เรื่องเล่าจากร็อบอะฮฺ การสังหารหมู่ ความทรงจำที่ยากจะลืม

เรื่องเล่าจากร็อบอะฮฺ การสังหารหมู่ ความทรงจำที่ยากจะลื […]

เรื่องเล่าจากร็อบอะฮฺ การสังหารหมู่ ความทรงจำที่ยากจะลืม

14 สิงหาคม 2017 เท่ากับว่า 4 ปีผ่านไปแล้ว กับเหตุการณ์ที่เศร้าสลด โดยทหารอียิปต์จู่โจมเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสงบบริเวณจัตุรัสร็อบอะฮฺ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งไม่พอใจการทำรัฐประหารของนายพลอับดุลฟัตตะฮฺ อัซซีซี่ประธานาธิบดีอียิปต์คนปัจจุบันต่อมุฮัมหมัด มุรซีย์ อดีตประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุการณ์ครั้งน้้นมีประชาชนถูกสังหาร ราว 1,000 คน ประชาชนถูกยิง ถูกเผาทั้งเป็น ท่ามกลางกองกำลังความมั่นคงที่ปิดทางเข้าไม่ให้รถพยาบาลสามารถเข้ามาเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บได้

หลังจากที่มุฮัมหมัด มุรซีย์ ถูกโค่นอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2013 กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเรียกร้องให้ประชาชนออกมามาประท้วงที่จตุรัสร็อบอะฮฺ อะดาวียะฮฺ และจตุรัสอัลนะฮฺเฎาะฮฺ ในครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบถึง 85,000 คน

เหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังความมั่นคงยิงเข้าใส่ฝูงชน เผาเต้นท์ และยิงแก๊สน้ำตา รถหุ้มเกราะและรถไถของทหารดาหน้าเข้าใส่ผู้ประท้วงโดยไร้ความเมตตา ประชาชนราว 1,000 คนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายพันคน ถูกจับกุมอีกกว่า 800 คน

นักเขียน ผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดี ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีนิยม อย่าง อะลาอฺ อั๊ลอัสวานี่ ออกมาเห็นด้วยกับการสังหารหมู่ครั้งนี้ โดยกล่าวผ่านสื่อว่า พวกเขาเป็นกลุ่มก่อการร้าย และเป็นพวกฟาสซิสต์

ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือตำรวจ และกองทัพเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง และใช้กำลังเกินกว่าเหตุ นับตั้งแต่นั้นมาก็มิได้ปรากฎการนำตัวเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนใดถูกดำเนินคดี หรือต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้ง

ในปี 2015 รัฐบาลอียิปต์ได้เปลี่ยนชื่อจัตุรัส หลังจากที่ฮิชาม บารอกัต อัยการสูงสุดตัดสินให้อดีตประธานาธิบดี ฮุสนีย์ มุบาร๊อกพ้นผิด และเป็นอิสระในที่สุด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอียิปต์ทั้งสองกลุ่มได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในการสังหารหมู่ครั้งนี้ และสรุปว่าทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกระทำการที่รุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนั้น การส่งออกอาวุธให้กับอียิปต์ของนานาชาตินั้นยุติลงเพียงช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพยายามเสริมสร้งความสัมพันธ์กับระบอบการปกครองของอัซซีซี่

ดร.ฮานาน อัลอมีน แพทย์หญิงผู้หนึ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ณ โรงพยาบาลสนามที่ตั้งขึ้นบริเวณจตุรัสร็อบอะฮฺ เล่าเหตุการณ์อันน่าสลดให้ฟัง เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบุกเข้ามาและสั่งให้เธอ และหมอคนอื่นๆที่อยู่ในห้องขณะนั้นออกจากห้องท่ามกลางผู้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ช่องท้องของเขาเปิดออก พบกระสุนปืน 6 นัดบริเวณตับ ม้าม และกระบังลม

เธอได้บอกกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงว่า เธอไม่สามารถละทิ้งผู้บาดเจ็บรายนี้ได้ และชี้ไปที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอื่นๆที่อยู่ต่อหน้าอีก 3 ราย ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็หยิบปืนออกมา และยิงพวกเขาทั้งหมดที่หัวใจ ทีละคนๆ ณ จุดๆนั้นเธอตกใจแทบเสียสติ ซึ่งเธอคิดในเวลานั้นคือว่า”คนพวกนี้เป็นมนุษย์ เราอยู่ในอียิปต์ พวกเขาเป็นคนของเรา “หลังจากนั้นดร.ฮานาน อมีน ก็เริ่มร้องไห้ และกล่าวต่ออีกว่า ชีวิตของฉันหยุดอยู่ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2013 ฉันไม่สามารถไปสู่วันที่ 15 ได้ วาระของฉันหยุดอยู่ในวันนั้น

12 ชั่วโมง ที่มือปืนซุ่มยิงเฝ้าระดมยิงเข้าใส่ฝูงชน รถไถดินเข้าบดขยี้เต้นท์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็เผามัน
หลังจากการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น ดร.ฮานาน รวมถึงแพทย์ และอาสาสมัครก็กลับเข้าไปยังโรงพยาบาลสนามอีกครั้ง พบว่าประชาชนราว 1,000 คนนั้นเสียชีวิต

ดร.ฮานาน อั๊ลอมีน จะเข้าไปช่วยที่โรงพยาบาลสนามในช่วงเวลาที่เธอว่างจากการทำงานที่มหาวิทยาลัยซิกอซีก ซึ่งเธอเป็นศาสตราจารย์ในสาขากุมารเวชศาสตร์ เธอกล่าวต่ออีกว่าเธออยากจะเป็นตัวอย่างในสังคมในด้านจิตอาสา การประท้วงอย่างสันติ และเพื่อช่วยเหลือประเทศ และต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ก่อนเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่ร็อบอะฮฺจะเกิดขึ้นหนึ่งวัน เธอได้เข้าร่วมการประท้วง ซึ่งในช่วงบ่าย จะเป็นเวลาที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นพักผ่อน เธอจะเกณฑ์ผู้หญิงและเดินออกไปให้กำลังใจกับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเธอจะกลับมาทำงานต่อ เธอกล่าวว่า พวกเขา(ผู้ชุมนุม)เป็นแรงจูงใจเพื่อเติมพลังให้กับเธอ

เมื่อเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2013 ซึ่งเป็นวันแห่งการสังหารหมู่ เริ่มขึ้นราว 7 โมงเช้า ดร.ฮานาน พร้อมด้วยแพทย์และพยาบาลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หลังจากนั้นราวบ่าย 3 โมง เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่มียาใดๆเหลืออยู่เลย เธอยืนอยู่ราวกับผู้สิ้นหวัง เธอไม่สามารถทำอะไรได้ ช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกเกลียดตัวเอง เกลียดยา และเกลียดทุกๆอย่าง

เด็กๆที่ขวัญหนีดีฝ่อ ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่มัสยิดเพื่อแสวงหาที่ที่ปลอดภัย แต่แล้วก็พบกับแก๊สน้ำตา รถพยาบาลถูกห้ามเข้าบริเวณจัตุรัส มันเป็นเขตสงคราม พวกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมุ่งหมายที่จะสร้างความหวาดกลัว และข่มขวัญประชาชน พวกเขาประกาศการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับพวกเราในวันนั้น

โรงพยาบาลรอบๆจัตุรัสร็อบอะฮฺ นั้นมีอุปกรณ์ครบครัน แต่เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งไม่เพียงแต่การห้ามรถพยาบาลเข้าไป แต่ยังห้ามบุคคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือประชาชน พร้อมกับสั่งห้ามขายยาสำหรับร้านขายยาที่อยู่โดยรอบ

เธอเดินออกไปด้านนอกโรงพยาบาลสนาม แล้วหันมาดู พบว่ามีกลุ่มควันโพยพุ่งออกมาจากโรงพยาบาลสนาม ซึ่งกำลังรีบเร่งในการรักษาผู้บาดเจ็บ และสิ่งที่เธอเห็นก็คือกองกำลังความมั่นคงได้จุดไฟเพื่อเผามัน พวกเขาเผาพวกเราทั้งเป็น

เธอเล่าต่ออีกว่าเธอเห็นหมอคนหนึ่งที่ถูกยิงที่หลัง และขยับเขยื้อนไม่ได้ ถูกกักตัวให้นั่งอยู่บนรถวีลแชร์ หมอบางคนก็รอดชีวิต หรืออาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าให้เขานั้นมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยานต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้

ที่มา : middleeastmonitor

 

Leave a Comment