skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : สวีเดน-ฟินแลนด์ จะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อเลิกเป็นกลาง

ฟินแลนด์ประกาศยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ขณะที่สวีเดนเตรียมประกาศผลการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่มีมายาวนานในการวางตัวเป็นกลางในสงคราม และการไม่ฝักใฝ่กับกลุ่มความร่วมมือทางการทหารใด ๆ

ฟินแลนด์ดำเนินนโยบายเป็นกลางหลังจากปราชัยให้สหภาพโซเวียต ที่ยกทัพมารุกรานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่สวีเดนนั้นดำเนินนโยบายเป็นกลางทางการเมืองและการทหารมายาวกว่า 200 ปี ที่ผ่านมา รัสเซียได้คัดค้านการที่ทั้งสองชาติจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต ถึงขั้นขู่ว่าจะ “ตอบโต้เชิงยุทธวิธี” หากฟินแลนด์และสวีเดนตัดสินใจทำเช่นนั้น อีกทั้งใช้เหตุผลเดียวกันเป็นข้ออ้างในการบุกยูเครน

ความตึงเครียดทางการทหารที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประชาชนในฟินแลนด์ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีเพียง 20-25% ที่สนับสนุนให้ประเทศเข้าเป็นสมาชิกนาโต แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่าพวกเขาได้หันมาให้การสนับสนุนเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 76% ขณะที่คนสวีเดนก็ต้องการให้ประเทศเข้าเป็นสมาชิกนาโตเพิ่มเช่นกันที่ 57% ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนหน้าที่รัสเซียจะเข้ารุกรานยูเครนมาก

📌 ห้วงเวลาแห่งการตัดสินใจ

ประธานาธิบดีเซาลี นีนิสเตอ และนายกรัฐมนตรีซานนา มาริน สองผู้นำของฟินแลนด์ ได้ประกาศการตัดสินใจยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตเมื่อ 12 พ.ค.

ในแถลงการณ์ร่วมของทั้งสอง ประธานาธิบดีนีนิสเตอระบุว่า “ฟินแลนด์จะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโตโดยเร็ว” โดยจะมีการเสนอประเด็นดังกล่าวให้รัฐสภาลงมติรับรองในเร็ววันนี้

ส่วนสวีเดนจะประกาศผลการพิจารณาเรื่องเดียวกันในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งหากมีมติเห็นชอบให้เข้าเป็นสมาชิกนาโต รัฐสภาก็จะมีเสียงข้างมากสนับสนุนในเรื่องนี้ และจะสามารถเริ่มต้นกระบวนการสมัครเป็นสมาชิกได้

นางมาร์กอต วอลล์สเตริม อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสวีเดนระบุว่า มีแนวโน้มสูงที่สวีเดนจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโต “ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางนั้น” เธอกล่าว

ด้านสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าจะช่วยแก้ความวิตกกังวลด้านความมั่นคงที่สวีเดนและฟินแลนด์มีในช่วงที่อยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโตอย่างเป็นทางการ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ได้เดินทางเยือนสวีเดนและฟินแลนด์เพื่อลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคง โดยให้คำมั่นจะดำเนินการช่วยเหลือทางทหารซึ่งกันและกัน หากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี

📌 ทำไมถึงคิดเข้าเป็นสมาชิกในตอนนี้

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ทำลายความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่มีมายาวนานในยุโรปตอนเหนือ ซึ่งทำให้ทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ต่างรู้สึกว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัยคุกคาม

อดีตนายกรัฐมนตรี อเล็กซานเดอร์ สตุบบ์ ของฟินแลนด์ระบุว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ประเทศตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกนาโตคือการที่รัสเซียยกทัพรุกรานยูเครนเมื่อ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายเปียเตอร์ ฮุลต์ควิสต์ รัฐมนตรีกลาโหมของสวีเดนชี้ว่า วันนั้นแสดงให้เห็นว่านายปูตินเป็นบุคคลที่ “เอาแน่เอานอนและไว้ใจไม่ได้ ซึ่งพร้อมจะทำสงครามอันโหดร้ายและนองเลือด”

โดยหลังจากเคยให้คำมั่นเมื่อเดือน พ.ย.ปีก่อนว่าสวีเดนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตอย่างเป็นทางการ แต่ในตอนนี้นายฮุลต์ควิสต์ชี้ว่า ประเทศกลุ่มนอร์ดิคจะมีความสามารถในการป้องกันตัวเองได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากสวีเดนและฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกนาโต

นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนฟินแลนด์และสวีเดนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่านาโตจะช่วยให้ประเทศของพวกเขาปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในยุโรป

สำหรับคนฟินแลนด์แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนทำให้พวกเขาหวนคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศของตนจากการถูกกองทัพโซเวียตเข้ารุกรานในช่วงปลายปี 1939 การสู้รบครั้งนั้นดำเนินไปกว่า 3 เดือน โดยกองทัพฟินแลนด์ได้ต่อสู้กับข้าศึกอย่างแข็งแกร่ง ทั้งที่มีจำนวนน้อยกว่ามาก แม้ฟินแลนด์จะรอดพ้นจากการถูกรัสเซียยึดครอง แต่ก็ต้องสูญเสียดินแดนไป 10%

สวีเดนก็รู้สึกถึงภัยคุกคามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากกรณีที่เครื่องบินทหารรัสเซียบินล่วงล้ำน่านฟ้าของตนหลายครั้ง ในปี 2014 คนสวีเดนต่างตกตะลึงกับข่าวการพบเรือดำน้ำรัสเซียแอบซุ่มอยู่บริเวณน้ำตื้นในแถบหมู่เกาะของกรุงสตอกโฮล์ม2 ปีต่อมา กองทัพสวีเดนได้กลับไปประจำการที่เกาะกตลันด์ ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ในทะเลบอลติก หลังจากเคยละทิ้งเกาะแห่งนี้ไปนาน 2 ทศวรรษ

📌 จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

โดยทั่วไปอาจไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากนัก เพราะทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ต่างเป็นประเทศหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการของนาโตในปี 1994 และนับจากนั้นก็เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของนาโต โดยเข้าร่วมภารกิจของนาโตหลายครั้งนับแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง

แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเมื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโตอย่างเป็นทางการก็คือ การใช้ “มาตรา 5” ที่ระบุว่า “การโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่ง จะถือเป็นการโจมตีสมาชิกโดยรวม” ซึ่งนี่จะทำให้ฟินแลนด์และสวีเดนได้รับการรับรองความปลอดภัยจากชาติสมาชิกที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองเป็นครั้งแรก

แม้ประชาชนทั้งสองประเทศจะยังมีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมในการเข้าเป็นสมาชิกนาโต แต่ศาสตราจารย์ เฮนริก เมย์นันเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ชี้ว่า ฟินแลนด์ ได้เตรียมตัวเตรียมใจในการเข้าเป็นสมาชิกนาโตมาตั้งแต่การล่มสลายของโซเวียตแล้ว

ในปี 1992 รัฐบาลฟินแลนด์ได้ซื้อเครื่องบินรบของสหรัฐฯ 64 ลำ 3 ปีต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) พร้อมกับสวีเดน และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลฟินแลนด์ทุกชุดต่างพิจารณาเรื่องการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโต

ศาสตราจารย์ เมย์นันเดอร์ ระบุว่า ฟินแลนด์ซึ่งมีประชากร 5.5 ล้านคนนั้น มีทหารประจำการในกองทัพ 280,000 นาย และมีทหารกองหนุน 900,000 นาย

ส่วนสวีเดนดำเนินนโยบายที่ต่างออกไปในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยการลดจำนวนทหารในกองทัพ และเปลี่ยนภารกิจหลักจากการป้องกันประเทศไปเป็นปฏิบัติการรักษาสันติภาพในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

แต่นโยบายดังกล่าวได้เปลี่ยนไป หลังจากรัสเซียผนวกไครเมียเข้าเป็นของตนในปี 2014 ส่งผลให้สวีเดนเริ่มมีการเกณฑ์ทหาร และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอีกครั้ง ในปี 2018 ประชากรทุกหลังคาเรือนได้รับแจกคู่มือจากกองทัพเกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวและการปฏิบัติตัวในภาวะสงคราม นับเป็นครั้งแรกที่สวีเดนดำเนินมาตรการลักษณะนี้นับแต่ปี 1991

ฟินแลนด์ได้บรรลุเป้าหมายการตั้งงบประมาณด้านกลาโหมตามที่นาโตกำหนดไว้ที่ 2% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ส่วนสวีเดนก็กำลังร่างแผนการนี้เช่นกัน

📌 มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ปูติน มักอ้างเรื่องที่นาโตแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในยูเครนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยกทัพรุกรานยูเครน ดังนั้นการที่สวีเดนและฟินแลนด์สมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโตจึงอาจถูกมองเป็นการกระทำที่ยั่วยุ

กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า ทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ต่างได้รับคำเตือนถึง “ผลที่จะตามมา” ของการเข้าเป็นสมาชิกนาโต ส่วนนายดมิทรี เมดเวเดฟ พันธมิตรใกล้ชิดของนายปูตินได้เตือนถึงเรื่องนี้ว่าอาจทำให้รัฐบาลรัสเซียส่งอาวุธนิวเคลียร์ไปประจำการที่เมืองคาลินินกราด ซึ่งเป็นดินแดนของรัสเซียที่อยู่ระหว่างโปแลนด์และลิทัวเนีย

แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ของภัยคุกคามทางการทหารเหล่านี้ แต่นายสตุบบ์ อดีตนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ชี้ว่า ภัยคุกคามที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่าคือการที่รัสเซียมุ่งโจมตีด้านไซเบอร์ การแพร่ข้อมูลเท็จ และการล่วงล้ำน่านฟ้าเป็นระยะ ๆ

แม้ประชากรส่วนใหญ่ในสวีเดนและฟินแลนด์จะสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกนาโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่กังวลว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะทำลายการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองและการทหารของประเทศที่มีมายาวนาน

นางเดโบราห์ โซโลมอน จาก Swedish Peace and Arbitration Society องค์กรเพื่อสันติภาพและการปลดอาวุธของสวีเดน ชี้ว่า นโยบาย “การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์” (nuclear deterrence) ของนาโตจะเพิ่มความตึงเครียดและความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้มีการแข่งขันทางด้านอาวุธกับรัสเซีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความพยายามสร้างสันติภาพ และทำให้สวีเดนมีความปลอดภัยน้อยลง อีกทั้งจะทำให้สวีเดนสูญเสียบทบาทผู้นำการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของโลก

อย่างไรก็ตาม นายฮุลต์ควิสต์ รัฐมนตรีกลาโหมของสวีเดน ยืนกรานว่า การเข้าเป็นสมาชิกนาโตไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายในการปลดอาวุธของสวีเดน

ส่วนฟินแลนด์นั้น การดำเนินนโยบายเป็นกลางคือเงื่อนไขด้านสันติภาพที่สหภาพโซเวียตกำหนดขึ้นไว้ใน “ข้อตกลงแห่งมิตรภาพ” ในปี 1948 ซึ่งฟินแลนด์มองว่าเป็นหนทางในการอยู่รอด และจะช่วยรักษาเอกราชของประเทศเอาไว้

ศาสตราจารย์ เมย์นันเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ชี้ว่า ความเป็นกลางของสวีเดนคือเรื่องของอัตลักษณ์และอุดมการณ์ทางการเมือง แต่สำหรับฟินแลนด์คือเรื่องของการอยู่รอด นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สวีเดนมีทางเลือกในการชั่งใจว่าจะเข้าเป็นสมาชิกนาโตหรือไม่ เพราะสวีเดนใช้ฟินแลนด์และกลุ่มรัฐบอลติกเป็น “เขตกันชน” ภัยคุกคามจากรัสเซีย

ศาสตราจารย์ อีรู แซกแก ผู้เชี่ยวชาญด้านนาโตจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ กล่าวว่า คนฟินแลนด์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 มองว่าการเข้าเป็นสมาชิกนาโตถือเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศ แต่กาลเวลาที่ผันผ่านและมุมมองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนฟินแลนด์ในปัจจุบันบอกว่าพร้อมแล้วที่จะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนี้

 

 

ที่มา :

bbc : https://www.bbc.com/thai/international-61420125

 

 

สวีเดน-ฟินแลนด์ จะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อเลิกเป็นกลาง

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ