skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ความเคลื่อนไหวของกองทัพจีนจีนในช่องแคบไต้หวัน กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ทั่วโลก แต่หากเลื่อนพิกัดมายังดินแดนทางตะวันตกของจีน ข้อพิพาทกับอินเดียก็กำลังคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

📌 ความขัดแย้งบนเทือกเขาหิมาลัย

เมื่อ 16 เดือนที่แล้ว ทหารจีนและอินเดียได้ต่อสู้กันในเทือกเขาหิมาลัย ตามแนวเส้นแบ่งเขตควบคุมตามความเป็นจริง (Line of Actual Control – LAC) บริเวณทะเลสาบปันกง บนหุบเขากัลวาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขตลาดักห์ ในภูมิภาคแคชเมียร์ของอินเดีย หรือเขตอักไสชิน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน พรมแดนที่ไม่ชัดเจนระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ และปัจจุบัน ความตึงเครียดดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ตามรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันพบว่า การเจรจาเพื่อลดระดับสถานการณ์มาถึงทางตัน และเนื่องจากมีการเสริมกำลังของทั้งสองฝ่าย กองทหารจากทั้งสองฝ่ายจึงยังตั้งหลัก ดูเชิงกันอยู่ในเวลานี้

📌 จากอดีตสู่ปัจจุบันของสถานการณ์พื้นที่ทับซ้อน

ในปี 1962 อินเดียและจีนเริ่มสงครามแย่งชิงพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกล และในที่สุดก็ก่อตั้งเส้น LAC ขึ้นในปี 1993 ซึ่งเป็นเส้นที่ไม่มีพิกัดที่แน่นอน ทั้งสองประเทศกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งใช้เขตเกินกำหนด หรือพยายามขยายอาณาเขตของตนเป็นประจำ

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีการต่อสู้กันอย่างประปรายของสองประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดการปะทะกันในเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งถือเป็นการปะทะกันที่ร้ายแรงที่สุดบนเขต LAC ในรอบกว่า 40 ปี

โดยหลังจากการสู้รบครั้งนั้น ซึ่งทหารอินเดียอย่างน้อย 20 นายและทหารจีน 4 นายถูกสังหาร, ผู้นำกองกำลังทหารตามลำดับบังคับบัญชา ได้เริ่มจัดการเจรจาแบบต่อหน้า เพื่อลดความตึงเครียดที่ยังค้างคา และแม้ทหารของทั้งสองประเทศ ยอมถอยร่นออกจากบริเวณทะเลสาบ กลับไปประจำการในเขตแดนของตัวเอง เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ยังคงอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นกันได้ด้วยตาเปล่า

ล่าสุดผู้บัญชาการกองทัพอินเดียเผยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า จีนกำลังส่งกองทหารจำนวนมากไปที่ชายแดนดังกล่าว ทำให้อินเดียต้องส่งทหารไปประจำการเช่นกัน เป็นการแถลงตอบโต้ หลังจากโฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนแถลงได้ไม่กี่วันว่า ทหารอินเดียได้บุกรุกเข้าไปในดินแดนของจีนอย่างผิดกฎหมาย แต่อินเดียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว.

📌 คุยยังไงก็ไม่ลงตัว

การประชุมครั้งที่ 13 ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอินเดีย และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ( พีแอลเอ ) ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ (10 ตุลาคม) ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับการผ่อนคลายความตึงเครียด จบไม่สวยนักแม้การหารือก่อนหน้านี้ ช่วยทำให้การสู้รบสงบลง แต่ถ้อยแถลงจากกระทรวงกลาโหมอินเดียเมื่อวันจันทร์ (11 ตุลาคม) มีการกล่าวหาว่าจีนไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกต่อไป

“สถานการณ์ตามแนวเส้น LAC นั้นเกิดจากความพยายามของจีนในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ และเป็นการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี” คำแถลงระบุ

“ฝ่ายอินเดียจึงเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่เหลือ แต่ฝ่ายจีนไม่เห็นด้วย และไม่สามารถเสนอแนะ และคาดการณ์ล่วงหน้าใดๆ ได้”

แต่รัฐบาลจีน มองสถานการณ์แตกต่างออกไป โดยระบุว่า “จีนได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการส่งเสริมบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเพื่อบรรเทาสถานการณ์ชายแดน โดยแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสอง”

“อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นไปไม่ได้ซึ่งทำให้การเจรจายากขึ้น” พ.อ.หลง เชาฮวา โฆษกกองบัญชาการปีกตะวันตกของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) แถลง

📌 สื่อจีนยุพับโต๊ะเจรจา-เตรียมพร้อมปะทะ

บทความในหนังสือพิมพ์ Global Times ที่ดำเนินการโดยรัฐของจีน กล่าวถึงวาทะดังกล่าว โดยกล่าวหาอินเดียว่า “ทำให้เกิดสถานการณ์ตามแนวชายแดนด้านตะวันออก”

Global Times กล่าวว่าการเผชิญหน้าทำให้ความสัมพันธ์ตามแนวชายแดนตึงเครียด โดยระบุว่าผู้เชี่ยวชาญของจีนเตือนถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งครั้งใหม่ และชี้ว่าจีนควรจะปฏิเสธข้อเรียกร้องของอินเดียที่โต๊ะเจรจา และควรจะเตรียมพร้อมปกป้องตนจากการรุกรานทางทหารครั้งใหม่ของอินเดียด้วย”

จากนั้น ก็เกิดความเคลื่อนไหวของทหารรักษาดินแดนของจีนบนพรมแดนหิมาลัย โดยบรรยายถึง “สภาพการทำงานในแต่ละวันที่ตึงเครียด”

เมื่อมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ผู้บัญชาการที่แนวหน้าจะนำหน่วยลาดตระเวนเตรียมพร้อมทันที และทหารในพื้นที่ดังกล่าวได้เขียนคำร้องสำหรับการเตรียมพร้อมรบอีกด้วย

และในปัจจุบัน จีนกำลังพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานในดินแดนทุรกันดารแห่งนี้ โดยกล่าวว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจของทหาร และเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนย้ายกองกำลังไปยังจุดต่าง ๆ ตามแนว LAC

📌 จีนซัด “ตัวบงการ” ทำสองพื้นที่หวั่นปะทุสงคราม

เมื่อมีคำถามว่า เหตุใดสถานการณ์ชายแดนระหว่างอินเดียกับจีนจึงเพิ่มความร้อนแรงขึ้น สื่อทางการของจีนก็มีคำตอบที่คุ้นเคย เช่นเดียวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในไต้หวัน โดย Global Times ชี้นิ้วไปที่สหรัฐอเมริกาว่าเป็นตัวการ

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียได้เข้าร่วมการประชุมของกลุ่ม QUAD กับนายไบเดนและนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียและญี่ปุ่นในกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเป็นการประชุมทางยุทธศาสตร์ที่ไม่เป็นทางการของสี่ประเทศประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประเทศที่มีส่วนได้เสียกับการเติบโตของจีน

ท่ามกลางการคุกคามของกองทัพอากาศจีนทั่วไต้หวันเมื่อต้นเดือนนี้ Global Times กล่าวว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังผลักดันสถานการณ์รอบเกาะไต้หวันจนใกล้จะถึงจุดที่ “สร้างความรู้สึกหวาดระแวงว่าสงครามอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

พาดหัวข่าวของ Global Times เกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัยเมื่อวันจันทร์ (11 ตุลาคม) ระบุว่า กองทหารชายแดนของ PLA นั้น “เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว”

📌 เทียบสถานการณ์ฝั่งตะวันตก-ตะวันออก

ไต้หวันและเทือกเขาหิมาลัยอาจอยู่ห่างกัน 4,500 กิโลเมตร และมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในข้อพิพาทเรื่องดินแดนทั้งสองกำลังมีความคุกรุ่นอยู่ และจีนมองว่าสหรัฐฯ เป็นตัวการที่คอยชักใยทั้งสองกรณี

“ทำเนียบขาวให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอินเดีย เนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ มักมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลอินเดียตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และได้หารือร่วมกันถึงแผนการขัดขวางการเติบโตของจีน” หลิน หมินหวาง ศาสตราจารย์แห่งสถาบันสากลศึกษา ที่มหาวิทยาลัย Fudan กล่าวอ้างอิงจากบทความของ Global Times

ในบทความแสดงความคิดเห็น หลังการประชุมสุดยอดผู้นำ QUAD หลี่ ไหตงศาสตราจารย์แห่งสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีนระบุว่า ประเทศสมาชิกกลุ่ม QUAD “จะไม่หยุดยั้งแนวคิดว่า ‘จีนเป็นภัยคุกคาม” อย่างแน่นอน

ที่มา :
tnnthailand : https://www.tnnthailand.com/news/world/93713/
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/363776/
mcot : https://tna.mcot.net/world-801650

เจรจาพรมแดนจีน-อินเดียระส่ำ ทหารเข้าพื้นที่เสี่ยงเกิดปะทะอีกหน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ