skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : อันตรายที่เกิดจากการใช้งาน Virtual reality

ปัจจุบันความนิยมของเทคโนโลยี VR หรือ Virtual reality มีแต่จะเพิ่มขึ้น ภายหลังการเปลี่ยนเข้าสู่ Metaverse ของ Facebook ที่ลงทุนรีแบรนด์ของตัวเองเป็น Meta ให้สอดคล้องต่อแนวทางนับจากนี้ เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากพากันให้ความสนใจ เริ่มขยับขยายต่อยอดเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ประโยชน์ของ Virtual reality มีหลากหลายรูปแบบและนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแว่น VR จากเดิมเป็นเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับเกมเมอร์ ปัจจุบันกลับได้รับความสนใจจากหลายวงการ ทั้งในด้านการเรียนรู้ ท่องเที่ยว นัดพบคนที่อยู่ไกล จนถึงส่งเสริมการขาย สร้างรูปแบบการนำเสนอใหม่ขึ้นมากมายขยายความเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะน่าทึ่งเพียงไรสุดท้ายยังมีข้อเสีย ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังบางประการที่เราต้องรู้ล่วงหน้าก่อนจะใช้งาน เพื่อจะได้ลดผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

📌 รูปแบบอุปกรณ์ VR ในปัจจุบัน

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องอธิบายก่อนว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าสู่ Virtual reality ปัจจุบันอยู่ในรูปแบบแว่นตาไว้สำหรับฉายภาพสามมิติออกมาให้ผู้สวมใส่ มีหูฟังหรือลำโพงติดตั้งไว้กับตัวแว่นช่วยให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงจากวิดีทัศน์ที่กำลังฉาย เพื่อเพิ่มความสมจริงและบรรยากาศที่ผู้ใช้งานสัมผัสในช่วงเวลานั้น

ปัจจุบันรูปทรงของแว่น VR จำนวนมากยังมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จากการอาศัยจอเพื่อฉายภาพสามมิติ โดยมากจะมีลักษณะดูคล้ายกล้องส่องทางไกลหรือแว่นกันน้ำขนาดใหญ่ ที่มีสายรัดหัวเพื่อให้กระชับไม่ตกหล่น อาจมาพร้อมคันบังคับขนาดเล็กช่วยให้สามารถบังคับหน้าจอได้สะดวก

ด้วยขนาดอันใหญ่โตของตัวแว่น ประกอบกับการแสดงผลทางหน้าจอค่อนข้างมาก ทำให้แว่น VR ขาดความคล่องตัวในการใช้งาน แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการพัฒนาให้แว่น VR ไม่ต้องต่อสายพ่วงจำนวนมาก หรือบังคับเชื่อมคอมพิวเตอร์แบบในอดีต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่ทำให้มีเวลาใช้งานที่จำกัด

นั่นยังไม่เท่าผลกระทบด้านสุขภาพจากการใช้งาน เหมือนกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อมีการใช้งานเป็นระยะเวลานาน สิ่งตามมาคือผลกระทบทางสุขภาพรูปแบบใหม่ที่มนุษย์เราต่างไม่เคยพบ ตั้งแต่อาการออฟฟิศซินโดรม จอประสาทตาเสื่อม นิ้วล็อก ฯลฯ

แต่ปัญหาที่ตามมาจากการมาถึงของเทคโนโลยี Virtual reality จะยิ่งซับซ้อนและอาจมีอันตรายมากกว่านั้นเสียอีก

📌 “Motion sickness”

Motion sickness คือ ภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหว เกิดจากภาพที่เรามองเห็นไม่สัมพันธ์ต่อการรับรู้ เกิดขึ้นได้ในกรณีที่ร่างกายเรานั่งอยู่กับที่แต่ประสาทสัมผัสอื่นรับรู้ว่ามีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องสวนทางกับร่างกาย เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้นจะนำไปสู่อาการมึนงง ปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก วิงเวียน คลื่นไส้ ไปจนถึงอาเจียน

หรืออันที่จริงเราจะรู้จักอาการเหล่านี้ ในฐานะของอาการเมารถและยานพาหนะทุกชนิดนั่นเอง

แน่นอนว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้จำกัดแค่คนเดินทางบนยานพาหนะ สำหรับเกมเมอร์เองนี่ก็เป็นอาการที่ผู้เล่นหลายคนคุ้นเคย มักเกิดขึ้นกับผู้เล่นเกม First person shooting(FPS) หนึ่งในแนวเกมที่อาศัยความรวดเร็วฉับไว ในการบังคับตอบสนองจากมุมมองแทนภาพตัวเราด้วยการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว จึงสามารถเกิดอาการเหล่านี้ได้ง่ายเป็นพิเศษ

ปัญหาอยู่ตรงนี้เองเมื่อมีกรณีตัวอย่างจากเกม FPS มาก่อน ชวนตั้งคำถามว่าการใช้งานแว่น VR จะส่งผลแบบเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อรูปแบบการแสดงผลจากจอภาพที่เราเห็นแทบไม่มีความแตกต่าง ทั้งยังมีลักษณะแนบชิดดวงตาจนอาจเกิด Motion sickness ได้ง่ายกว่าการเล่นเกมหรือโดยสารยานพาหานะเสียอีก

ส่วนนี้อาจเป็นผลมากขึ้นเมื่ออุปกรณ์ชนิดนี้แพร่หลายวงกว้าง คนที่มีอาการเหล่านี้ย่อมมากขึ้น อาจทำให้ผู้ใช้งานที่เกิดอาการ Motion sickness ไม่สามารถใช้งานแว่น VR ได้นานนัก หรืออาจทำให้ผู้ใช้งานบางกลุ่มไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์ชนิดนี้เลยก็เป็นได้

📌 ผลกระทบเมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน

สำหรับในประเทศไทยอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานรวมถึงความนิยมในอุปกรณ์ชนิดนี้ยังไม่มากนัก อีกทั้งราคายังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพบ้านเรา แต่สำหรับประเทศต้นทางอย่างสหรัฐฯหรือชาติในยุโรป อุปกรณ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนเข้าแทนที่อุปกรณ์จำพวก IPAD และ Tablet และเริ่มมีรายงานผลกระทบสุขภาพ

จากรูปแบบของแว่น VR ที่จำเป็นต้องทำการสวมหัวรับเข้าใบหน้า ผู้ใช้งานจึงต้องแบกน้ำหนักเพิ่มเติมจากเดิมมาก แม้ปัจจุบันน้ำหนักตัวเครื่องจะถูกปรับปรุงให้ลดลงมาก แต่ยังสามารถเกิดผลกระทบได้เมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเกม VR ที่มีการตอบสนองกับผู้ใช้ค่อนข้างมาก

ต้องเข้าใจก่อนว่ารูปแบบการเล่นเกม VR แตกต่างจากเกมคอมพิวเตอร์จนถึงคอนโซลทั่วไป จากเดิมที่เคยอาศัยคันบังคับ คอนโทรลเลอร์เฉพาะ หรือเมาส์และคีย์บอร์ด เปลี่ยนมาเป็นการบังคับผ่านมือรวมถึงเซนเซอร์ที่ติดไว้กับร่างกาย ทำให้เกมบน VR จำนวนมากอาศัยการตอบสนองร่างกายในการควบคุม

แน่นอนส่วนนี้มีข้อดีอย่างยิ่ง กับกลุ่มเกมเมอร์ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย เกมเหล่านี้อาจเป็นเกมในฝันช่วยให้เราทั้งสนุกเพลิดเพลิน และออกกำลังกายไปพร้อมกันได้ แต่การเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อมีการเล่นเกม VR เป็นระยะเวลานานติดต่อกันมากเกินไป

กรณีตัวอย่างเกิดขึ้นในเยอรมนีพบชายหนุ่มวัย 31 ปี ที่เล่นเกมดนตรีบน VR ราว 1-4 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน จนเขาต้องเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการเจ็บไหล่ ทั้งที่ไม่ได้หกล้มหรือได้รับบาดเจ็บใดๆ ก่อนเอ็กซเรย์พบว่ากระดูกคอข้อ C7 ของเขาเสื่อมและแตก จนต้องเข้าเฝือกคอถึง 6 สัปดาห์ อีกทั้งใช้เวลาพักฟื้นนานถึง 12 สัปดาห์ทีเดียว

📌 อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

อีกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้งานหรือเล่นเกม VR คือ โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น ทั้งต่อผู้ใช้งาน คนรอบข้าง รวมถึงข้าวของในบ้าน จากการขยับตัวและเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง แต่ประสาทสัมผัสของผู้ใช้กลับตัดขาดจากโลกภายนอก จึงมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ส่วนนี้ได้รับการยืนยันจาก Aviva บริษัทประกันภัยรายใหญ่ของอังกฤษ เปิดเผยสถิติของบริษัทว่ามีการเคลมความเสียหายจากผู้ใช้งานแว่น VR มากขึ้น 31% ในช่วงปีที่ผ่านมา อีกทั้งในช่วง 5 ปีมานี้ยอดการเคลมยังเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 68% เลยทีเดียว

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ ทีวีพัง เช่นเดียวกับเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นภายในบ้านเสียหายจากความไม่ตั้งใจ ไปจนถึงการเดินชนกำแพง สะดุดล้ม เผลอไปถูกคนอื่นภายในห้อง ฯลฯ ทั้งหมดเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายแต่ตัวเราตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้บางครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและทรัพย์สินโดยไม่ตั้งใจ

📌 แนวโน้มการพัฒนาอุปกรณ์ VR ในอนาคต

แน่นอนเมื่อบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกพากันให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้ จึงเริ่มมีการพัฒนาที่กว้างขวาง ทุกเจ้าต่างแข่งขันเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้าถึงผู้ใช้งาน ทำให้คุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดดีขึ้นตามลำดับ จึงเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์ VR ในอนาคตจะพัฒนาจนลดผลกระทบเหล่านี้ได้

ปัจจุบันแว่น VR ถูกพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น เริ่มมีแว่นขนาดใกล้เคียงแว่นดำน้ำขนาดเล็กหรือแว่นกันลมออกมาให้ใช้งาน รวมถึงน้ำหนักที่ใช้งานเองก็ลดลง ช่วยให้สามารถใช้งานได้ยาวนานรวมถึงพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่าเก่า

แน่นอนว่าแว่นขนาดเล็กหลายรุ่นยังมีข้อจำกัดการทำงานไว้ใช้สำหรับเสพคอนเท้นท์เป็นหลัก ไม่สามารถนำมาใช้เล่นเกมแบบแว่น VR ขนาดใหญ่ได้ก็ตาม แต่ก็ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ให้แก่อุปกรณ์ VR ว่า ในอนาคตอาจมีแว่น VR ที่สามารถพัฒนาให้ไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานสูง มีขนาดเท่าแว่นสายตาหรือแว่นกันแดดทั่วไปก็เป็นได้

ยากจะคาดเดาว่าอนาคตของวงการแว่น VR จะไปไกลถึงไหน แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องตระหนักตอนนี้คือเทคโนโลยี Virtual reality เองก็มีพิษภัยซ่อนเร้น จำเป็นต้องเฝ้าระวังให้ดียามใช้งานอุปกรณ์ VR ทั้งหลาย เพราะเราได้เห็นตัวอย่างกันแล้วว่าอุบัติเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของอุปกรณ์เหล่านี้เป็นแบบไหน

 

 

ที่มา :
nationtv : https://www.nationtv.tv/original/378863836
innnews : https://www.innnews.co.th/e-sport/news_92812/
thaiware : https://tips.thaiware.com/1847.html#what-is-motion-sickness
blognone : https://www.blognone.com/node/127065 https://www.blognone.com/node/127159
beartai : https://www.beartai.com/article/tech-article/832969

อันตรายที่เกิดจากการใช้งาน Virtual reality

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ