต่ที่จริงไม่ค่อยมีอะไรประสบความสำเร็จมากนักโดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้วนายเซียะ เป่าหลง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนแผ่นดินใหญ่ฝ่ายกิจการฮ่องกงกล่าวสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงความอดรนทนไม่ไหวของรัฐบาลกลางต่อปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งนับวันมีแต่จะเลวร้ายลง และยังไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวฮ่องกงยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ และแบ่งกันเช่าอพาร์ตเมนต์ห้องเล็กๆ อยู่อาศัย และฮ่องกงยังเป็นหนึ่งในเมืองที่ตลาดบ้านมีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจนประชาชนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง

แม้ว่าที่ผ่านมานางแลมจะเพิ่มการจัดสรรบ้านพักอาศัยให้กับประชาชน เรียกได้ว่ามากกว่าผู้นำคนก่อนๆ แต่ก็ยังนับว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ระยะเวลาการรอบ้านของรัฐเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 6 ปี และนโยบายสร้างแฟลตจัดสรรให้ประชาชนซื้อในราคาเอื้ออาทร กลับไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนจนไร้บ้านจริงๆ และกลับยิ่งทำให้เห็นช่องว่างความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม

ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปีสุดท้ายของนางแลมพบว่ามีชาวฮ่องกงสมองไหลย้ายออกไปทำงานหรือพักอาศัยนอกฮ่องกงเป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ ทั้งจากสาเหตุความเบื่อหน่ายทางการเมือง และการหนีมาตรการควบคุมโควิดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีชาวฮ่องกงย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแล้วถึง 160,000 คน หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คร่าชีวิตชาวฮ่องกงแล้วกว่า 9,000 ศพ ขณะที่นางแลมระบุว่า ปัญหานี้นับเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

📌 กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 นางแคร์รี แลม ได้นำเสนอร่างรัฐบัญญัติกฎหมายผู้หนีคดีและความช่วยเหลือร่วมกันทางกฎหมายในคดีอาญาต่อรัฐสภา หลังเกิดคดีอื้อฉาว ผู้ชายคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรมแฟนสาวของตัวเองที่ไต้หวัน และถูกส่งตัวขึ้นศาลแต่ศาลฮ่องกงไม่สามารถพิจารณาคดีได้ เพราะเหตุเกิดที่ประเทศไต้หวัน ในร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุว่าเพื่อให้ฮ่องกงสามารถขอให้ไต้หวันมอบตัวชายผู้ต้องสงสัยฆ่าคนในไต้หวัน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เพื่อกรณีของไต้หวันเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้ได้แก่จีนแผ่นดินใหญ่และมาเก๊าได้ด้วย หลายฝ่ายมองว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกนำไปใช้จริง อาจเป็นการเปิดทางให้จีนใช้ช่องทางนี้เล่นงานกลุ่มคนที่ถูกมองว่าต่อต้านประเทศจีน ซึ่งรวมไปถึงการมีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมือง

ทำให้ชาวฮ่องกงลุกขึ้นต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้ มีคนนับแสนรวมตัวกันตามท้องถนนต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้และเรียกร้องให้นางแคร์รี แลม ลาออก การประท้วงบานปลายเป็นเหตุจลาจลเมื่อมีการกันอย่างรุนแรงระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง ตำรวจฮ่องกงเริ่มใช้แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทยและใช้น้ำแรงดันสูง รวมถึงใช้กระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมใส่ผู้ประท้วงที่ปักหลักอยู่รอบๆ ที่ทำการรัฐบาลฮ่องกง ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 70 ราย โดยการประท้วงยืดเยื้อนานถึง 4 เดือนก่อนที่สภานิติบัญญัติจะประกาศเพิกถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกจากการพิจารณาอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ตำรวจฮ่องกงสลายชุมนุมประท้วงใหญ่ในครั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกงเพื่อยับยั้งการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายเดือนและกลายเป็นความรุนแรง มีผู้ประท้วงถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้แล้ว 182 คน หลายคนไม่ถูกจำคุกก็หนีออกนอกฮ่องกง

ขณะที่องค์การนักข่าวไร้พรมแดน เปิดเผยผลการจัดอันดับเสรีภาพของสื่อทั่วโลกพบว่า ของฮ่องกงร่วงลงจากอันดับที่ 80 มาอยู่ที่ 148 ของโลก

📌 บททดสอบใหม่ วิกฤติโควิด-19

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาฮ่องกงถูกยกให้เป็นต้นแบบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมียอดผู้ติดเชื้อเพียง 12,650 คน และมียอดผู้เสียชีวิตไม่ถึง 220 ราย นับเป็นการช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลฮ่องกงดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ “โควิดเป็นศูนย์” ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฮ่องกงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ทำให้ระบบสาธารณสุขตั้งรับไม่ทัน เกิดภาพคนไข้จำนวนมากที่นอนเรียงรายอยู่ด้านนอกโรงพยาบาล

ภาพของบริเวณด้านนอกแผนกฉุกเฉินมีเตียงคนไข้หลายสิบเตียงตั้งอยู่ทั้งกลางแจ้ง และในเต็นท์ชั่วคราว ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่ต่างเป็นต้องสงสัยว่าติดโควิด-19 หรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ และกำลังรอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จนกระทั่งอีกหลายวันต่อมา คนไข้ที่รออยู่นอกโรงพยาบาลก็ได้รับการเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่ในตัวอาคาร นางแคร์รี แลม ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

การมาถึงของโอมิครอนส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อในฮ่องกงพุ่งขึ้นมาอยู่ที่กว่า 66,000 คน ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนฮ่องกงต้องนำมาตรการเข้มงวดมาใช้ อาทิ การประกาศล็อกดาวน์ และให้ประชาชนออกมาตรวจหาเชื้อแต่เนิ่นๆ การติดตามผู้ป่วยและผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกฎการกักตัวและการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกงได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่จีน ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับความช่วยเหลือจากจีน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งการให้รัฐบาลฮ่องกงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อการจัดการโรคระบาดให้อยู่ภายใต้การควบคุม รัฐบาลจีนได้ช่วยฮ่องกงเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อและกักตัว

ขณะที่สถานการณ์โควิดล่าสุด รัฐบาลเริ่มประกาศผ่อนคลายมาตรการกักตัว เปิดให้บริการสถานที่ต่างๆ อีกครั้ง พร้อมกับขยายเวลารับประทานอาหารในร้าน นอกจากนี้ยังกลับมาเปิดโรงยิม สถานเสริมความงาม สวนสนุก และโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรก หลังจากเริ่มบังคับใช่มาตรการควบคุมโควิดที่นับว่าเข้มงวดมากที่สุดในโลก ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างมากในรอบกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา.

📌 ‘จอห์น ลี’ ผู้นำสายเหยี่ยว นั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนใหม่

หลังคณะผู้เลือกตั้งของฮ่องกง 1,461 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดมีจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง มีมติเสียงข้างมาก 1,416 เสียง สนับสนุน นายจอห์น ลี หรือนายหลี่ เจีย เชา ให้เตรียมดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงคนใหม่ ต่อจาก นางแคร์รี แลม ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ขณะที่คณะผู้เลือกตั้ง 8 คน “ไม่สนับสนุน” และที่เหลือเป็นบัตรลงคะแนน “ที่มีปัญหา”

ด้านกลุ่มสันนิบาตเพื่อสังคมประชาธิปไตย กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่หลงเหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวในฮ่องกง ได้จัดการประท้วงก่อนการลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำฮ่องกงคนใหม่ โดยวาเนสซา ชาน หนึ่งในผู้ประท้วง ระบุว่า การก้าวขึ้นเป็นผู้นำของจอห์น ลี จะลดสิทธิเสรีภาพในฐานะพลเมืองของเรา แม้จะทราบดีว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาจะไม่ส่งผลใดๆ แต่ก็ไม่ต้องการให้คนฮ่องกงต้องเงียบเสียงโดยสิ้นเชิง

นายจอห์น ลี เกิดเมื่อเดือนธ.ค. 1957 ในครอบครัวชนชั้นแรงงานในฮ่องกง ต้นตระกูลของนายจอห์น ลี สามารถสืบย้อนไปถึงเมืองพันหยู ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตหนึ่งของเมืองกว่างโจว เป็นคนชอบดนตรี และสมรสกับนางเจเน็ต ลัม ในปี 1980 โดยทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน 2 คน หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากวิทยาลัยหวาหยานในเกาลูนด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม นายลีได้เข้าทำงานในกองกำลังตำรวจฮ่องกงในฐานะผู้ตรวจการคุมประพฤติในปี 1977

ตลอดช่วงอาชีพกว่า 30 ปีในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของฮ่องกง นายจอห์น ลี เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงผู้กำกับการตำรวจ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจระดับสูง และรองผู้บัญชาการตำรวจ โดยกองกำลังตำรวจฮ่องกงสามารถจับกุมคดีดัง ๆ ได้หลายคดีภายใต้การดูแลของเขา

นายจอห์น ลี ได้รับแต่งตั้งจากสภาแห่งรัฐของจีนให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการด้านความมั่นคงของรัฐบาลฮ่องกงในเดือนก.ค. 2017 และหัวหน้าเลขาธิการฝ่ายบริหารของรัฐบาลฮ่องกงในเดือนมิ.ย. 2021 อย่างไรก็ตาม เดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น ชื่อของจอห์น ลี ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกา(สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) ขึ้นบัญชีดำจากเหตุปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย

ก่อนที่นายจอห์น ลียื่นลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการฝ่ายบริหารของรัฐบาลฮ่องกง และประกาศลงชิงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเม.ย.ปีนี้ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากแผ่นดินใหญ่

📌 เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น?

เหตุผลชัดเจนก็คือ จอห์น ลี ทำงานเข้าตารัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่รับตำแหน่งรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลฮ่องกง ลีก็เป็นผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ในระหว่างการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในปี 2019 รวมถึงการปราบปรามผู้ที่จ้องท้าทายอำนาจรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่แปลกใจที่ เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็วชั่วข้ามคืน หลังส่งตำรวจเข้าบุกค้นและสั่งปิดสำนักงานหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2021

ข้อมูลจาก Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า กลุ่มตระกูลที่บริหารอาณาจักรธุรกิจใหญ่ ๆในฮ่องกง ซึ่งมีความมั่งคั่งมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างก็ให้ความสนับสนุนนายจอห์น ลี กลุ่มเจ้าสัวที่ว่านี้ประกอบด้วยมหาเศรษฐีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งคณะผู้บริหารจากบริษัทซันฮุงไก พร็อพเพอร์ตีส์ จำกัด , บริษัทซีเค กรุ๊ป , บริษัทเฮนเดอร์สัน แลนด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด และบริษัทนิว เวิลด์ ดีเวลอปเมนต์ จำกัด เขาเหล่านี้ ประกาศสนับสนุนนายลี หลังประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีเพื่อมาลงชิงชัยในศึกเลือกตั้ง

กลุ่มเจ้าสัวเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้กุมอำนาจของฮ่องกงแต่ต้องสูญเสียอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขายอมจำนนต่อจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจ การหันมาสนับสนุน “จอห์น ลี” ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กในโอวาทจีนแผ่นดินใหญ่ จึงเท่ากับเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐบาลจีน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลจีนเข้ามาปรับโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้งของฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว ยังทำให้อำนาจในการลงมติและอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มเจ้าสัวลดลงไปอีก วิธีที่ดีที่กลุ่มมหาเศรษฐีเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีนได้อีกครั้ง จึงเป็นการเชื่อมโยงผ่านผู้นำคนใหม่หากนายลีได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของฮ่องกงขึ้นมาจริง ๆ

 

 

 

ที่มา :
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2386701
thansettakij : https://www.thansettakij.com/world/520674
matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3331929
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/1027914/

ย้อนรอย 5 ปีฮ่องกงภายใต้แคร์รี แลม ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุค จอห์น ลี

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ