skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ถอดบทเรียนวิกฤตเลบานอน จากศูนย์กลางทางการเงินโลกอาหรับ สู่ประเทศเฉียดล้มละลาย

เลบานอนกำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาในระดับ ‘วิกฤตการณ์ทางการเงิน’ ที่ลุกลามจนนำไปสู่ความเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศเข้าสู่สถานะ ‘ล้มละลาย’ ในขณะที่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ประเมินว่า วิกฤตของเลบานอนครั้งนี้นับเป็น 1 ใน 3 ของวิกฤตการเงินโลกที่เลวร้ายที่สุด

ในความเป็นจริงแล้วปัญหาของเลบานอนไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยมีปัญหาสำคัญคือเรื่องของการคอร์รัปชัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Transparency International เปิดเผยดัชนี Corruption Perceptions ซึ่งสะท้อนถึงการคอร์รัปชันและจัดอันดับประเทศที่มีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันมากที่สุด ปรากฏว่า ในปี 2021 เลบานอนได้คะแนน 24 จาก 100 รั้งอันดับ 154 จากทั้งหมด 180 ประเทศ ของประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด และหากเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านั้นจะเห็นว่าคะแนนของเลบานอนก็ลดลงมาถึง 6 คะแนน

หลังสงครามกลางเมืองเลบานอน (1975-1990) สิ้นสุดลง นักการเมืองจากแต่ละฝ่ายพยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเองผ่านระบบอุปถัมภ์ โดยปัจจัยหนึ่งที่แบ่งแยกเลบานอนออกเป็นฝักฝ่ายคือศาสนาที่แตกต่างกัน ซึ่งในเลบานอนมีนิกายทางศาสนาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ 18 นิกายด้วยกัน

ความหลากหลายนี้ทำให้ประเทศตกเป็นเป้าถูกอิทธิพลต่างชาติชักจูงได้ง่าย อาทิ อิหร่านที่สนับสนุนกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองและการทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศ

📌 จาก ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง’ สู่ประเทศหนี้สินท่วมหัว

ก่อนหน้านี้เลบานอนเคยได้รับฉายาว่า ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง’ หรือปารีสแห่งตะวันออกกลาง ด้วยการเป็นประเทศเป้าหมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสัมผัสหิมะ ขณะเดียวกันเลบานอนยังเคยเป็นศูนย์กลางด้านการเงินของกลุ่มประเทศอาหรับ แต่ด้วยการบริหารประเทศที่ผิดพลาด ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างไปจากสิ่งที่ต้องการจะเป็น

วิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ประกอบกับเหตุการณ์ในวันที่ 4 สิงหาคม 2020 ได้เกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเบรุต ที่โกดังเก็บสารเคมีแอมโมเนียมไนเตรต 2,750 ตัน เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ประชาชนราว 300,000 คนไร้ที่อยู่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 211 ราย และบาดเจ็บอีก 6,500 คน คาดกันว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์นี้มีมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร (4.8 แสนล้านบาท)

กระหน่ำซ้ำเติมเลบานอนที่กำลังเผชิญวิกฤต เศรษฐกิจเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประชากรหลายหมื่นคนอยู่ในสภาพยากจน บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการ อัตราแลกเปลี่ยนทางการของเงินปอนด์เลบานอนกับในตลาดมืดแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ขณะเดียวกัน ผู้คนก็ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ได้ เช่น เกิดไฟฟ้าดับรายวัน ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างจำกัด และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการอยู่ถือว่าแย่ที่สุดประเทศหนึ่ง

หลายฝ่ายโทษชนชั้นปกครองที่เอาแต่ตักตวงขณะอยู่ในอำนาจมาหลายปี ไม่สามารถทำการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาในประเทศได้

📌 ปัญหาหยั่งรากฝังลึก

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือโครงสร้างทางการเงินของเลบานอนที่เอื้อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Nationally Regulated Ponzi Scheme’ หรือแชร์ลูกโซ่ที่ถูกรับรองโดยรัฐบาลเสียเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลได้กู้เงินเพิ่มเติมเพื่อมาชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ก่อนหน้า

ขณะที่นักการเมืองยังคงไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 นักการเมืองยังคงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายผ่านหน่วยงานภาครัฐ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศลดลง และทำให้เงินบริจาคจากต่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญหดหายไป

ส่วนแหล่งรายได้อื่นๆ ที่สำคัญของเลบานอนมาจากการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการเงิน และส่วนแบ่งจากกลุ่มประเทศอาหรับ ในขณะที่แหล่งที่มาของเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าประเทศมาจากชาวเลบานอน นับล้านคนที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ก่อนจะส่งเงินกลับมายังบ้านเกิด แต่การส่งเงินกลับมาในประเทศเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2011 หลังจากปัญหาภายในระหว่างแต่ละกลุ่มศาสนาที่รุนแรงมากขึ้น

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์ )ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่หดตัวมากขนาดนี้ ปกติจะเกิดเมื่อมีสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือสงคราม แต่สำหรับประเทศเลบานอน เป็น “ความผิดพลาดในการบริหารจัดการ” ของรัฐบาล ส่งผลงบประมาณขาดดุลสูงมาก ทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะมหาศาล รวมกับนโยบายทางการเงินที่ไม่ยั่งยืนทำให้ธนาคารล้มละลาย และค่าเงินร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

“ฮัสซัน ดิย๊าบ อดีตนายกฯรักษาการเลบานอน ระบุว่า สาเหตุที่เลบานอนเกิดปัญหามากขนาดนี้ มาจาก “ระบบคอร์รัปชั่น” ที่ฝังลึกในทุกภาคส่วนของรัฐบาล ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยิ่งใหญ่มากเกินกว่าที่รัฐบาลจะสามารถเผชิญหน้า หรือกำจัดออกไปได้

ปัญหาทั้งหมดแย่ลงกว่าเดิมหลังโควิด-19 ระบาด และเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองเบรุต โดยหลังเกิดเหตุการณ์นั้น รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ทำให้ประเทศมีแต่รัฐบาลรักษาการ ไม่มีอำนาจออกนโยบายสำคัญได้ และความขัดแย้งทางการเมืองทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เสียที

📌 หนี้สาธารณะพุ่งแตะ 183% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ความไม่สอดคล้องกันในแง่ของรายจ่ายและรายได้ของประเทศส่งผลให้ปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง หนี้สาธารณะของเลบานอนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าสูงถึง 183% ต่อ GDP ณ สิ้นปี 2021 ถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น ซูดาน และกรีซ

เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อของเลบานอนในปี 2021 ที่ประเมินกันว่าพุ่งขึ้นมากว่า 145% มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเวเนซุเอลาและซูดาน นอกจากนี้รัฐบาลยังคาดการณ์ว่าระบบการเงินของเลบานอนต้องขาดทุนไปประมาณ 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ นำไปสู่การหดตัวของเศรษฐกิจกว่า 60% ตั้งแต่ปี 2021ที่ผ่านมา

แม้ว่าล่าสุดเลบานอนจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับ IMF หลังเจรจามา 2 ปี เพื่อขอกู้เงินช่วยเหลือ แต่จากบทเรียนที่ผ่านมานั้น เงินกู้เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้เลบานอนหลุดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยง่าย แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของประเทศ

ส่วนท่าทีของ“สันนิบาตชาติ” นำโดยฝรั่งเศสและกลุ่มประชาคมยุโรป ได้จัดเงินช่วยเหลือมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มีเงื่อนไขที่ว่า รัฐบาลเลบานอนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ต้องปฏิรูปทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้นำที่ขึ้นมาบริหารต่อจะต้องมีวิสัยทัศน์มุ่งแก้วิกฤตการเงินของประเทศ

ขณะที่ทางการสหรัฐระบุว่า จะไม่มีการช่วยเหลือจากนานาชาติ หากเลบานอนไม่มีการปฏิรูประบอบการเมืองของประเทศ โดยกุญแจสำคัญอยู่ที่ผู้นำเลบานอน ว่าจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิรูปประเทศได้หรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือจากต่างประเทศนั้นไม่สูญเปล่าเหมือนแต่ก่อน

📌 มองไปในอนาคต

ในมุมของ ซารอจ คูมาร์ จาฮ์ ผู้อำนวยการประจำฝ่ายตะวันออกกลางของธนาคารโลก บอกว่า ที่ผ่านมาเลบานอนเผชิญกับวิกฤตมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุด และเป็น 1 ใน 3 วิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ดี เลบานอนยังมีความหวังจากแผนในการปฏิรูปที่นำโดยนายกรัฐมนตรี นายิ๊บ มีกาติ เศรษฐีพันล้านที่รวยที่สุดในประเทศ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมปี 2005 และอีกครั้งช่วงปี 2011-2014

แม้จะเป็นคนที่ผู้ประท้วงไม่ต้องการ เนื่องจากมองว่าคุณสมบัตินายกฯ ไม่ควรเป็นคนที่ “ร่ำรวยจากการเมือง” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น ดังนั้นการเลือกคนรวยที่สุดภายในประเทศ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับการเป็นผู้นำช่วงวิกฤตนี้

รวมทั้งมีรายงานข่าวระบุว่า ช่วงที่มิกาติได้เป็นนายกฯ ประเทศ “ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย” นอกจากนี้ เมื่อปี 2019 มิกาติยังถูกล่าว หาว่า มีพฤติกรรมยักยอกทรัพย์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธพร้อมกับระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่มาจาก “แรงจูงใจทางการเมือง”

ทั้งนี้หากแผนดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ เศรษฐกิจของเลบานอนจะหดตัวอย่างหนัก และนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม

จาฮ์เชื่อว่า การปฏิรูปครั้งนี้ต้องรวมเอาทั้งส่วนของเงินกู้ การชำระหนี้ การรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมการเงินและการธนาคาร รวมถึงการพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคม

 

 

 

 

ที่มา :
thestandard : https://thestandard.co/lebanon-crisis-lesson/
prachachat : https://www.prachachat.net/world-news/news-727727
bbc : https://www.bbc.com/thai/international-53663711
mgronline : https://mgronline.com/daily/detail/9640000073814

วิกฤตเลบานอน : จากศูนย์กลางทางการเงินโลกอาหรับสู่ประเทศเฉียดล้มละลาย

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ