skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : บริษัทเมอร์คตั้งเป้าผลิตยา “โมลนูพิราเวียร์” เพื่อรักษาโรคโควิด-19 จำนวน 10 ล้านชุด ภายในสิ้นปีนี้

นายโรเบิร์ต เดวิส ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของบริษัทเมอร์ค (Merck)หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยาของสหรัฐ กล่าวเมื่อวันจันทร์ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการพัฒนายาโมนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสให้ทางปาก ที่ผลการทดสอบล่าสุดปรากฏว่า มีประสิทธิภาพดีในการต่อต้านเชื้อไวรัสโคโรนา ได้ทุกสายพันธุ์รวมทั้งเดลตา “จะเป็นการพลิกกลยุทธ์ของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง” ในการบริหารจัดการโรคโควิด-19

เมอร์คและพันธมิตรในการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ คือบริษัทริดจ์แบค ไบโอเทอราพิวติกส์ เตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ( เอฟดีเอ ) ภายในอนาตอันใกล้นี้ เพื่อขอขึ้นทะเบียนรับรองยาโมลนูพิราเวียร์เป็นกรณีฉุกเฉิน และมีแผนดำเนินการแบบเดียวกันผ่านตัวแทนทั่วโลก

ท่าทีล่าสุดของเมอร์คเกิดขึ้น หลังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการเผยแพร่ผลการทดสอบเบื้องต้น เกี่ยวกับประสิทธิภาพทางคลินิกขั้นที่ 3 ของยาโมลนูพิราเวียร์ โดยใช้อาสาสมัคร 775 คน ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาก่อน และแต่ละคนมีปัจจัยหนึ่งอย่าง ที่ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 ซึ่งได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และการมีอายุมากกว่า 60 ปี

ปรากฏว่า มีเพียง 7.3% ของกลุ่มที่รับประทานยาโมลนูพิราเวียร์วันละสองครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 และไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 29 วันของการทดลอง

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ที่ได้รับยาหลอก มี 14.1% ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 8 ราย

โดยการรักษาด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ 1 ชุด ใช้ 40 เม็ด แบ่งรับประทานต่อเนื่อง 5 วัน วันละ 8 เม็ด แบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 4 เม็ด เก็บรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น ซึ่งช่วยให้สามารถนำไปมอบให้ชุมชนหรือในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง และตามพื้นที่ชนบท

📌 กระแสตอบรับ

เมอร์คและพันธมิตรมีแผนผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ 10 ล้านชุด ภายในสิ้นปีนี้ โดยหนึ่งในลูกค้าสำคัญรายแรกคือรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งซื้อแล้ว 1.7 ล้านชุด ในราคาชุดละ 700 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 23,660 บาท ) พร้อมสิทธิในการซื้อเพิ่มเติมได้อีก 3.5 ล้านชุด

ส่วนองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) แถลงว่าจะทำการพิจารณาในไม่ช้า ว่าจะใช้มาตรการ “rolling review” สำหรับการประเมินประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) หรือไม่ โดย “rolling review” เป็นเครื่องมือด้านกฎระเบียบของ EMA ในการเร่งกระบวนการประเมินผลต่อยาที่มีแนวโน้มให้ประสิทธิภาพสูง ในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

ด้านนายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ยืนยันว่า ทางการออสเตรเลียได้เห็นชอบอนุมัติสั่งซื้อล่วงหน้ายาเม็ด สำหรับรักษาโควิด-19 จำนวน 300,000 ชุด จากบริษัทเมิร์ค แอนด์ โค แล้วโดยคาดว่าจะได้รับยาเม็ดดังกล่าวในช่วงต้นปีหน้า หากได้รับการรับรองโดยหน่วยงานกำกับดูแลยาในประเทศ โดยขณะนี้สถานการณ์การระบาดในออสเตรเลียยังน่าเป็นห่วง หลังจากรัฐวิกตอเรียยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง และเพิ่งทุบสถิติสูงสุดของทั้งประเทศอีกครั้ง ที่ 1,763 ราย ในรอบ 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม นายมอร์ริสันยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าต่อที่จะใช้นโยบายอยู่ร่วมกับไวรัสให้ได้ โดยเตรียมจะเปิดพรมแดนในเดือนหน้า สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และพลเมืองถาวร

นอกจากออสเตรเลียแล้วยังมีประเทศเกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่เปิดเผยว่ามีการพูดคุยเจรจาติดต่อขอซื้อยาดังกล่าวแล้วเช่นกัน ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างการเดินหน้าทดลองยาเม็ดชนิดนี้อยู่ หลังจากที่ตามหลังประเทศตะวันตก ในโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุปทานวัคซีนที่จำกัด

📌 ความแตกต่างจากวัคซีน

เมอร์คได้ทำการทดลองยาโมลนูพิราเวียร์ในระยะที่ 3 ในสถานที่มากกว่า 170 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในสหรัฐ บราซิล กัวเตมาลา อิตาลี แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน

เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้เล็งเป้าหมาย ไปที่โปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไป จึงทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโควิด-19 แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ก็ตาม

ทั้งนี้ ยาโมลนูพิราเวียร์จะเล็งเป้าหมายไปที่ viral polymerase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีความจำเป็นต่อไวรัสโควิด-19 ในการคัดลอกตัวเองเพื่อแพร่กระจายออกไป โดยยาโมลนูพิราเวียร์จะทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสเกิดความผิดพลาด จนไม่สามารถขยายจำนวนมากขึ้น

ผลการศึกษาพบว่ายาโมลนูพิราเวียร์จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากผู้ป่วยได้รับยาในช่วงแรกของการติดเชื้อ

📌 การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

ก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมจากอเมริกาอย่างเมอร์ค (Merck) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1891 ดำเนินธุรกิจวัคซีนมายาวนานกว่า 100 ปี และเป็นแถวหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นโรคอีโบลา เอชไอวี ไปจนถึงโรคพยาธิตาบอด ถูกมองว่าตกขบวนเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว

ขณะที่หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็น Pfizer, BioNTech, Moderna, Eli Lilly, Johnson & Johnson, AstraZeneca, Sinovac, Sinopharm และอีกหลายบริษัทและหน่วยงานจากทั่วโลกต่างตบเท้าเข้ามามีส่วนในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กลับไร้เงายักษ์ใหญ่อย่าง Merck

📌 ส่อแววถูกโค่น

เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์กกล่าวว่า “Merck พยายามพัฒนาวัคซีนแต่ไม่สำเร็จ และตอนนี้กำลังวางแผนไปผลิตยาประเภทอื่น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะ Merck ควรผลิตวัคซีนที่พวกเขากำลังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ในขณะนี้”

ในตอนนั้น รัฐบาลสหรัฐได้พิจารณาขอความช่วยเหลือจาก Merck ในการร่วมผลิตวัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer และ Johnson & Johnson ซึ่ง Merck เองก็กำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

สำหรับสหรัฐมันอาจช่วยเพิ่มปริมาณวัคซีนให้มีเพียงพอถึงช่วงปลายปีนี้ หรือเพียงพอสำหรับใช้เป็นบูสเตอร์ แต่สำหรับประเทศอื่นที่ขาดแคลนวัคซีนแล้ว การสนับสนุนจาก Merck มีความสำคัญมากกว่านั้น

แต่ก็ยังไร้วี่แววว่า Merck จะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตวัคซีน นั่นทำให้บริษัทซึ่งเคยสร้างรายได้จากวัคซีนกว่า 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ต้องหลีกทางให้กับ Pfizer และอดีตสตาร์ทอัพอย่าง Moderna ซึ่งพัฒนาวัคซีนโควิดโดยใช้เทคโนโลยี mRNA เป็นรายแรก และยังพบว่ามีประสิทธิภาพสูงทีเดียว

ตั้งแต่นั้นมา บรรดาผู้ผลิตวัคซีนจากหลากหลายประเทศ ทะยอยเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ของตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจับตามองว่า Merck จะทำอย่างไรต่อไป

📌 เลือกเดินหน้าผลิตยาเม็ด

ในเดือนมี.ค. มีรายงานว่า Merck กำลังพัฒนายาเม็ดสำหรับต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ในชื่อโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เนื่องจากตอนนั้นทุกคนกำลังโฟกัสอยู่กับวัคซีน จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งเนื่องจากยังไม่มีการค้นพบยารักษาโรคโควิด-19 มาก่อน

พร้อมเปิดเผยผลการทดลองในระยะที่ 2 จากจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 202 รายที่มีอาการไม่รุนแรงและยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาจริงครบโดสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วันมีปริมาณเชื้อไวรัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดๆ และยังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยา

หลายเดือนต่อมา Merck ยังคงเดินหน้าทดลองยาเม็ดอย่างเงียบๆ และปล่อยให้ผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ กอบโกยรายได้กันอย่างเต็มที่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์เดลตาซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายประเทศต้องการวัคซีนเพิ่มจำนวนมากเพื่อใช้เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขณะที่โลกยังคงประสบปัญาขาดแคลนวัคซีน

📌 กลับมาทวงบัลลังก์

เมื่อปลายเดือนที่แล้วจนถึงตอนนี้ Merck กลับมาได้รับความสนใจจากทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าในการทดลองยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ ว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา ท่ามกลางการจับตามองว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในการต่อสู้กับโควิด-19

พร้อมเผยผลการทดลองทางคลินิกว่าสามารถลดอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตจาก Covid-19 ได้ครึ่งหนึ่ง

ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Merck ทะยานขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็วโดยขณะนี้อยู่ที่ 81.40 เหรียญสหรัฐ สวนทางกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่งที่ร่วงลงเพราะข่าวดีจาก Merck

โดยหุ้นของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่อย่าง BioNTech และ Moderna ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กร่วงลงในช่วงปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) ที่ผ่านมา

ขณะที่หุ้นของบริษัท Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายวัคซีนของ Pfizer/BioNTech ในจีนแผ่นดินใหญ่ทรุดตัวลงมากถึง 21% ในตลาดฮ่องกงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 ต.ค.)

ด้านบริษัท JCR Pharmaceuticals จากญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนร่วมกับ AstraZeneca และ หุ้นของ Fujifilm Holdings ซึ่งผลิตชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก็ร่วงลง 5% ในตลาดหุ้นโตเกียว

สำหรับ CSPC Pharmaceutical Group และ Wuxi Biologics (Cayman) บริษัทยาและเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนก็ดิ่งลงกว่า 7% เช่นกัน

ไมเคิล ยี ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพมองว่า ผู้คนจะกลัวโควิด-19 น้อยลงและไม่ต้องการวัคซีน เมื่อมียาเม็ดที่สามารถรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน

 

ที่มา :

dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/344030/
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2211319
infoquest : https://www.infoquest.co.th/2021/132750
xinhua : https://www.xinhuathai.com/high/234024_20211005
posttoday : https://www.posttoday.com/world/664792

เมอร์คตั้งเป้าผลิตยาเม็ดรักษาโรคโควิด 10 ล้านชุดภายในสิ้นปี

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ