skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : เปิดความลับธนาคารสวิสบริการเก็บเงินผิดกฎหมาย พบนักธุรกิจ ข้าราชการ และคนมีประวัติในไทย กว่า 1,000 บัญชี

งานข่าวสืบสวนสอบสวนข้ามชาติจาก 39 ประเทศทั่วโลกพบผู้นำเผด็จการ ผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวง สายลับ ท่อน้ำเลี้ยงมาเฟีย ไปจนถึงผู้มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชน มีบัญชีในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ ที่ๆ มีกฎหมายรักษาความลับทางธนาคารเข้มงวด สำหรับไทย พบนักธุรกิจชั้นนำ อดีตข้าราชการ ต่างชาติที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องการเลี่ยงภาษี

SuisseSecrets คือชื่อของโครงการข่าวสืบสวนสอบสวนข้ามชาติเพื่อเปิดโปงข้อมูลการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยในธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse Bank) ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งธุรกรรมเหล่านั้นอาจเชื่อมโยงกับการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การทุจริต หรือการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซุดดอยท์เชอไซทุง (Süddeutsche Zeitung) หนังสือพิมพ์รายวันที่ใหญ่ที่สุดในเมืองมิวนิก รัฐบาวาเรียของเยอรมนี และโครงการรายงานอาชญากรรมและการทุจริต (Organized Crime and Corruption Reporting Project: OCCRP) ได้รับข้อมูลบัญชีธนาคารเครดิตสวิสที่น่าสงสัยจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ นักข่าวมากกว่า 160 คนจากสำนักข่าว 48 แห่งใน 39 ประเทศทั่วโลก ร่วมสืบค้นข้อมูลบัญชีต้องสงสัยมากกว่า 18,000 รายการ ที่เปิดบัญชีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 หรือในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 120 ล้านฟรังก์สวิส (กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ )

ในรายงานระบุประเทศที่มีลูกค้าเปิดบัญชีมากที่สุด เช่น เวเนซุเอลากว่า 2,000 บัญชี อียิปต์กว่า 2,000 บัญชี ยูเครนกว่า 1,000 บัญชีและไทยกว่า 1,000 บัญชี ต่างก็เป็นประเทศประสบปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจพยายามซุกซ่อนเงิน และทรัพย์สินตนเองไว้ในต่างประเทศ

📌 เครดิตสวิสและจอมทุจริต ผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวง

โปรเจ็กต์ SuisseSecret ค้นพบข้อมูลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาว่าธนาคารเครดิตสวิสทำธุรกิจกับชนชั้นนำทั่วโลกหลายคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘จอมทุจริตระดับโลก’ เช่น การ์ลอส อากีเลรา (Carlos Aguilera) อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทของอูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) อดีตนายพลและประธานาธิบดีจอมเผด็จการของเวเนซุเอลาที่อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ ปี 1999-2013

อากีเลราเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเวเนซุเอลาให้ดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งในประเทศ หนึ่งในโครงการทุจริตที่อื้อฉาวที่สุดคือการปรับปรุงเส้นทางรถไฟในกรุงคาราคัส ที่บริษัทของเขาได้รับสัมปทานโดยไม่ผ่านขั้นตอนการประมูลแบบปกติ และเขาได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้า 4.8% หรือคิดเป็นเงินเกือบ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อากีเลรามีบัญชีในธนาคารเครดิตสวิส 2 บัญชีที่ยังไม่ได้ปิดใช้งาน มีเงินฝากร่วมอย่างน้อย 7.8 ล้านฟรังก์สวิส และในปี 2015 อากีเลราและคนใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดีชาเวซ ถูกทางการสเปนสอบสวนในข้อหาฟอกเงิน

อีกหนึ่งบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งใหญ่และมีชื่อเป็นลูกค้าของธนาคารเครดิตสวิส คือ นักการเมืองและธุรกิจเบอร์ต้นของยูเครน ผู้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยความมั่นคงในสมัยรัฐบาลของวิกเตอร์ ยานูโควิช อดีตประธานาธิบดียูเครนช่วงปี 2010-2014 ที่มีข่าวฉาวเรื่องการทุจริตและการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตจากเหตุประท้วงในปี 2014 ปัจจุบัน ยานูโควิชลี้ภัยอยู่ในรัสเซียโดยได้รับความช่วยเหลือจากสายลับและทางการรัสเซีย โดยอดีตนักการเมืองผู้ใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดียูเครนคนนี้ มีเงินอยู่ในหลายบัญชีของธนาคารเครดิตสวิสมากกว่า 1,000 ล้านฟรังก์สวิส

นอกจาก 2 กรณีที่กล่าวไปข้างต้น โปรเจ็กต์ SuisseSecret ยังพบชื่อของนักธุรกิจ นักการเมือง ทหาร และผู้มีอิทธิพลในหลายประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การฟอกเงิน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวอิตาลีที่ถูกจับฐานฟอกเงินและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ ‘Ndrangheta’ ซึ่งเป็นแก๊งมาเฟียในอิตาลี, ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซีเมนส์ (Siemens) ที่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ในไนจีเรียแลกกับสัญญาการทำธุรกิจด้านโทรคมนาคม, ครอบครัวของอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอียิปต์ที่เคยซื้อหุ้นในสโมสรฟุตบอลเชลซี และเกี่ยวข้องกับกาเมล อับดุล นาซิร (Gamel Abdel Nasser) อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการของอียิปต์, มุลเลอร์ คอนราด ‘บิลลี่’ เราเตนบัค นักธุรกิจชาวซิมบับเวที่มีความใกล้ชิดกับโรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการของซิมบับเว  รวมถึงมีชื่อของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ซึ่งพระองค์มีชื่อเสียงที่ไม่ดีนักเรื่องการทุจริตและความร่ำรวยที่ผิดปกติ

📌 พบข้อมูลนักธุรกิจ ชาวต่างชาติ อดีตข้าราชการจากไทย

แม้ยังไม่พบชื่อบุคคลระดับก้องโลก แต่ชื่อของชาวไทยและผู้มีถิ่นพำนักในไทยที่เคยมีประวัติทางการเงินหรืออาชญากรรมก็มีชื่ออยู่ในบัญชีสวิสเซอร์แลนด์นี้ด้วย

รายแรกคือชาวต่างชาติเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับวงการแฟชั่นที่เคยประกอบธุรกิจในไทยในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ชื่อของเขาเคยถูกเอ่ยถึงในเอกสารหลุดทางการเงินชื่อดัง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ ชิ้นข่าวสืบสวนสอบสวนของสื่อประเทศฝรั่งเศสค้นพบว่า เขามีบริษัทในประเทศหมู่เกาะอันเป็นพื้นที่ภาษีต่ำที่มักเป็นที่จดทะเบียนนอกชายฝั่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีในประเทศต้นทางที่มีการทำธุรกิจจริง ชิ้นข่าวสืบสวนสอบสวนดังกล่าวยังระบุว่าชาวต่างชาติคนนี้ใช้วิธีนี้ในการเลี่ยงจ่ายภาษี “แทบทั้งหมด” จากรายได้ประมาณปีละกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในฐานข้อมูลยังพบชาวต่างชาติอีกหนึ่งรายที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย ชาวต่างชาติผู้นี้มีชื่อในฐานข้อมูลบริษัทนอกชายฝั่ง (offshore leaks) ของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ในฐานะผู้อำนวยการและคนกลางของบริษัทโฮลดิ้งสองแห่ง ที่จดทะเบียนในหมู่เกาะซีเชลล์และประเทศไซปรัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักเป็นที่จดทะเบียนของบริษัทเนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและธุรกิจ โดยบริษัทที่จดทะเบียนที่หมู่เกาะซีเชลล์ มีบริษัทนิติบุคคลอีกบริษัทถือตำแหน่งเป็นเลขานุการ ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นผู้ถือหุ้นในอีก 27 บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หมู่เกาะซีเชลล์ และซามัว

สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไซปรัสนั้นพบว่ามีบริษัทอีกแห่งถือตำแหน่งเป็นเลขานุการ ซึ่งบริษัทนี้เองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดที่มีชื่อบริษัทเป็นผู้ให้บริการเรื่องน้ำมันและแก๊สธรรมชาติสองแห่งที่จดทะเบียนในประเทศไซปรัส โดยขณะนี้ยังไม่อาจสืบทราบได้ว่ามีใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์แท้จริงจากความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนนี้

อีกรายหนึ่งที่พบในกรณีบัญชีคนไทยคือชาวไทยรายหนึ่งที่เคยถูกศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในคดียักยอกและความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ดี ต้องเน้นย้ำว่าการมีบัญชีธนาคารในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องผิดในตัวของการกระทำเอง เพราะวัตถุประสงค์ของการมีบัญชีเงินฝากเช่นว่ามีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรับรายได้จากธุรกิจหรือคู่ค้าในต่างประเทศและการเปิดบัญชีสำหรับการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ไปจนถึงการหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีเงินได้ในประเทศไทย ที่แม้มีกระบวนการทางบัญชีที่กระทำได้ แต่ก็เป็นที่ถกเถียงในเชิงศีลธรรมจรรยาในฐานะพลเมือง ที่มีหน้าที่เสียภาษีให้แก่รัฐตามที่มีการยกประเด็นขึ้นเมื่อมีการปล่อยเอกสารหลุดในอดีต เช่น ‘ปานามา เปเปอร์ส’ หรือ ‘แพนโดรา เปเปอร์ส’

ในกรณีประเทศไทย พบว่ามีผู้ถือบัญชีมีทั้งบุคคลและนิติบุคคลจากธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ค้าขายอัญมณี ค้าวัสดุก่อสร้าง อดีตนายกสมาคมการค้าต่างๆ บุคคลที่เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจแนวหน้า ไปจนถึงนักธุรกิจที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร อดีตข้าราชการระดับอธิบดีกรม อดีตผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง และนักธุรกิจที่มีประวัติเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ

📌 ทำไมความลับทางการธนาคารสวิสจึงเป็นปัญหา

แนวคิดเรื่องความลับทางการธนาคารของสวิสมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดด้านการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยด้านศาสนาและการเมือง ซึ่งในขณะนั้นสวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นนครรัฐอิสระ ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นครรัฐอิสระในเทือกเขาแอลป์รวมตัวกันจัดตั้งประเทศสมาพันธรัฐสวิสขึ้น และได้บัญญัติแนวคิด ‘สิทธิในความเป็นส่วนตัว’ ไว้รัฐธรรมนูญที่มีอายุเกือบ 150 ปี จนกลายเป็นคุณค่าที่ชาวสวิสยึดถือร่วมกันอย่างเหนียวแน่น จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 กฎหมายความลับทางการธนาคารของสวิสเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เพราะนโยบายวางตัวเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และความต้องการสร้างชาติให้เป็นประเทศ ‘จักรวรรดิทางการเงิน’ อันยิ่งใหญ่ ต่อมา ใน ค.ศ.1934 รัฐสภากลางของสวิสออกกฎหมาย ‘รักษาความลับด้านข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล’ ซึ่งเปลี่ยนโฉมธนาคารสวิสให้กลายเป็นสถาบันการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกด้านการรักษาความลับของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของธนาคารสวิสกลับถูกท้าท้ายในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะการค้าขายกับฝ่ายอักษะโดยเฉพาะกลุ่มนาซี ซึ่งทำให้ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มตั้งคำถามกับ ‘ความเป็นกลาง’ และ ‘การรักษาความลับ’ ของธนาคารสวิสว่าเป็นช่องโหว่ในการทุจริตและการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ธนาคารสวิสถูกจับตามองอย่างมากจากชาติตะวันตกเรื่องนโยบายดังกล่าวที่อาจขัดต่อ ‘ความโปร่งใส’ ในการทำธุรกิจและการเงิน โดยเฉพาะในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดโปงว่านักการเมือง นักธุรกิจ และผู้นำโลกหลายคนอาศัยช่องทางการทำธุรกรรมผ่านธนาคารสวิส เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เดิมทีนั้น กฎหมายเรื่องความลับทางธนาคารในสวิสเป็นเรื่องทางแพ่งซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันตามมลรัฐ และเกิดขึ้นมายาวนานหลายศตวรรษแล้ว หนึ่งในกฎหมายการเงินและการธนาคารฉบับเก่าที่สุดของสวิสตราขึ้นใน ค.ศ.1713 โดยรัฐสภาแห่งนครเจนีวา กฎหมายดังกล่าวระบุว่า “ธนาคารมีหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูลของลูกค้าและข้อมูลการทำธุรกรรมของพวกเขาไว้ แต่ห้ามเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นให้กับบุคคลอื่นนอกจากลูกค้า ยกเว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากสภาเมือง”

แม้ว่านโยบายความเป็นส่วนบุคคลและการรักษาข้อมูลความลับของลูกค้าจะเป็นจุดขายที่แข็งแกร่งของธนาคารสวิสมานานหลายร้อยปี แต่รัฐสภากลางของสวิสเพิ่งตรากฎหมายด้านการธนาคารให้เป็นกฎหมายที่บังคับใช้ระดับประเทศในช่วงทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยใน ค.ศ.1934 รัฐสภากลางของสวิสมีมติเห็นชอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยธนาคารและธนาคารออมทรัพย์ ค.ศ.1934 (Federal Act on Banks and Savings Banks 1934) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กฎหมายการธนาคารสวิส 1934’ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติเรื่องการรักษาความลับทางธนาคารเอาไว้ในมาตราที่ 47 ที่ระบุว่า “บุคคลใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคการธนาคาร บุคคลนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของลูกค้า” และกำหนดโทษทางอาญาเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเพียงโทษทางแพ่ง โดยเมื่อ 1 ก.ค. 2015 มีการแก้ไขกฎหมายให้มีความเข้มงวดขึ้นในส่วนการรักษาความลับและโทษ

📌 วัฒนธรรมองค์กรที่ล้มเหลวของธนาคารสวิส

หลังจากสำนักข่าวซุดดอยท์เชอไซทุง (Süddeutsche Zeitung) และ OCCRP ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนาม OCCRP ในฐานะตัวแทนนักข่าวผู้ร่วมสืบสวนสอบสวนในโปรเจ็กต์ SuisseSecret ได้ส่งอีเมลไปยังธนาคารเครดิตสวิสเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลบัญชีชุดดังกล่าวซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมและการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งธนาคารได้ส่งแถลงการณ์ตอบกลับมา 2 ฉบับ และปฏิเสธว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

แถลงการณ์จากธนาคารเครดิตสวิสฉบับแรกส่งกลับมาในเดือน ก.พ. 2022 ระบุว่า “เครดิตสวิสขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาและการแทรกแซงเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ในบางกรณีเกิดขึ้นก่อนช่วงทศวรรษที่ 1970 อีกทั้งบัญชีที่ปรากฏตามข้อซักถามนี้ถูกหยิบเลือกมาโดยใช้อคติ ไม่เป็นกลาง และปราศจากบริบทแวดล้อม เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการตีความโดยมีจุดประสงค์จำเพาะต่อการประกอบธุรกิจของธนาคาร แม้ว่าเครดิตสวิสจะไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ เรื่องความสัมพันธ์ของลูกค้าได้ แต่ธนาคารสามารถยืนยันได้ว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นไปตามนโยบายปฏิบัติและข้อบังคับในช่วงเวลาที่สอดคล้องกัน และประเด็นปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขแล้ว”

ส่วนแถลงการณ์อีกฉบับระบุว่า “ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ธนาคารเครดิตสวิสดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและตระหนักอย่างสุดซึ้งถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าของธนาคาร รวมถึงความรับผิดชอบต่อระบบการเงินในภาพรวม เพื่อรับประกันว่าธนาคารได้คงไว้ซึ่งมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพขั้นสูงสุด เครดิตสวิสดำเนินธุรกิจโดยสอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ธนาคารได้นำมาตรการที่สำคัญมากมายที่สัมพันธ์กับการปฏิรูประบบการเงินของสวิสมาปรับใช้ ซึ่งรวมถึงการลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เครดิตสวิสจะยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กรอบงานจัดการความเสี่ยงและการควบคุมระบบอย่างต่อเนื่อง”

ผู้เชี่ยวชาญบอกกับ OCCRP ว่าการทำธุรกิจระหว่างธนาคารเครดิตสวิสและลูกค้าที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริตและการละเมิดสิทธิถือเป็น ‘วัฒนธรรมองค์กรเป็นพิษ’ ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในทุกระดับตั้งแต่บนลงล่าง

ส่วนอดีตพนักงานธนาคารสวิสเปิดเผยกับ OCCRP ว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกกำหนดจากบนลงล่างทำให้เกิดข้อครหาเรื่องการละเลยต่อการทุจริตและอาชญากรรมอื่นๆ พนักงานระดับกลางเองก็รู้สึกว่าพวกเขาไร้อำนาจจัดการปัญหาเหล่านี้

อีเมลภายในของธนาคารเครดิตสวิสที่ถูกปล่อยออกมาให้ OCCRP ยืนยันได้ว่าวัฒนธรรมดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาขององค์กร อีเมลฉบับหนึ่งในเดือน ต.ค. 2021 ที่ผู้บริการธนาคารเครดิตสวิสส่งถึงพนักงาน 50,000 คนเพื่อขอให้ทำแบบสำรวจออนไลน์ ชี้ชัดว่า “ความจำเป็นในการทำงานคือสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เพื่อนร่วมงานกล้าที่จะพูด” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าวัฒนธรรมองค์กรของเครดิตสวิสจะไม่มีทางเปลี่ยนจนกว่าผู้บริหารระดับสูงจะเผชิญกับผลสะท้อนกลับจากข่าวฉาวที่กลายเป็นหายนะของธนาคาร

📌 อยากเห็นความรับผิดชอบ

แหล่งข่าวผู้ให้ข้อมูลระบุในแถลงการณ์ว่า “ฉันเชื่อว่ากฎหมายความลับทางธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศีลธรรม ข้ออ้างเรื่องปกป้องความลับทางการเงินเป็นเพียงการปักธงเพื่อปกปิดบทบาทอันน่าละอายของธนาคารในสวิสในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มคนที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษี … สถานการณ์เช่นนี้เอื้อต่อการทุจริตและความหิวกระหายก่อตัวขึ้นในประเทศที่ต้องการรายได้จากการเก็บภาษี ประเทศเหล่านี้คือหนึ่งในผู้ที่เจ็บปวดอย่างมากกับการทำตัวเป็นโรบินฮู้ดมุมกลับของสวิตเซอร์แลนด์”

“ฉันต้องการเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าความรับผิดชอบในสภาพการเช่นนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธนาคารสวิสอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบกฎหมายของสวิสด้วย ธนาคารเป็นนายทุนที่สามารถสร้างผลกำไรสูงสุดได้ภายใต้กรอบกฎหมาย หมายความว่าฝ่ายนิติบัญญัติของสวิสก็มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อ[การออกกฎหมายที่เอื้อต่อ]อาชญากรรมทางการเงิน ขณะที่ประชาชนชาวสวิสเองก็มีอำนาจแก้ไขเรื่องนี้ได้โดยใช้กระบวนการประชาธิปไตยโดยตรง แม้ว่าฉันจะตระหนักดีว่ากฎหมายความลับทางธนาคารของสวิสมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศประสบความสำเร็จ แต่ฉันมีความคิดเห็นอันหนักแน่นว่าประเทศที่มั่งคั่งควรจะมีสำนึกผิดชอบชั่วดี

“ฉันทราบดีว่าการมีบัญชีเงินฝากต่างประเทศอยู่ในธนาคารสวิส ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำเพื่อหนีภาษีหรือก่ออาชญากรรมทางการเงินอื่นๆ เสมอไป ฉันมั่นใจว่าบัญชีธนาคารบางบัญชี เปิดขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม บัญชีธนาคารในชุดข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่เปิดขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์หนึ่งเดียวคือการปกปิดความร่ำรวยของเจ้าของบัญชี ไม่ให้สถาบันการเงินรับรู้ หรือหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีจากรายได้ส่วนบุคคล”

 

 

 

ที่มา :

prachatai : https://prachatai.com/journal/2022/02/97343

matichon : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3194977

prachachat : https://www.prachachat.net/world-news/news-870281

แฉ ธนาคารเครดิตสวิส แหล่งพักเงินผิดกฎหมาย

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ