skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : นโยบายห้ามผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบในที่สาธารณะ ของ มารีน เลอ เพน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสฝ่ายขวา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพ จนพันธมิตรต้องออกมาช่วยอธิบายว่า การแบนจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

มารีน เลอ เพน คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสของ เอ็มมานูเอล มาครง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับนโยบายที่เธอเสนอว่าจะห้ามผู้หญิงมุสลิมสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะที่เรียกว่าฮิญาบในที่สาธารณะ หากใครฝ่าฝืนจะมีโทษปรับเงิน

ซึ่งนโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพในเรื่องการแต่งกายและเรื่องความเชื่อทางศาสนา ทำให้ล่าสุด นักการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับ เลอ เพน หลายคนต้องออกมาช่วยแก้ต่างเรื่องนี้ให้ โดยอธิบายว่าเรื่องนี้ต้องผ่านการเห็นชอบจาก สส. ในสภา และการเปลี่ยนแปลงก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป

📌 กองหนุนแก้ต่าง

หลุยส์ เอเลียต นายกเทศมนตรีเมืองแปร์ปีญอง ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญของ เลอ เพน ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ เฟรนช์ อินเตอร์ ว่าการห้ามสวมฮิญาบเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมืองเพื่อต่อสู้กับลัทธิอิสลาม แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นตามขั้นตอน โดยจะเริ่มต้นจากการห้ามสวมฮิญาบในสถานที่ราชการ แล้วก็ค่อยๆ ขยายไปยังสถานที่อื่นๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเรื่องนี้จะต้องถูกนำไปถกเถียงกันในรัฐสภา ก่อนที่จะมีการลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินใจ

พันธมิตรของ เลอ เพน อีกคนหนึ่ง เดวิด ราไคลน์ นายกเทศมนตรีเมืองเฟรจัส ก็ออกมาอธิบายเพื่อช่วยให้นโยบายห้ามสวมฮิญาบฟังดูอ่อนลง โดยเขาบอกว่านโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีคนมุสลิม เพราะไม่ใช่ว่าคนสวมฮิญาบทุกคนจะเป็นคนหัวรุนแรง

📌 จุดยืนเรื่องเสรีภาพ

เลอ เพน เคยแสดงจุดยืนต่อต้านการสวมฮิญาบในที่สาธารณะอย่างชัดเจนว่า การสวมฮิญาบไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา แต่เป็นเครื่องแบบของกลุ่มหัวรุนแรง ที่ต้องถูกห้ามใส่ในที่สาธารณะในฝรั่งเศส

นโยบายต่อชาวมุสลิมนับว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และถกเถียงกันมาตลอดในฝรั่งเศส ด้านหนึ่งการห้ามสวมฮิญาบถูกมองว่าเป็นการแบ่งแยก และเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงชาวมุสลิมซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส แต่อีกด้านหนึ่งชาวฝรั่งจำนวนหนึ่งรู้สึกถึงภัยคุกคามที่มาจากผู้อพยพชาวมุสลิม และเหตุร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้งในฝรั่งเศสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงสนับสนุนนักการเมืองที่มีนโยบายแข็งกร้าวต่อผู้อพยพหรือชาวมุสลิมอย่าง เลอ เพน

ซึ่งแม้ เลอ เพน จะมีการปรับภาพลักษณ์ของเธอให้ดูเป็นมิตรกับทุกฝ่ายมากขึ้น รวมทั้งลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง แต่ว่านโยบายแนวชาตินิยมขวาจัดก็ยังคงเป็นจุดขาย ที่เธอยังรักษาไว้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้

📌 ที่มาก่อนการแบนผ้าคลุมหน้าในฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกในยุโรป ที่บังคับใช้กฎหมายห้ามสวมผ้าคลุมหน้าไม่ว่าจะเป็น บุรเกาะฮฺ หรือ นิกอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน ปี 2011 ในสมัยของประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โคซี โดยเรียกว่า “รัฐบัญญัติห้ามปกปิดใบหน้าในสาธารณสถาน” เช่น ท้องถนน ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ ระบบขนส่งมวลชนและสวนสาธารณะ ยกเว้นกรณีเดินทางในรถส่วนบุคคลแม้ไม่ได้เป็นผู้ขับหรืออยู่ในมัสยิด

กฎหมายฉบับนี้อ้างอิงตัวเลขประมาณการณ์ในขณะนั้น ว่าในจำนวนประชากรมุสลิม 4-6 ล้านคน มีสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้าตามประเพณีอาหรับและเอเชียใต้แค่ 2,000 คนเท่านั้น แต่ซาร์โกซีถูกวิจารณ์หนักว่าต้องการเสียงสนับสนุนจากกลุ่มขวาจัด และเมินเฉยต่อเสียงร้องเรียนชาวมุสลิมและนักสิทธิมนุษยชนที่ว่า เป็นการกดดันฝ่ายที่เปราะบางที่สุดในสังคมเพื่อเอาใจฝ่ายที่รังเกียจผู้อพยพ ที่กลัวว่าอิสลามจะเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมของฝรั่งเศส

กฎหมายกำหนดว่าผู้ที่ไม่ยอมเปิดหน้า ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกลักษณ์จะถูกนำไปสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่อาจใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ยินยอม แต่ถ้ายืนกรานว่าจะไม่ยอมเปิดหน้าก็อาจถูกปรับเงิน 150 ยูโร ก่อนถูกส่งไปอบรมความประพฤติ บทลงโทษยังลามไปถึงผู้เป็นพ่อ สามี หรือผู้นำศาสนา ที่บังคับให้สตรีสวมผ้าคลุมหน้า ที่จะถูกปรับเงิน 30,000 ยูโร หรืออาจถึงขั้นจำคุก 1 ปี

📌 โค้งสุดท้ายก่อนชิงดำรอบ 2

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง “France5” กล่าวโจมตีคู่แข่งของเขาว่า ครอบครัวเลอเปน รวมไปถึงนายฌอง-มารี เลอ เพน บิดาของนางมารีน เลอ เพน ผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด “National Rally” เป็นพวกที่ปกป้องอุดมการณ์เดียวกันมาตลอดการชิงชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้ง 8 ครั้งที่ผ่านมา โดยบอกว่านางเลอ เพน ทั้งต่อต้านยุโรป และต่อต้านการต่อสู้กับปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ขณะเดียวกัน นายมาครง กล่าวว่า เขายังไม่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟ ของยูเครน นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน และหวังว่าจะมีโอกาสได้ไปเยือน หากว่าไปแล้วจะช่วยให้เกิดความแตกต่าง และบอกว่าการสนับสนุนของเขาต่อประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ปรากฏจากหลักฐานการที่เขาและผู้นำยูเครน มีการติดต่อหากันอย่างต่อเนื่อง

ส่วนนางเลอ เพน เปิดเผยระหว่างการหาเสียงที่แคว้นนอร์มังดี ว่ากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการดีเบตกับนายมาครง ในช่วงค่ำวันที่ 20 เม.ย. ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจในการลงคะแนนชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของฝรั่งเศสและยุโรป โดยระบุว่า นี่จะเป็นการเผชิญหน้าทางแนวคิดกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีด้วยข่าวลวง อย่างที่เธอได้ยินตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

มาครงซึ่งเคยทำงานที่ธนาคารเพื่อการลงทุน Rothschild & CIE Banque ของบริษัท Rothschild & Co. ในตำแหน่งให้คำปรึกษาและวางแผนการเงินแก่บรรดามหาเศรษฐี ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ประธานาธิบดีของคนรวย” ในช่วง 5 ปี ของการดำรงตำแหน่ง ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

ด้านเลอ เพน พยายามเรียกตัวเองใหม่ว่า “ผู้พิทักษ์ผู้อ่อนแอ” และแม้จะเปลี่ยนแนวคิดไม่พาฝรั่งเศสออกจาก EU แล้ว แต่ก็ยังต้องการให้เกิดการปฏิรูป EU จากภายใน และจากที่เคยไปเยือนรัสเซียและพบประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ก่อนศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2017 เธอก็เปลี่ยนมาประณามรัสเซียที่โจมตียูเครน แต่ยังสงวนท่าทีเรื่องการส่งอาวุธไปช่วยยูเครน และเรียกร้องให้นาโตกับรัสเซียหันมาเจรจากันหลังสงครามสิ้นสุด และบอกด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของของรัสเซีย

📌 สำรวจความนิยม

ผลสำรวจล่าสุดที่จัดทำร่วมกันระหว่าง Democracy Institute กับ Sunday Express ที่ออกมาในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ชี้ว่าในขณะที่คะแนนของ ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง กับ มารีน เลอ เพน ยังคงสูสี แต่ก็มีแนวโน้มที่มาครงอาจจะแพ้อย่างคาดไม่ถึง ในศึกชิง “ปาแล เดอ เลลีเซ” (Palais de l’Elysee) หรือทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสองเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงอยู่ที่ตัวแปรหลักคือ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดใจว่าจะเลือกใครที่มีจำนวนที่สูงมาก และเมื่อพวกเขาสามารถตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายได้ คะแนนของพวกเขาก็อาจทำให้มาครงได้รับชัยชนะอย่างเฉียดฉิว หรืออาจทำให้เลอ เพน เอาชนะในแบบที่จะทำให้การเมืองฝรั่งเศสเปลี่ยนไปพลิกขั้ว

ในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายของการหาเสียง ผู้สมัครทั้ง 2 คนต้องพยายามช่วงชิงคะแนนเสียงมาจากกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายซ้ายจัดอย่างนายฌอง-ลุก เมลองชง ที่พ่ายแพ้ไปในการเลือกตั้งรอบแรก ขณะที่ล่าสุดผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนเลือกตั้งจากโพล 16 สำนักระบุว่า มาครงมีโอกาสชนะห่างเลอเปนประมาณ 7-12%.

 

 

 

ที่มา :

nationtv : https://www.nationtv.tv/news/378870434
https://www.nationtv.tv/news/378870383
https://www.nationtv.tv/news/378870461
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2370966

เลอ เพน ถูกวิจารณ์หนักเรื่องนโยบายห้ามผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบ

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ