skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : สหรัฐตั้ง “พันธมิตรอินโด-แปซิฟิก” กับอังกฤษและออสเตรเลีย จับมือคานอำนาจจีน

📌 เกมการเมืองดั้งเดิมของสหรัฐ

สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย บรรลุข้อตกลงทำสนธิสัญญาทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สนธิสัญญานี้มีชื่อว่า “ออคัส” ( AUKUS ) มาจากอักษรตัวแรกตามชื่อภาษาอังกฤษของทั้งสามประเทศ

เมื่อค่ำวันพุธที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ, นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน แห่งสหราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน แห่งออสเตรเลีย จัดงานแถลงข่าวร่วมกันผ่านการประชุมทางไกล เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร โดยเฉพาะการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

ผู้นำสหรัฐกล่าวถึง “ความจำเป็น” ของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ให้มีเสถียรภาพในระยะยาว และการรวมตัวครั้งนี้สะท้อนว่า พันธมิตรในทวีปยุโรปสามารถเข้ามาร่วมแสดงบทบาทได้เช่นกัน

📌 ข้อตกลง AUKUS คืออะไร?

AUKUS (ออคัส) คือข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลและเทคโนโลยีในหลายพื้นที่ รวมถึงข้อมูลข่าวกรอง, เทคโนโลยีควอนตัม และการพัฒนาขีปนาวุธร่อน แต่จุดที่เป็นกุญแจสำคัญคือ การสนับสนุนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้แก่ออสเตรเลีย โดยมีสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรคอยให้คำปรึกษา

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีขีดความสามารถทางทหารสูงมาก มันสามารถพรางตัวได้ดีกว่าเรือดำน้ำทั่วไป ปฏิบัติการใต้น้ำได้ยาวนาน เคลื่อนไหวได้ง่ายและยากที่จะตรวจจับ ภายใต้ข้อตกลง AUKUS สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร จะช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์อย่างน้อย 8 ลำ ที่เมืองอเดลเลด ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย แต่การผลิตอาจจะใช้เวลานานกว่าปกติ เนื่องจากออสเตรเลียไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ในประเทศ

นายกรัฐมนตรี มอร์ริสัน ย้ำด้วยว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์นี้จะถูกใช้เพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์ของเรือดำน้ำเท่านั้น พวกเขาไม่คิดจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ เราจะยังคงปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ที่เคยลงนามไว้ทุกประการ”

การแชร์เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง ต่อจากสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, จีน, อินเดีย และรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

📌 ความร่วมมือด้านอื่นๆ

นอกจากการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ สนธิสัญญา AUKUS ยังมีนัยสำคัญที่กว้างขวางมากกว่านั้น เพราะมันจะช่วยขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่าง ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ในด้านขีดความสามารถในการป้องกันและเทคโนโลยีอื่นๆ ออกไปอีก

ผู้นำของทั้ง 3 ประเทศ ระบุว่า พวกเขาจะให้ความสำคัญกับความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, ศักยภาพทางไซเบอร์ และคอมพิวเตอร์ควอนตัม เป็นอันดับแรก และมีความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงไตรภาคีนี้จะครอบคลุม ความร่วมมือในการพัฒนาและแบ่งปันขีดความสามารถทางทหารอื่นๆ เช่น ขีปนาวุธพิสัยไกล และระบบใต้น้ำ

ออสเตรเลียกำลังขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาอาวุธนำวิธีและสรรพาวุธระเบิด เพื่อการสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลในประเทศ ขณะที่สหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนายานปฏิบัติการใต้น้ำไร้คนขับ เพื่อทำภารกิจข่าวกรองและสอดแนม AUKUS จึงเป็นโอกาสให้ออสเตรเลีย สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้

📌 คานอำนาจจีนในเอเชีย-แปซิฟิก

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า สนธิสัญญา AUKUS นั้นมีขึ้นเพื่อรับมือกับจีนที่ทรงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นการส่งข้อความถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่มุ่งมั่นขยายอิทธิพลของแดนมังกรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในงานแถลงข่าวของผู้นำทั้ง 3 พวกเขาระมัดระวังไม่เอ่ยถึงประเทศจีน แต่คำพูดของพวกเขาแสดง “เจตนา” ที่ค่อนข้างชัดเจน โดยนายจอห์นสันกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของสหราชอาณาจักรในซีกโลกตะวันออก และปกป้องประชาชนในประเทศและเพิ่มการจ้างงาน ขณะที่แถลงการณ์ร่วมของทั้งสามระบุว่า สนธิสัญญาณจะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความสงบอันยั่งยืนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยังเกิดขึ้นเพียงเดือนเดียว หลังจากสหรัฐฯถอนทหารจากอัฟกานิสถาน เพื่อไปมุ่งเน่นใน “ภูมิภาคอื่น” ขณะที่สหราชอาณาจักรก็อยากเพิ่มการมีส่วนร่วมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะหลังจากที่พวกเขาออกจากสหภาพยุโรป ส่วนออสเตรเลียกำลังกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ
นายกาย โบเคนไชตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกัน ของรัฐนอร์เทิร์น เทอร์ริทอรี ในออสเตรเลียกล่าวว่า สนธิสัญญา AUKUS ถือเป็น “เรื่องใหญ่” เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 3 ประเทศกำลังขีดเส้นแบ่ง เพื่อเริ่มและตอบโต้ความเคลื่อนไหวอันก้าวร้าว ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในอินโด-แปซิฟิก

นอกจากนั้น การช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ก็นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามคานอำนาจของจีนที่ชัดเจน โดยนายไมเคิล ชูบริดจ์ ผู้อำนวยการแผนกความมั่นคงแห่งชาติ, ยุทธศาสตร์ และการป้องกัน ของสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่าการมอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ คือการป้องปรามที่ทรงพลังมาก โดยไม่ต้องให้อาวุธนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย

📌 ที่มาของความร่วมมือ

ขีดความสามารถทางการทหารและความแข็งกร้าวที่เพิ่มขึ้นของจีน ได้ทำให้มหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งกังวลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น บริเวณดินแดนที่เป็นข้อพิพาทต่างๆอย่างทะเลจีนใต้

จีนยังได้ลงทุนมหาศาลในกองเรือลาดตระเวนชายฝั่ง (Coast Guard) ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่า ในทางพฤตินัยมันคือกองเรือทหารของจีน

ชาติตะวันตกหลายชาติกังวลต่อการลงทุนของจีน ตามเกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก และการคว่ำบาตรทางการค้าที่จีนกระทำต่อหลายประเทศ อย่าง ออสเตรเลีย ซึ่งสหรัฐฯและออสเตรเลีย เรียกการทำเช่นนี้ว่า “การข่มขู่ทางเศรษฐกิจ”

📌 จีนไม่พอใจอย่างหนัก

กระทรวงการต่างประเทศในกรุงปักกิ่ง ออกแถลงการณ์ว่าสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย กำลังร่วมกันบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงระดับภูมิภาค และยังทำให้เกิดการแข่งขันอาวุธกันสูงขึ้น ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำกรุงวอชิงตัน ออกแถลงการณ์กล่าวหาสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียว่า ทำลายจิตวิญญาณและอุดมการณ์ของการยุติสงครามเย็น

และล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงแคนเบอร์รา ออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า รัฐบาลปักกิ่งคัดค้านและปฏิเสธอย่างหนักแน่น ต่อทุกข้อกล่าวหา และการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายของจีน ที่มีต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ตลอดจนทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน ความพยายามเหล่านั้นมีแต่ “ไร้ประโยชน์”

📌 ฝรั่งเศสฉุนถูกยกเลิกสัญญา

หลังการลงนามในความร่วมมือฉบับนี้ ออสเตรเลียได้ทำการยกเลิกดีลสำคัญในการสั่งซื้อเรือดำน้ำสัญชาติฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้ในปี 2016 ฝรั่งเศสชนะการประมูลการเป็นผู้ผลิตเรือดำน้ำจำนวน 12 ลำ ให้กับประเทศออสเตรเลียเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ถือเป็นการลงนามทำสัญญาจัดซื้อด้านกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย

สร้างความไม่พอใจให้ฝรั่งเศส พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า แอบไปทำข้อตกลงกับออสเตรเลีย โดยตัดชาติพันธมิตรในยุโรปออกไปจากความพยายาม ในการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นายฌอง-อีฟ เลอ ดริยง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า“นี่เป็นการแทงข้างหลัง เราสร้างความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือกับออสเตรเลีย และความเชื่อใจนั้นถูกทรยศ” การตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียวที่คาดเดาไม่ได้และโหดร้ายนี้ ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่นายทรัมป์เคยทำ มันทำลายความเชื่อใจกัน และผมโกรธมาก

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การผลิตเรือดำน้ำจากประเทศฝรั่งเศส เกิดความล่าช้าอย่างมากก็คือข้อกำหนดของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่สั่งให้ชิ้นส่วนการผลิตจำนวนมากต้องเป็นการสั่งซื้อ จากผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศออสเตรเลียเท่านั้น

📌 อียูตาสว่าง บอกต้องยืนด้วยลำแข้ง

นายโจเซป บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ( อียู ) แถลงเกี่ยวกับ “กรอบการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ” ของการดำเนินนโยบายตามแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ที่จะให้ความสำคัญมากขึ้นในการยกระดับความร่วมมือกับ อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และไต้หวัน เน้นทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์เรื่องทะเลจีนใต้ บอร์เรลล์ยืนยันว่า การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งที่ประชุมอียูรับหลักการเมื่อปลายปีที่แล้ว และเผยร่างเนื้อหา เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา “ไม่ใช่การเพิ่มการบ่มเพาะแนวคิดต่อต้านจีน” และอียูมุ่งหวังลงนามในข้อตกลงส่งเสริมการลงทุนโดยตรงกับจีน “ภายในอนาคตอันใกล้นี้” ตลอดจนการประสานงานกับรัฐบาลปักกิ่ง ในมิติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันอียูยังคงเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงเสียดทานให้กับทุกประเทศในอินโด-แปซิฟิก “ไม่ต้องเลือกข้าง” อีกด้วย แต่มีการตั้งความคาดหวัง “ความสนับสนุนเพิ่มเติม” จากสหรัฐ ทั้งในด้านการทหาร การค้า และเทคโนโลยี เพื่อรักษาความเป็นเสรีด้านนโยบาย อย่างไรก็ตาม บอร์เรลล์กล่าวว่า สหภาพ “ต้องเอาตัวรอดเหมือนบางประเทศ” และ “ผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการที่ออสเตรเลียยกเลิกข้อตกลงความร่วมือพัฒนาเรือดำน้ำกับฝรั่งเศส แล้วหันไปขอความร่วมมือจากสหรัฐและสหราชอาณาจักรแทน เขาเข้าใจได้ว่าทำไมฝรั่งเศสจึงผิดหวังในข้อตกลงนี้ เพราะไม่มีใครมาปรึกษาใดๆกับอียู เกี่ยวกับการจับกลุ่มพันธมิตรใหม่นี้เลย “เรื่องนี้บีบเราอีกครั้ง…ให้ทบทวนถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญเรื่องยุทธศาสตร์การปกครองตนเองของยุโรป เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เราต้องอยู่รอดด้วยตัวของเราเอง”

 

ที่มา :

thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2195778
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2195461
voicetv : https://voicetv.co.th/read/vtFmZZ9Qq
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/276652/
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/280282/
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/280714/
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/281014/
mgronline : https://mgronline.com/around/detail/9640000091758
khaosod : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6624310

สหรัฐตั้งพันธมิตรอินโด-แปซิฟิก กับอังกฤษ-ออสเตรเลีย จับมือคานอำนาจจีน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ