skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : สหรัฐฯเปิด “ประชุมสุดยอดประเทศประชาธิปไตย” จีนโต้ “บั่นทอนความเป็นปึกแผ่น”

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย ผ่านระบบออนไลน์ในวันพฤหัสบดี (9 ธันวาคม) โดยเรียกร้องผู้นำโลกจากกว่า 100 ชาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมให้ช่วยกันสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งระบุว่าการปกป้องสิทธิและเสรีภาพ ท่ามกลางลัทธิอำนาจนิยมที่แผ่อิทธิพลเพิ่มขึ้นนั้น ถือเป็นความท้าทายแห่งยุค

ทำเนียบขาวคุยว่า การประชุมครั้งนี้ ซึ่งนอกจากผู้นำรัฐบาลยังมีเอ็นจีโอ, ธุรกิจเอกชน, องค์กรการกุศลและสมาชิกสภานิติบัญญัติเข้าร่วมด้วย เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้นำของสหรัฐในการต่อสู้ที่ดำรงอยู่ ระหว่างระบอบประชาธิปไตย กับเผด็จการหรือระบอบอำนาจนิยมที่ทรงพลัง

📌 เปิดตัวยิ่งใหญ่

ไบเดนกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย หรือ ‘Summit for Democracy’ ซึ่งสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน และถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับการจัดประชุมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการ

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เสรีภาพทั่วโลกกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามจากผู้นำเผด็จการที่ต้องการขยายอำนาจ เผยแผ่อิทธิพล และทำให้การปราบปราม กดขี่ข่มเหงประชาชนกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

“ผมคิดว่าเรายืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ เราจะปล่อยให้สิทธิและประชาธิปไตยที่กำลังถอยหลังดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ หรือเราจะร่วมกันนำความก้าวหน้าของมนุษย์และเสรีภาพของมนุษย์ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์และความกล้าหาญ?” ไบเดนกล่าว

📌 แสวงหาพันธมิตร

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบของไบเดนว่าจะสามารถทำตามที่ได้ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ในระหว่างแถลงนโยบายต่างประเทศเป็นครั้งแรกว่า เขาจะนำพาสหรัฐอเมริกากลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำโลกในการเผชิญหน้ากับเผด็จการ หลังจากที่สถานะดังกล่าวของสหรัฐฯ ถูกทำลายภายใต้การปกครองของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

“ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเราต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ในแต่ละรุ่น” เขากล่าว “ในความเห็นของผม นี่คือความท้าทายที่จะกำหนดยุคของเรา”

สถาบันส่งเสริมประชาธิปไตยและการเลือกตั้งสากล (International Institute for Democracy and Electoral Assistance: IDEA) เปิดเผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า ประเทศที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยกำลังตกอยู่ในอันตรายนั้นมีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ โดยระบุถึงการทำรัฐประหารในเมียนมา อัฟกานิสถาน และมาลี และการถอยหลังของประชาธิปไตยในฮังการี บราซิล และอินเดีย

📌 เตรียมงบอุดหนุน

ด้านทำเนียบขาวเปิดเผยว่า กำลังทำงานร่วมกับสภาคองเกรสเพื่อสนับสนุนงบประมาณ 424.4 ล้านดอลลาร์ในการจัดตั้งโครงการสนับสนุนประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนสื่อเสรี

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวกับที่ประชุมว่า หน่วยงานของเธอกำลังปราบปรามการฟอกเงิน การเงินที่ผิดกฎหมาย และการหนีภาษี “อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถเป็นกระบอกเสียงที่น่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลที่เสรีและยุติธรรมของต่างประเทศได้ หากว่าในเวลาเดียวกันนั้น เรายอมให้คนรวยละเมิดกฎหมายของเราเองโดยไม่ต้องรับโทษ” เยลเลนกล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำจาก 111 ชาติได้รับเชิญเข้าร่วม รวมถึงไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน

📌 จีนชี้แบ่งแยกประเทศ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า การเชิญไต้หวันเข้าร่วมการประชุมแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็น ‘เครื่องอำพรางและเครื่องมือในการผลักดันเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ กดขี่ประเทศอื่น ทำให้โลกแบ่งแยก และทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง’ เท่านั้น

ขณะที่ผู้นำจีนรวมถึงรัสเซียซึ่งมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ มากมาย ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวปฏิเสธคำวิจารณ์ โดยระบุว่า “เราไม่ได้มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นการประชุมเกี่ยวกับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ เราเน้นย้ำในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่าเรากำลังพยายามสร้างแรงผลักดันให้กับระบอบประชาธิปไตย” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าว

📌 ทำไมบางประเทศไม่ถูกเชิญ

แม้ส่วนใหญ่ของกว่า 100 ประเทศที่ได้รับเชิญ จะมีความเป็นประชาธิปไตยสูง คือมี 77 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศ “เสรี” (free) และ มี “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” (fully democratic) แต่ก็มี 31 ประเทศที่อยู่ในระดับ“เสรีบางส่วน” (partly free) ตามการจัดอันดับของ Freedom House ในรายงาน Freedom in the World 2021

ทั้งยังเป็นประเด็นวิเคราะห์วิจารณ์อย่างมากเช่นกัน ว่าสหรัฐใช้มาตรฐานใดในการกำหนดว่าประเทศไหนไม่ควรได้รับเชิญ เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทุจริตเลือกตั้ง เช่น ปากีสถานและฟิลิปปินส์ได้รับเชิญ ขณะที่ฮังการีซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแต่มีรัฐบาลชาตินิยม กลับไม่ได้รับเชิญ หรือประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนารู ของบราซิลที่นิยมขวา ได้รับเชิญ แต่ตุรกีที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐในนาโต กลับโดนเมิน

ที่สำคัญมี 3 ประเทศที่ “ไม่เสรี” หรือ (not free) แต่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมสุดยอดด้านประชาธิปไตย คือ อิรัก แองโกลาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทั้งนี้ไทย ซึ่งไม่ได้รับเชิญ อยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” (not free) ในรายงาน Freedom in the World 2021 ตกจากระดับ partly free ในปีก่อนหน้านั้น

📌 สหรัฐฯเองก็ตกต่ำ

ไบเดนจัดการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยที่ตัวเขาเองก็กำลังต้องดิ้นรนกู้ศรัทธาต่อประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา หลังจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้งปี 2020โดยที่สื่อหลายสำนักที่เข้าข้างทรัมป์ เช่น ฟ็อกซ์นิวส์ ยังช่วยแพร่กระจายคำโกหกเกี่ยวกับการโกงเลือกตั้ง ที่ทรัมป์อ้างว่าคะแนนของเขาหายไปหลายสิบล้านคะแนน

การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของทรัมป์กระตุ้นให้ผู้สนับสนุนเขาบุกโจมตีรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คลื่นสะท้อนจากเหตุการณ์น่าตกใจครั้งนั้นยังดังก้องอยู่ และมีความหวาดกลัวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสปีหน้า และการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ทรัมป์อาจพยายามกลับมาอีกครั้ง

บรูซ เจนเทิลสัน อาจารย์รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยดุค กล่าวว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่เคยเป็นความคิดที่ดี

“ปัญหาของเราที่นี่เลวร้ายว่าในประเทศประชาธิปไตยตะวันตกอื่นๆ มากนัก อาคารรัฐสภาของเราถูกโจมตี เป็นความพยายามก่อรัฐประหาร เราไม่เคยเห็นสิ่งนี้เกิดในปารีส หรือที่รัฐสภาเยอรมนี หรือที่สำนักงานใหญ่อียูในกรุงบรัสเซลส์” นักวิชาการผู้นี้กล่าว “ถ้าเราต้องแข่งขัน เราต้องทำให้ดีที่สุด และนั่นขึ้นอยู่กับพวกเราในประเทศนี้ มากกว่าการรวบรวมผู้นำ 100 คนแล้วพูดว่า ‘เราชอบประชาธิปไตย'”

📌 มุมมองนักวิชาการ

อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ สเตซี ก็อดดาร์ด แห่งมหาวิทยาลัย Wellesley College ของสหรัฐฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เปรียบเหมือนการขีดเส้นให้กับพันพันธมิตรสหรัฐฯ ทราบว่าจุดยืนใดคือฝั่งเดียวกับตน ซึ่งแตกต่างกับของจีนและรัสเซีย

แต่หากเป็นเรื่องความคาดหวังว่าจะเกิดผลอย่างจริงจังหรือไม่ นักวิชาการผู้นี้ระบุว่าจุดประสงค์ของ Summit for Democracy ครั้งนี้ค่อนข้างที่จะเป็นนามธรรม

ขณะเดียวกัน สตีเวน เฟล์ดสไตน์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace กล่าวว่าการที่รัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนริเริ่มการประชุมนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เขากล่าวว่าการประชุม Summit for Democracy เป็นสิ่งสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นปีแห่งกิจกรรมต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนารมณ์ของไบเดน

📌 กระแสตีกลับ

ต่อข้อสงสัยที่ว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรฐานใด ในการกำหนดว่าประเทศไหนไม่ควรได้รับเชิญ ทำให้เกิดบทความเสียดสีว่าการประชุมสุดยอด ไม่เพียงแต่กีดกันนักเคลื่อนไหวและนักนวัตกรรมด้านประชาธิปไตยทั่วโลก แต่ยังรวมถึงพวกเดโมแคร็ตจากภาคประชาสังคม ฝ่ายค้าน และภาคส่วนและบุคคลอื่นๆ

อย่างเมื่อวันพุธ The Hill ได้ออกมาความคิดเห็นในบทความชื่อ “การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” ของไบเดน จำเป็นต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย ” โดยบอกว่า “การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความมุ่งมั่นระดับโลกต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ขั้นตอนและการจัดการ รวมถึงการออกแบบเนื้อหาและการคัดเลือกผู้เข้าร่วม กลับห่างไกลจากการเป็นประชาธิปไตยอย่างน่าตลก

ส่วนบทความของวอชิงตันโพสต์เยาะเย้ยว่า แม้ว่ารัฐบาลของไบเดนจะพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวสำหรับการประชุมสุดยอดได้เผยให้เห็นถึงความไร้ความสามารถและการจัดการที่ผิดพลาดในการบรรลุเป้าหมายที่ชัดเจน

ส่วนบทความที่ตีพิมพ์ใน Foreign Policy เมื่อวันอังคารบอกว่ายังบอกไม่ได้ว่าการประชุมสุดยอดจะเป็นเพียงการพูดคุยที่ยืดยาว หรือเวทีสำหรับการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การโต้เถียงกันเรื่องความถูกต้องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการจลาจลที่สภาคองเกรสเมื่อวันที่ 6 มกราคม ได้บั่นทอนภาพลักษณ์ของสหรัฐในฐานะประเทศประชาธิปไตย

ในความคิดเห็นที่เผยแพร่ในนิตยสาร The Nation ของสหรัฐเมื่อวันพุธในบทความที่ชื่อว่า “ไบเดนไม่ควรใช้การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเริ่มสงครามเย็นมากขึ้น” บอกว่าสหรัฐฯ พยายามที่จะครอบงำภูมิภาคยูเรเซียและสร้างระเบียบโลกใหม่ ด้วยการกระทำดังกล่าว สหรัฐฯ พยายามที่จะปลอมแปลงฉันทามติของทั้งสองฝ่าย เพื่อปกป้องการกระทำของรัฐบาลไบเดน

บทความยังบอกอีกว่าค่าใช้จ่ายในการกลับไปสู่สงครามเย็นจะมีจำนวนมหาศาล

บทความชี้ว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ และ “สงครามเย็น” ใหม่กับจีนจะทำให้การแบ่งแยกทางเชื้อชาติแย่ลงไปอีก และก่อให้เกิดอาชญากรรมความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น

 

 

 

ที่มา :
thestandard : https://thestandard.co/joe-biden-opened-summit-for-democracy/
voa : https://www.voathai.com/a/us-hosts-summit-for-democracy-china-reacts-/6348103.html
thaipost : https://www.thaipost.net/abroad-news/42449/
nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378856131

สหรัฐฯเปิดประชุมสุดยอดประเทศประชาธิปไตย

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ