หากหลักการมนุษยธรรมยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อนำการสร้างสันติภาพในปาตานี อย่าหวังว่าสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ 

POLITICS  : หากหลักการมนุษยธรรมยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อนำการสร้างสันติภาพในปาตานี อย่าหวังว่าสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ 

บทความจากเฟสบุ๊ค กัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม 

.

เดือนที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเรื่องการพูดคุยสันติสุขในพื้นที่ปาตานีให้สาธารณะได้รับรู้ ผมได้แสดงความคิดเห็นตามประสบการณ์การทำงานด้านมนุษยธรรมที่ไปใช้นำการรักษาสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศว่า “การพูดคุยสันติสุข” ในปาตานีนี้คงยากที่จะสัมฤทธิ์ผล 

.

ผิวเผินอาจเห็นความเคลื่อนไหว หลังจากมาเลเซียแต่งตั้งตันสรี ซุลกิฟฟี เป็นผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ และมีการพูดคุยระหว่างคู่เจรจาทั้งสองฝ่ายเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำมาซึ่งกรอบทิศทางที่เรียกว่า Joint Comprehensive Plan towards Peace—JCPP แถมมีการเดินทางเยือนประเทศไทยของตันสรี ซุลกิฟฟี เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผู้คนในพื้นที่ต่างตื่นเต้นถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ !!

.

ผมยังย้ำนะครับ อ่านเกมส์ให้ดี ดูภาพให้ออก ตั้งแต่การย้ายสายฟ้าแลบต่อเลขาธิการ ศอ.บต. พล.ร.ต. สมเกียรติฯ ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมปีนี้ ย้ายทำไม ?? จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้วไม่ใช่เหรอ ?? เอาอะไรมาแน่ใจว่าเอาคนใหม่มาก่อนการเลือกตั้งไม่กี่เดือนจะทำงานสนองตอบความต้องการของชาติได้ ?? หรือแน่ใจว่าเปลี่ยนตัว เพื่อรอรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ที่คนหน้าเก่าๆ จะเข้ามาบริหาร ?? 

.

นี่ข้อแรกนะครับ สำหรับรัฐราชการที่ไม่ดูถึงผลประโยชน์แห่งชาติโดยรวมเพราะ ศอ.บต. ณ ปัจจุบัน ถือว่าต้องเป็นตัวหลักสำคัญในการที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น แต่รัฐบาลในช่วงปลายของ พลเอก ประยุทธ์ฯ ก็ไม่แคร์(จริงๆ สำหรับผม ศอ.บต. ไม่มีเลยก็ยิ่งดี แต่ผมมองถึงโครงสร้างปัจจุบันของรัฐไทยในพื้นที่ในปัจจุบันเท่านั้นนะครับ)

.

ข้อที่สอง ตันสรี ซุลกิฟฟี มาเยือนปาตานี ทำให้มีการสั่นไหวทั้งพรรคการเมืองในพื้นที่ ราชการทั้งระบบ และภาคประชาสังคม ดีครับที่ท่านมาอย่างเป็นทางการ มาดูพื้นที่เข้าพบหลายภาคส่วนในพื้นที่เพื่อกระชับความสัมพันธ์และพัฒนาต่อไป

.

คำถามผม คือ คู่เจรจาอยู่ไหน ?? อยากให้การพูดคุยฯ ก้าวกระโดด เอาคู่เจรจามาด้วยดีมั้ย ?? หรือตันสรี ซุลกิฟฟี เป็นคู่เจรจากับฝ่ายไทย ?? ผลประโยชน์ทับซ้อนมีมั้ยระหว่างไทยกับมาเลเซีย ??

.

คำถามยังมีอื่นๆ อีกมากมาย เวลาเราไปมองการเจรจาการสร้างสันติภาพในเวทีโลก ที่ผมเคยเขียนไปแล้ว คือ เค้าเอาหลักการมนุษยธรรมนำการสร้างสันติภาพ คือ Humanity, Neutrality, Imaprtiality, Independence (เอาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นตัวตั้ง โดยต้องทำตัวเป็นกลางและไม่ลำเอียงทั้งนี้ การดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นอิสระจากทุกภาคส่วน ไม่ถูกอิทธิพลใดๆมาครอบงำ)

.

แค่นี้ การนำผู้อำนวยความสะดวกที่มาจากมาเลเซียมาเป็นตัวกลางก็เกิดข้อกังขาอย่างยิ่งแล้ว การที่มาเลเซียเอาอดีต ผบ.สส. ที่เป็นทหารของมาเลเซียมาอำนวยความสะดวก ก็ตีความได้หลายอย่าง แถมการเดินทางมาเยือนไทยไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร โดยไม่คำนึงถึงก้าวแรกในการเยือนอย่างเป็นทางการหลังจากการพูดคุยครั้งแรกที่มารับตำแหน่ง โดยปราศจากคู่เจรจา ก็ผิดหลักการการสร้างสันติภาพที่ต้องใช้หลักการมนุษยธรรมมานำตั้งแต่ต้น

.

สุดท้ายการระเบิดรถในขบวนของ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่สุคิริน นราธิวาส ขณะที่ผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซียมาเยือนพื้นที่ปาตานีจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสไปนั้น ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเจ้าหน้าที่ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง ด้วยจิตคารวะอย่างสูงครับ 

.

เหตุการณ์นี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการเจรจาพูดคุยและการเยือนของผู้อำนวยความสะดวก ว่ามันมีผลอะไรมั้ย ??  ยังคิดกันอีกหรือว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมามันจะส่งผลถึงการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ปาตานีได้ ?? ทำไมไม่เห็นเสียทีว่า สิ่งที่ทำกันมามันไม่สามารถสร้างแนวทางการนำมาซึ่งสันติภาพอันยั่งยืนได้ ??

.

หากกระบวนการสร้างสันติภาพยังคงแยกร่างกันกับการพูดคุยเจรจา หากผลประโยชน์ทับซ้อนยังมีอิทธิพลเหนือความเป็นกลางในการเจรจา หากหลักการมนุษยธรรมยังไม่สามารถนำการสร้างสันติภาพได้ หากรัฐไทยยังไม่ได้บรรจุการสร้างสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริงในรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ และหากเงื่อนไขการกดทับของรัฐราชการยังคงอยู่บนหัวของประชาชนอย่างไม่หยุดหย่อน อาทิ กฎหมายพิเศษต่างๆ และด่านต่างๆเป็นต้น การเดินทางของกระบวนการสร้างสันติภาพในปาตานีคงไม่ใช่แค่ย่ำอยู่กับที่ แต่คงต้องถอยหลังลงคลองไปทุกๆ วินาที

.

#สันติภาพที่ยั่งยืน #สันติภาพชายแดนใต้ #สันติภาพที่กินได้ #ปาตานี

ขอบคุณ บทความจากเฟสบุ๊ค กัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม 

.

#ขุนคมคำ

จำนวนการดู 73 ครั้ง, ดูวันนี้ 1 ครั้ง