skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : โควิดคร่าชีวิตกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก แต่ WHO เตือนอาจตายจริง 17 ล้านคน

ข้อมูลจากศูนย์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่า สถิติผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สะสมบนโลกเกินกว่า 5 ล้านรายแล้ว เทียบเท่าประชากรทั้งหมดของนครลอสแอนเจลิสและเมืองซานฟรานซิสโกรวมกัน โดยสถิติผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่งผ่านหลัก 4 ล้านราย เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาเท่านั้น

สหรัฐยังคงครองสถิติประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสะสมจากโรคโควิด-19 มากที่สุด คือมากกว่า 740,000 ราย นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่ภูมิภาควิกฤติที่สุดของโลกในเวลานี้ คือ ยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะรัสเซียซึ่งมีผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยเพิ่มเป็นสถิติใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน และยูเครนประเทศซึ่งมีสัดส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบสองเข็มเพียง 17%

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิต 1 ล้านรายล่าสุด ชะลอตัวลงจาก 2 ล้านรายก่อนหน้านี้ โดยโควิด-19 ใช้เวลามากกว่า 110 วัน ในการเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตจาก 4 ล้านคนเป็น 5 ล้านคน ผิดกับช่วงที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3 ล้านรายและ 4 ล้านราย ที่ใช้เวลาไม่ถึง 90 วัน อัตราดังกล่าวถือเป็นการหวนคืนสู่ระดับที่พบเห็นในช่วงปีแรกของการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม

ด้านองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เดินหน้าเรียกร้องความเท่าเทียมด้านวัคซีน โดยเตือนว่า การเข้าถึงวัคซีนไม่รวดเร็วและทั่วถึงเพียงพอ คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญให้อัตราการเสียชีวิตยังคงสูง ปัจจุบัน ในกลุ่มประเทศร่ำรวยมีวัคซีน 133 โด๊ส ต่อประชากร 100 คน แต่ในกลุ่มประเทศยากจนมีวัคซีนเพียง 4 โด๊สเท่านั้น ต่อประชากร 100 คน.

📌 อาจเสียชีวิตจริงกว่า 17 ล้านคน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ประมาณการตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริง อาจสูงกว่ายอดที่รายงานอย่างเป็นทางการ 2-3 เท่าตัว เนื่องจากยังพบว่ามีการเสียชีวิตส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับ “โควิด-19” อีกมาก

วารสาร Economist เปิดเผยว่า จากการดูข้อมูล “การเสียชีวิตส่วนเกิน” พบว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูงถึง 17 ล้านรายแล้ว

ศาสตราจารย์อาร์โนลด์ ฟอนทาเน็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดแห่งสถาบันปาสเตอร์ ระบุว่า “ตัวเลขนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือสำหรับเขา”

ถึงแม้ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ยังนับว่าน้อยกว่าการระบาดครั้งก่อน อย่าง “ไข้หวัดสเปน” ที่เกิดจากไวรัสอีกชนิด ในช่วงปี 1918-1919 ที่คร่าชีวิตผู้คนไประหว่าง 50-100 ล้านรายหรือแม้แต่โรคเอดส์ ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 36 ล้านราย ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา

แต่ฌอง คล๊อด แมนูเกฮาร์ นักไวรัสวิทยาแห่งสถาบันปาสเตอร์ของฝรั่งเศสชี้ว่า ต้องยอมรับว่า โควิด-19 “เป็นต้นตอการเสียชีวิตของผู้คนหลายล้านคนในระยะเวลาอันแสนสั้น”

“และมันอาจจะรุนแรงมากกว่านี้ หากไร้ซึ่งมาตรการควบคุม โดยเฉพาะข้อจำกัดต่าง ๆ รวมถึงการเดินทาง ตลอดจนเรื่องการฉีดวัคซีน

📌 การระบาดถึงจุดสูงสุดหรือยัง?

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันฟอนทาเน็ต อธิบายว่า การระบาดของไวรัส ปกติแล้วจะเกิดขึ้น 2 ระยะ (2 phases)

1. “ระยะของการระเบิด” เมื่อไวรัสแพร่ะกระจายสู่ประชาชนที่ไม่เคยสัมผัสมันมาก่อน

2. “ระยะของการตกลง” เมื่อเริ่มมีการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ มากขึ้น และจะนำมาสู่ endemic หรือการสิ้นสุดการระบาด

แต่สำหรับ “โควิด-19″ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ใหญ่ ที่จำเป็นต้องมีการเร่งมือในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ระหว่าง 2 ระยะดังกล่าว” และจำเป็นต้องเร่งเครื่องการฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับไวรัสโดยเร็ว ซึ่งเราใช้เวลาราว 18 เดือน จากระยะเวลาปกติที่ต้องใช้นานกว่า 3-5 ปี และจะต้องพบผู้เสียชีวิตมากกว่านี้อีกมาก

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราต้องเร่งเครื่องอย่างหนักในเรื่องการฉีดวัคซีนในขั้นถัดไป

“เราอาจยังอยู่ห่างจากช่วงเวลาแห่งความปลอดภัยอีกนานหลายเดือน ปัญหาคือ…เรายังแข็งแรงเพียงพอหรือไม่?”

“เพราะไวรัสจะยังคงวนเวียนอยู่ในอากาศ ดังนั้น เป้าหมายในวันนี้ ไม่ใช่การ ‘กำจัดไวรัส’ หากแต่เป็นการ ‘ปกป้องทุกคน’ “ ฟอนทาเน็ต ระบุ

📌 โควิด-19 ในแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร?

ฟอนทาเน็ต ระบุว่า สำหรับประเทศชั้นนำด้านอุตสาหกรรม เชื่อว่าอีกไม่นาน โควิด-19 จะกลายมาเป็นโรคประจำถิ่น ที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่ในช่วงขวบปีแรก ก่อนที่สุดท้าย มันก็จะกลายเป็นโรคที่มีความรุนแรงลดลง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เช่นเดียวกับจีนและอินเดีย ที่มีการฉีดวัคีนเป็นวงกว้าง

แต่ในพื้นที่ส่วนอื่นของโลก อาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ เมื่อวัคซีนยังไม่ทั่วถึงมากนัก โดยเฉพาะในแถบแอฟริกา

ส่วนประเทศที่เคยใช้แนวทาง “โควิดเป็นศูนย์” หรือ zero-Covid เพื่อหวังกำจัดไวรัสให้หมด ก็จะพบกับความล้มเหลว เนื่องจากธรรมชาติของไวรัสตัวนี้ โดยเฉพาะไวรัสกลายพันธุ์ “Delta” ที่สามารถแพร่เชื้อได้เป็นวงกว้าง

ขณะที่ตัวอย่างที่น่าสนใจแถบยุโรปตะวันตก คือ “ความล้มเหลวในการฉีดวัคซีนให้ประชาชนจำนวนมาก” แม้จะมีวัคซีนมากเกินพอ จนนำมาสู่ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น กระทบอย่างหนักต่องานในโรงพยาบาล

📌 ไวรัสกลายพันธุ์ยังน่ากังวล

แม้จะยังไม่พบการกลายพันธุ์ที่รุนแรงไปมากกว่าสายพันธุ์ “Delta” ที่ระบาดไปทั่วโลก ที่แม้กระทั่งสายพันธุ์ใหม่อย่าง Mu และ Lamda ก็ยังไม่รุนแรงเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญก็ยังกังวลว่า “Delta” ในตัวมันเอง ก็อาจกลายพันธุ์ และเกิดการต่อต้านวัคซีนขึ้นได้ในอนาคต

“ตอนนี้เดลตาเป็นสายพันธุ์หลัก ที่อาจเกิดการกลายพันธุ์ในตัวมันเองได้อีก” แมนูเกฮาร์ กล่าว

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่อังกฤษกำลังจับตามองไวรัสสายพันธุ์ย่อยของ Delta ที่ชื่อ AY.4.2 หรือ “Delta Plus“ แต่แยังไม่พบหลักฐานว่า ไวรัสตัวนี้ต่อต้านวัคซีนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ทั่วโลกเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ขณะที่บริษัทหลายแห่งเริ่มมีการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 รวมทั้งการที่บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค บริษัทยารายใหญ่จากสหรัฐ และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์ สามารถพัฒนายาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 โดยมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา แกมมา และมิว

📌 ความหวังปลายอุโมง

อย่างไรก็ดี ทั่วโลกเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ ขณะที่บริษัทหลายแห่งเริ่มมีการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 รวมทั้งการที่บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค บริษัทยารายใหญ่จากสหรัฐ และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์ สามารถพัฒนายาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาโรคโควิด-19 โดยมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา แกมมา และมิว

เมอร์คได้ยื่นขออนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นกรณีฉุกเฉินต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เมื่อวันที่ 11 ต.ค. โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติในช่วงต้นเดือนธ.ค.

หาก FDA ให้การอนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ ก็จะเป็นการปูทางให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกอนุมัติการใช้ยาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้มีการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์รักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ

องค์กรสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า MPP ได้บรรลุข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยากับบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์ โดยบริษัททั้งสองจะมอบสูตรการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ให้แก่ 105 ประเทศเพื่อให้กลุ่มประเทศยากจนสามารถเข้าถึงยาดังกล่าว

บริษัทที่ต้องการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์สามารถยื่นเรื่องต่อ MPP เพื่อขอการอนุมัติ โดย MPP จะมอบช่วงสิทธิบัตรให้แก่บริษัทที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานสาธารณสุขภายในประเทศในการผลิตยาดังกล่าว

MPP เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทกว่า 50 แห่งที่ได้ยื่นเรื่องขอรับช่วงสิทธิบัตรในการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์แล้ว

ทั้งนี้ บริษัทเมอร์คและบริษัทริดจ์แบ็คจะไม่เรียกเก็บค่ารอยัลตี หรือค่าตอบแทนใดๆจากบริษัทที่ผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ ตราบใดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงจัดอันดับโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

คาดว่าการมอบช่วงสิทธิบัตรการผลิตยาดังกล่าว จะทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์มีราคาถูกลงเหลือเพียงคอร์สละ 20 ดอลลาร์ หรือราว 650 บาท ขณะที่รัฐบาลสหรัฐซื้อยาดังกล่าวจากเมอร์คในราคาคอร์สละ 700 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 23,000 บาท

ทั้งนี้ ยา 1 คอร์สประกอบด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 40 เม็ดสำหรับผู้ป่วย 1 คน โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาวันละ 2 ครั้งๆละ 4 เม็ด เป็นเวลา 5 วัน

 

 

ที่มา :
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/432417/
tnnthailand : https://www.tnnthailand.com/news/world/95317/
infoquest : https://www.infoquest.co.th/2021/141238
mgronline : https://mgronline.com/around/detail/9640000108368

โควิดคร่าชีวิตชาวโลก 5 ล้านราย ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ