skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : เหตุกราดยิงโรงเรียน ปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมอเมริกัน

เกิดเหตุการณ์ช็อกผู้คนทั่วทั้งรัฐเทกซัสและสหรัฐอเมริกา เมื่อซัลวาดอร์ โรแลนโด รามอส วัยรุ่นชายวัยเพียง 18 ปี เดินถือปืนไรเฟิลเข้าไปในโรงเรียนประถม “ร็อบบ์” ในเมืองอูวาลเด และเปิดฉากกราดยิงทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิต 19 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุเพียง 7-10 ปีเท่านั้น ครูอีก 2 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 17 คน

นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่นองเลือดที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ รองจากโศกนาฏกรรมที่โรงเรียนประถม แซนดี ฮุก ในรัฐคอนเนตทิกัต เมื่อ 14 ธ.ค. 2012 ซึ่งมือปืนวัย 20 ปีกราดยิง ทำให้เด็กนักเรียนวัยเพียง 6-7 ขวบเสียชีวิต 20 ราย เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนตายอีก 6 ราย

ผ่านมา 10 ปีเหตุการณ์กลับเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม โดยเลือกพุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนที่เข้าไปทำกิจกรรมในศาสนาสถานในวันอาทิตย์ นักช้อปที่วอลมาร์ท นักเรียนในโรงเรียนมัธยมปลาย และผู้ใช้รถบนถนนหลวง จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ทำอะไรเลยหรือ เหตุใดวัยรุ่นอายุ 18 จึงสามารถเดินเข้าไปในร้านแล้วซื้อปืนไรเฟิล 2 กระบอกเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองได้อย่างง่ายดาย และนำมาใช้ก่อเหตุสุดสลดภายในไม่กี่วันต่อมา

ตามประวัติของ ซัลวาดอร์ รามอส เกิดที่รัฐนอร์ท ดาโกตา แต่มาอยู่ที่เมืองยูวัลดี รัฐเทกซัส โดยเพื่อนคนหนึ่งที่โรงเรียนเปิดเผยว่า รามอสมักถูกล้อเรื่องเสื้อผ้าและสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ขณะที่ รามอสทำงานที่ร้านฟาสต์ฟู้ด Wendy ซึ่งเพื่อนร่วมงานบอกว่าเขาเป็นคนเงียบขรึม เพื่อนอีกคนระบุว่า รามอสเป็นพวก “อีโม” ที่พูดไม่ค่อยชัด และนั่นทำให้เขาตกเป็นเป้าของการบูลลี่ นอกจากนี้ยังถูกล้อเลียนว่าเป็นเกย์และถูกล้อเลียนเรื่องการแต่งกายอย่างหนัก

รายงานระบุว่า รามอสแชร์รูปภาพปืนไรเฟิล AR15 ทีซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว 3 วันก่อนก่อเหตุที่โรงเรียนประถม “ร็อบอเลเมนทารีสคูล”  ขณะที่ ประวัติในแอคเคาต์ TikTok ของรามอส เขียนว่า “พวกเด็กๆ จะต้องหวาดกลัวในชีวิตจริง”

แม้แรงจูงใจในเวลานี้ยังไม่ชัดเจนนัก แต่เพื่อนบ้านรายหนึ่งของรามอส ระบุกับสื่อท้องถิ่นอย่าง Newsy ว่า ตนเห็นรามอส ที่ทำงานให้กับร้าน Wendy ทะเลาะกับยายเนื่องจากยายโกรธที่รามอสเรียนไม่จบ

หลังจากนั้นพยานระบุว่า ตนได้ยินเสียงยายของรามอสร้องตะโกนว่า “มันยิงฉันๆ” ก่อนที่รามอสจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขับรถชนและลงจากรถมาก่อเหตุที่โรงเรียน

📌 ไบเดนจี้ดันกฎหมายควบคุมปืน

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอย่างเจ็บปวดที่ทำเนียบขาวต่อเหตุกราดยิงครั้งล่าสุด ระบุว่า”ผมเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้เต็มที เราต้องลงมือกันได้แล้ว อย่ามาบอกผมว่าเราทำอะไรกับการฆ่าอย่างโหดร้ายแบบนี้ไม่ได้”

ไบเดนกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้ปกครองที่ต้องสูญเสียบุตรหลาน พร้อมกล่าวว่า “ขอส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัว พ่อแม่ที่ต้องนอนร้องไห้อยู่บนเตียงและไม่รู้เลยว่าจะหลับลงได้อย่างไร คนที่กำลังคิดว่าจะบอกกับลูกๆ ที่เหลือว่าอย่างไร และทุกๆ คนที่ยังคิดไม่ออกเลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร … พ่อแม่ที่จะไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะกระโดดลงเตียงกอดกับลูกๆ พ่อแม่ที่จะไม่มีทางกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก … ขอให้พระเจ้าอยู่เคียงข้างพวกเขาด้วยเถิด”

“ในนามของความเป็นชาติ เราต้องถามกันจริงๆ ว่าเมื่อไหร่เราจึงจะลุกขึ้นสู้กับการล็อบบี้เรื่องกฎหมายการถือครองอาวุธปืนกันสักที … เมื่อไหร่เราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารู้ว่าสมควรทำมากที่สุดกันสักที”

ไบเดนยังระบุด้วยเสียงสั่นเครือว่า วันนี้ถือเป็นวันที่ 3,448 แล้ว หรือเป็นเวลากว่า 10 ปี หลังจากที่เขาเคยต้องไปยืนอยู่ที่โรงเรียนประถมในมลรัฐคอนเนทิคัต หลังเกิดเหตุกราดยิงซึ่งมีผู้เสียชีวิต 26 ราย และที่โรงเรียนประถมแซนดีฮูกซึ่งมีเด็กนักเรียนชั้น ป.1 เสียชีวิตมากถึง 20 ราย

“นับจากนั้นมาก็มีการรายงานเหตุความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในโรงเรียนมากกว่า 900 ครั้ง และจำนวนรายงานเหตุการณ์ก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อเรานับรวมเหตุกราดยิงที่โรงภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ศาสนสถานต่างๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 10 วันที่ผ่านมาในการกราดยิงที่ร้านค้าในเมืองบัฟฟาโลของนิวยอร์ก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาทราบเรื่องการกราดยิงครั้งล่าสุดนี้ขณะเดินทางกลับมาจากการประชุมผู้นำ Quad ที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น การเดินทางด้วยเที่ยวบิน 17 ชั่วโมงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาต้องคิดพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร ไบเดนถามตัวเองว่า “การกราดยิงแบบนี้เกิดขึ้นน้อยมากในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?”

“ในประเทศอื่นๆ ผู้คนต่างก็มีปัญหาสุขภาพจิต พวกเขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในประเทศ มีผู้คนที่กำลังหลงทางในชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการกราดยิงด้วยความถี่เช่นนี้เหมือนกับสหรัฐฯ ทำไม? และทำไมเราจึงยินดีที่จะอยู่ต่อไปกับการสังหารอันโหดร้ายเช่นนี้?” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว

เขายังระบุด้วยว่า “เมื่อไหร่เราจะมีความกล้าหาญในกระดูกสันหลังของเราสักที ที่จะลุกขึ้นยืนสู้กับกลุ่มล็อบบียิสต์(ที่สนับสนุนกฎหมายการถือครองปืน)”

ไบเดนชี้ว่าที่ผ่านมาในการเป็นทั้งวุฒิสมาชิกและรองประธานาธิบดีของเขา เขาเดินหน้าผลักดันการใช้กฎหมายควบคุมปืนที่เรียกว่า ‘Common-Sense Gun Laws’ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ยอมรับว่าไม่มีทางที่สหรัฐฯ จะป้องกันทุกเหตุโศกนาฏกรรมได้ แต่มันสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง

“เมื่อครั้งที่เราสามารถผ่านกฎหมายการสั่งแบนการขายอาวุธประเภทจู่โจมได้ เหตุกราดยิงลดลงจริง แต่หลังจากที่กฎหมายนั้นหมดอายุ เหตุกราดยิงก็เพิ่มขึ้น 3 เท่าทันที”

“ผู้ผลิตอาวุธปืนใช้เวลา 2 ทศวรรษในการโฆษณาขายอาวุธประเภทจู่โจมอย่างเอิกเกริกจริงจัง ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับพวกเขา เราจะต้องมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นต่อกรกับอุตสาหกรรมนี้กันสักที” ไบเดนกล่าว

📌 10 ปีผ่าน สหรัฐฯ ทำอะไรบ้าง

ในความเป็นจริงแล้ว หลังเกิดเหตุที่แซนดี ฮุก รัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ กลับยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างจริงจังเกิดขึ้นเลย เนื่องจากการครอบครองอาวุธปืนกลายเป็นส่วนใหญ่ของวัฒนธรรมอเมริกันที่ฝังรากลึกไปแล้ว หลายคนเชื่อว่ารัฐเท็กซัสและรัฐบาลของรัฐ ที่มีสมาชิกพรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากอยู่น่าจะไม่ทำการใด ๆ เพื่อควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนเลย

หลังเกิดเหตุกราดยิงที่แซนดี ฮุก 5 วัน โอบามาก็มอบหมาย โจ ไบเดน ที่ตอนนั้นเป็นรองประธานาธิบดี คุมทีมเฉพาะกิจหามาตรการดีๆ ในการควบคุมการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืน ซึ่งจนถึงเดือนมกราคมปี 2013ทีมของไบเดนเสนอมาตรการออกมา 23 ข้อ รวมถึง จัดแคมเปญทั่วประเทศเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าของปืน และฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้รับมือสถานการณ์กราดยิง

ต่อมาในเดือนเมษายน 2013 นายโจ มานชิน ส.ว.เดโมแครต และนายแพทริก ทูเมย์ ส.ว.รีพับลิกันเสนอร่างกฎหมายร่วม 2 พรรค เพื่อขยายขอบเขตการตรวจสอบประวัติในเกือบทุกการซื้อขายปืน แต่ผ่านมาเกือบทศวรรษ มีเพียงไม่กี่นโยบายที่ได้รับการอนุมัติ ร่างกฎหมายของมานชินกับทูเมย์ ถูกสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ (NRA) ซึ่งสนับสนุนการครอบครองอาวุธ ต่อต้านอย่างหนัก ก่อนที่วุฒิสภาจะโหวตไม่อนุมัติ

กระแสรณรงค์เรื่องการควบคุมอาวุธปืนกลับมาอีกครั้งในปี 2016 หลังเกิดเหตุกราดยิงที่ไนต์คลับของชาวเกย์ ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 49 ราย รัฐบาลพยายามเสนอกฎหมายคล้ายกับเมื่อปี 2013 แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติเช่นกัน และต้องรอจนถึงปี 2018 ก่อนจะมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยมตาย 17 ราย กฎหมายที่ว่าจึงได้รับการอนุมัติ

รัฐบาลสหรัฐฯ สมัยการปกครองของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเคยออกกฎหมายห้ามซื้อขายอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งปืนที่เรียกว่า “bump stocks” ซึ่งจะทำให้ปืนกึ่งอัตโนมัติยิงได้เหมือนปืนกล 2018 หลังจากในเดือนตุลาคม 1 ปีก่อนหน้านั้น คนร้ายใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในการกราดยิงผู้คนที่ลาสเวกัส จนเสียชีวิตถึง 59 ราย

ต่อมาในปี 2019 เหตุกราดยิงต่อเนื่องที่เมืองเอล ปาโซ และเมืองเดย์ตัน จนมีผู้เสียชีวิตราว 32 รายในเดือนสิงหาคม ทำให้รัฐบาลทรัมป์ผลักดันกฎหมายขยายขอบเขตการตรวจสอบภูมิหลังเพิ่มขึ้นอีก แต่กลับไปตรงกับช่วงที่เหล่า ส.ส.กำลังเดินหน้าถอดถอนนายทรัมป์ออกจากตำแหน่งพอดี ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้รับความสนใจ

ขณะที่นับตั้งแต่นายไบเดนขึ้นเป็นประธานาธิบดี 2021 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายขยายการตรวจสอบภูมิหลังสำหรับการซื้อปืน 2 ฉบับ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายในการซื้อขายกันส่วนตัวหรือทางออนไลน์ แต่ไม่ผ่านการโหวตในชั้นวุฒิสภาทั้งคู่

📌 วัฒนธรรมการครอบครองปืน

สหรัฐฯ เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่มีสิทธิการครอบครองเป็นบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ (อีก 2 ประเทศคือ เม็กซิโกกับกัวเตมาลา) โดยสิทธิที่ผู้คนสามารถครอบครองและพกพาอาวุธปืนได้นั้น ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ซึ่งออกตั้งแต่ปี 1776 เพื่ออนุญาตให้รัฐต่างๆ จัดตั้งหน่วยติดอาวุธเพื่อป้องกันตนเองจากการกดขี่ของรัฐบาลกลางได้

ในปี 2008 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ยังคุ้มครองสิทธิ์ในการครอบครองปืนของบุคคลด้วย

นอกจากเรื่องของกฎหมาย ปืนยังถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกัน มันเป็นองค์ประกอบสำคัญของทหารในการทำสงครามปฏิรูปและเป็นอาวุธประจำกายของเหล่าคาวบอย

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย ‘พิว’ (Pew Research Center) เมื่อปี 2017 ชี้ว่า มีชาวอเมริกันราว 30% เท่านั้นที่ครอบครองอาวุธปืน แต่ส่วนใหญ่มีปืนมากกว่า 1 กระบอก และเกือบ 10% ที่มีปืนอย่างน้อย 5 กระบอก ซึ่งชาวอเมริกันที่มีปืนถึง 74% คิดว่าการครอบครองปืนทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีเสรีภาพ และ 73% นึกภาพที่ตัวเองไม่มีปืนไม่ได้เลย แม้แต่ชาวอเมริกันที่ไม่มีปืน ก็มีถึง 35% ที่คิดเช่นเดียวกันว่าการมีปืนทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีเสรีภาพ

📌 ถกเถียงไม่จบสิ้น

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สหรัฐฯ เป็นชาติพัฒนาแล้วที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนมากที่สุดลำดับต้นๆ ของโลก ในปี 2020 มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปืนสูงถึง 45,222 ราย โดย 24,292 รายเป็นการจบชีวิตตัวเอง ขณะที่ 19,384 รายเป็นการฆาตกรรม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ครอบครองปืนมองว่า การควบคุมอาวุธปืนนั้น เป็นการทำลายวิถีชีวิตของพวกเขา โดยสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ เชื่อว่า กฎหมายควบคุมอาวุธปืนนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะผู้ที่จะก่ออาชญากรรมจริงๆ ก็แค่หลบเลี่ยงการตรวจสอบ เหตุกราดยิงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเป็นต้องมีข้อบังคับใหม่ๆ และการติดอาวุธผู้คน รวมถึงครู เป็นเรื่องดีกว่า เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถปกป้องตนเองและคนอื่นๆ

สมาชิกสภาหลายคนที่กลุ่ม NRA สนับสนุน ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หลังจากสภาคองเกรสปล่อยให้การแบนอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติหมดอายุในปี 2004 จำนวนเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ก็ลดลง

แต่ฝ่ายสนับสนุนการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งมีนายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตผู้ว่าการนครนิวยอร์ก ระบุว่า การลดลงที่ว่า เกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่น โดยเฉพาะการดูแลความสงบเรียบร้อยที่พัฒนาขึ้น พวกเขายังยกตัวอย่างกฎหมายจำกัดอาวุธปืนของออสเตรเลีย ที่ออกหลังเกิดเหตุกราดยิงในปี 1996 จนมีผู้เสียชีวิต 35 ราย แต่หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุยิงกันใหญ่ๆ อีกเลย

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน หลังเหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ ระบุผลโพลรอยเตอร์/อิปซอสพบว่า ผู้ตอบแบบ สอบถามกว่า 84 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้มีการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวดก่อนซื้อปืน ขณะที่ 72 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้เพิ่มเกณฑ์อายุซื้อปืนจาก 18 ปี เป็น 21 ปี และอีก 70 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนให้แต่ละรัฐใช้งานกฎหมาย “เรด แฟลก” ที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ยึดปืนจากผู้ที่ดูแล้วเป็นภัยคุกคาม กระนั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 49 เปอร์เซ็นต์ ระบุด้วยว่า ไม่มีความมั่นใจว่านักการเมืองจะเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายอาวุธปืนได้ภายในปีนี้

 

 

 

 

ที่มา :
thairath : https://www.thairath.co.th/news/foreign/2401700
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2403366
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2403391
voicetv : https://voicetv.co.th/read/AvY-z6vM9
matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3365635
voa : https://www.voathai.com/a/factbox-grim-chronology-of-mass-shootings-in-the-united-states/6588751.html
thestandard : https://thestandard.co/texas-elementary-school-shooting/

เหตุกราดยิงโรงเรียน ปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมอเมริกัน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ