skip to Main Content

เลขาฯยูเอ็น กังวลสถานการณ์ในค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงญาในบังคลาเทศ

นายอันโตนิอู กุเตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมอาเซียน-สหประชาชาติ ต่อกรณีชาวโรฮิงญาว่า ตนได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงญาในค๊อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้เลวร้ายลง และเป็นความจำเป็นที่เมียนมาจะต้องมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติ ซึ่งจะเอื้อต่อการสร้างเงื่อนไขที่มีสันติภาพ สำหรับการส่งกลับผู้ลี้ภัยโดยสมัครใจ ให้เกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและมีความสง่างามในรัฐยะไข่

เมื่อถามว่าคิดว่าอาเซียนควรจะทำอย่างไร เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในรัฐยะไข่ให้ได้มากขึ้น นายกุแตเรชกล่าวว่า ขณะนี้อาเซียนได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ กับรัฐบาลเมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ และสหประชาชาติก็พร้อมที่จะสนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์นั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งตนได้รับแจ้งว่าอาเซียนจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ ขึ้นเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และตนได้แสดงความชื่นชมการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ของอินโดนีเซีย (ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชาชาติ)ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อสำหรับ การสร้างความปรองดองในรัฐยะไข่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในการเดินทางกลับโดยสมัครใจที่มีความเป็นไปได้มากขึ้น

นายกุเตเรชยัง กล่าวถึงประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติต่อผู้คนทั่วโลก โดยได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ภายในปี 2050 ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบกับผู้คนถึง 300 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ 70% อยู่ในอาเซียนหรืออยู่ในประเทศที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นประเด็นปัญหาด้านความมั่นคง เนื่องจากอาจนำไปสู่ปัญหาของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ดังนั้นควรจะต้องมีการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง เพราะประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีโอกาสอย่างสูงที่จะเกิดการโยกย้ายถิ่นฐาน ดังนั้นการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์จะต้องได้รับความสำคัญ เทียบเท่ากับการจัดการกับปัญหาการค้ายาเสพติด”

เลขาธิการสหประชาชาติยังเรียกร้องให้พม่าทำให้แน่ใจผู้มีบทบาทด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่โรฮิงญาเดินทางกลับได้อย่างเต็มที่และเป็นอิสระ

แม้สหประชาชาติจะกล่าวย้ำคำร้องขอ และการวิพากษ์วิจารณ์ไม่จบสิ้นจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้นำโลกของประเทศต่างๆ แต่พม่าก็ปฏิเสธที่จะผ่อนท่าทีต่อโรฮิงญา

พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่ยังคงปิดกั้นต่อเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และนักข่าว ที่สามารถลงพื้นที่ได้เพียงในจุดที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้การเดินทางที่มีทหารดูแล

ออง ซาน ซูจีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความล้มเหลวที่จะใช้อำนาจของตนในการปกป้องโรฮิงญาหลังเหตุความไม่สงบในปี 2560 และการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยที่เกิดขึ้นยังทำลายภาพลักษณ์ของเธอในฐานะผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในสายตาของโลกตะวันตก

รายงานของอาเซียนออกมาเมื่อต้นปีนี้ ระบุว่า ความพยายามส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศอาจใช้เวลาอีก 2 ปี

จนถึงปัจจุบัน มีชาวโรฮิงญาไม่กี่ร้อยคนเดินทางเมียนมา ด้วยหลายคนกลัวการกดขี่ข่มเหงในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ

นอกจากนั้น ซูจียังเผชิญแรงกดดันจากการปฏิบัติของประเทศที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาจากชาติสมาชิกอาเซียน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ต่างมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

เลขาฯยูเอ็น กังวลสถานการณ์ในค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงญาในบังคลาเทศ

Back To Top
×Close search
Search