skip to Main Content

เกิดอะไรในโลก : โควิด-สื่อโซเชียล ทำคนทั่วโลกมีความสุขลดลง

ผลสำรวจของบริษัทวิจัยแกลลัพ อิงค์ (Gallup Inc) บริษัทให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากสหรัฐ ซึ่งมีชื่อเสียงจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อต่าง ๆ จากภูมิภาคทั่วโลกและนำมาจัดอันดับ เพิ่งเปิดเผยผลการสำรวจล่าสุดซึ่งเป็นการจัดอันดับ ‘สภาพทางจิตใจและอารมณ์’ ของประชาชนในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศ ซึ่งใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2021 จนถึงช่วงต้นปี 2022 อยู่ในรายงานที่เรียกว่า ‘Gallup Global Emotions Report 2022’

รายงานนำเสนอว่า สังคมการทำงานทั่วโลกยังอยู่ในภาวะที่ทุกคนยังต้องแบกรับภาระอันหนักหน่วงจากการระบาดของโควิด-19 โดยรายงานระบุอีกว่า แม้ที่ผ่านมา การกระจายวัคซีนที่ครอบคลุมขึ้นได้มอบความหวังกับเรา แต่บางภูมิภาคก็ยังฟื้นตัวได้แค่บางส่วนเท่านั้น แถมในหลายๆ ภูมิภาค ก็ต้องเจอผลกระทบไล่หลังที่ย่ำแย่กว่าปีแรกของการระบาดเสียอีก

แกลลัพ สรุปข้อค้นพบที่น่าสนใจเกี่ยวกับสังคมการทำงานในระดับโลกในปีนี้ออกมาเป็น 6 ข้อ หนึ่งในนั้นก็คือ คนทำงานกว่า 44% กำลังเผชิญกับความตึงเครียด ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

📌 เมื่อคนกว่าครึ่ง กำลังตึงเครียด

ก่อนจะมาถึงวันที่คนทำงานเกือบครึ่งหนึ่งตกอยู่ใต้ความตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา ที่จริงแล้วแกลลัพ พบว่าในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมาคนตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

• ปี 2018 คนทำงาน 37% บอกว่ากำลังเผชิญกับความเครียด

• ปี 2019 คนทำงาน 38% บอกว่ากำลังเผชิญกับความเครียด

• ปี 2020 คนทำงาน 43% บอกว่ากำลังเผชิญกับความเครียด (โควิดเริ่มระบาด)

• ปี 2021 คนทำงาน 44% บอกว่ากำลังเผชิญกับความเครียด (ปัจจุบัน)

จุดสังเกตก็คือ ความเครียดพุ่งสูงมากเมื่อโควิดเริ่มระบาด ส่วนในปัจจุบันแม้สถานการณ์ด้านการระบาดจะดีขึ้น แต่ผลสำรวจก็ยังบ่งบอกชัดเจนว่าเราไม่ได้เครียดลดลงแต่อย่างใด

รายงานยังระบุอีกว่า ในบรรดาคนทำงานทั่วโลก ความเครียดของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายพอสมควร โดยพบว่าผู้หญิง 54% ระบุว่าตัวเองเครียดในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเพศชาย 47%

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนจะรู้สึกเครียดเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข่าวดีว่าความรู้สึกด้านลบในแง่อื่นของคนทำงานทั่วโลกกลับลดลง ไม่ว่าจะเป็น

ความกังวล จาก 41% เหลือ 40%

ความเศร้า จาก 25% เหลือ 23%

ความโกรธ จาก 24% เหลือ 21%

คนทั่วโลกเผชิญความเศร้าและความเครียดมากขึ้นในปี 2021 และอาการทั้งหมดนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าที่เคยมีมา โดยการศึกษาพบว่า ผู้ใหญ่จำนวน 4 ใน 10 คนยอมรับว่า พวกเขารู้สึกกังวลหรือมีความเครียดอย่างมาก

สำหรับเหตุผลของอาการเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำให้ผู้คนต้องแยกตัวออกห่างจากสังคม รวมเรื่องของความไม่แน่นอนที่ตามมาจากสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเศร้าและความเครียดได้เช่นกัน

แครอล แกรมห์ นักวิจัยอาวุโสจากบริษัทแกลลัพ ของสถาบัน Brookings Institution และอาจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัย University of Marylandกล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง คือ ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานทักษะต่ำ และอธิบายว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลลบต่อคนกลุ่มนี้ ซึ่งท้ายที่สุดสะท้อนออกมาผ่านสุขภาพจิต

เธอกล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ชัดเจนในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาไม่สูงมากนัก ทำให้พวกเขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคต ความมั่นคงในชีวิต และภาวะต่าง ๆ ในตลาดแรงงาน รวมทั้ง ประเด็นเรื่องระดับความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มแรงงานที่มีทักษะและกลุ่มแรงงานที่ไร้ทักษะซึ่งกำลังขยายตัวมากขึ้นและมีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตทางด้านเทคโนโลยี

📌 เสพติดโซเชียล

จอช ไบรลีย์ นักจิตวิทยาจากสถาบัน The American Institute of Stress ไม่รู้สึกแปลกใจกับผลการสำรวจดังกล่าวเลย และเขาให้ทัศนะว่า “(สมัยนี้) สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้าหาเราตลอดเวลา” และว่า “สื่อเองก็มักนำเสนอแต่เรื่องแย่ ๆ ทำให้เราได้รับแต่ข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย วิทยุ รวมไปถึงพอดแคสต์ และทั้งหมดนี้ได้กลบเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นไปจนหมด”

แมรี่ คาราเพเชี่ยน แอลเวอร์ด ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา กล่าวว่า การเชื่อมต่อทางออนไลน์สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คน แม้ว่าจะอาศัยอยู่คนละประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นในอดีต โดยประเด็นส่วนใหญ่ที่คนไข้ในประเทศสหรัฐฯมาปรึกษากับเธอ คือ เรื่องความไม่แน่นอนที่สร้างความเครียดมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งกรณีราคาสินค้าและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และเหตุยิงกราดหลายต่อหลายครั้งจนทำให้คนเริ่มสงสัยว่า จะหาความปลอดภัยในชีวิตได้จากที่ใดแล้ว

ทั้งนี้ รายงานของบริษัทวิจัยแกลลัพระบุด้วยว่า ความสุขของคนทั่วโลกมีแนวโน้มในทิศทางขาลงมาเป็นเวลามากกว่าทศวรรษแล้ว และสำนักข่าว VOA ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาจำนวน 3 รายซึ่งทั้งหมดต่างชี้ประเด็นไปที่ “สื่อโซเชียล” และการหลั่งไหลเข้ามาของข้อมูลที่ไม่ถูกกลั่นกรอง ว่าเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ผู้รับสารมีปัญหาสุขภาพจิตและความสุขที่ลดลง

📌 หลบหลีกความเป็นจริง

นอกจากนั้น จอช ไบรลีย์ นักจิตวิทยาจากสถาบัน The American Institute of Stress ให้ความเห็นด้วยว่า ปัจจุบัน ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์มากกว่าในชีวิตจริง ขณะที่การติดต่อทางกายภาพนั้นได้เปลี่ยนไป เพราะถึงแม้ผู้คนอาจรู้สึกว่า ตนได้เชื่อมต่อกับคนทั่วโลกมากขึ้น แต่หลายคนกลับไม่รู้จักชื่อของเพื่อนบ้านของตัวเองเลย

อย่างไรก็ดีในการสำรวจล่าสุดนี้ ทีมวิจัยว่า ในปี 2021 อัตราส่วนของคนที่มีรอยยิ้มและหัวเราะมากขึ้นปรับเพิ่ม 2 จุด และอัตราส่วนของผู้ที่ทำการเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจปรับเพิ่ม 1 จุด

แมรี่ คาราเพเชี่ยน แอลเวอร์ด ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา มองว่าการมองข้ามเรื่องด้านลบ คือ สิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพจิต และย้ำว่าคนเราต้องมองหาความพึงพอใจในชีวิต และถ้าเป็นไปได้ ควรค้นหา “ช่วงที่มีความสุข” แต่ไม่ต้องตั้งความคาดหวังที่สูงเกินไป และให้อยู่กับความเป็นจริง นอกจากนี้การสำรวจยังชี้ว่า กลุ่มคนชายขอบซึ่งรวมถึงชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวมากที่สุด

แครอล แกรมห์ นักวิจัยอาวุโสจากบริษัทแกลลัพ ให้คำอธิบายว่า “แม้คนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะคนแอฟริกันอเมริกันที่มีรายได้น้อย จะมีความเครียดที่เพิ่มขึ้น แต่พวกเขายังคงรักษาการมองโลกแง่ดีไว้ได้ในระดับสูง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 การมองโลกแง่ดีของคนกลุ่มนี้ยังคงอยู่ โดยเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของสังคมในชนกลุ่มน้อย ที่สร้างความมั่นคงทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมา และสิ่งนี้ช่วยปกป้องคนในสังคมดังกล่าวมาอย่างยาวนาน”

📌 ความเครียดในอาเซียน

มีรายงานของผลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามเฉพาะของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ โดยระบุว่า ชาวฟิลิปปินส์จำนวน 48% ตอบว่า “ใช่” ต่อคำถามที่ถามว่าตนเองรู้สึกเครียดและวิตกกังวลหรือไม่ ซึ่งเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์สูงสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่ ‘เครียด’ ที่สุด ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 44% ของผู้ตอบแบบสอบถาม และกัมพูชาเป็นอันดับ 3 ด้วยสัดส่วน 40%

สำหรับหัวข้อที่ว่าด้วยอารมณ์โกรธนั้น ประเทศลาว อยู่ในอันดับ 1 โดยมีชาวลาวที่ทำแบบสอบถามจำนวน 29% ที่ตอบว่ารู้สึกโกรธ ส่วนฟิลิปปินส์ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 27% ส่วนอินโดนีเซีย, กัมพูชา, ไทยและเมียนมา มีสัดส่วนเท่ากันคือ 20%

แต่กัมพูชาได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศกลุ่มเอเชียอาคเนย์ในหัวข้อเกี่ยวกับความรู้สึกเศร้าเสียใจ ด้วยสัดส่วน 42% ของผู้ที่ตอบว่า “ใช่” ต่อคำถามว่ารู้สึกเศร้าหรือไม่ ฟิลิปปินส์ก็ตามมาเป็นอันดับ 2 ในหัวข้อนี้ด้วยตัวเลขสัดส่วน 35% ขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับ 3 กับตัวเลขบอกสัดส่วน 27%

ในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีประชาชนรู้สึกโกรธและเศร้าในสัดส่วนที่ต่ำที่สุด แม้ว่าฟิลิปปินส์จะอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหัวข้อเกี่ยวกับอารมณ์ในแง่ลบ แต่ก็เป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของหัวข้อในแง่บวกด้วย

ในแบบสอบถามจะมีหัวข้อที่ถามว่าผู้ตอบได้เรียนรู้หรือได้ทำสิ่งที่น่าสนใจในวันก่อนหน้าที่จะมาร่วมทำแบบสำรวจหรือไม่ ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ที่ตอบแบบสอบถามหัวข้อนี้ 78% ตอบว่า “ใช่” นับเป็นเปอร์เซ็นต์สูงสุดในกลุ่มประเทศเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ไทย ตามมาด้วยตัวเลขบอกสัดส่วน 71% และมาเลเซีย ต่อท้ายด้วยจำนวน 56%

ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการความเคารพนับถือหรือการให้เกียรติ ผู้ตอบแบบสอบถามชาวฟิลิปปินส์จำนวน 95% ตอบว่า “ใช่” เมื่อโดนถามว่ารู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นอย่างให้เกียรติหรือไม่ โดยมีอินโดนีเซีย ตามมาเป็นอันดับ 2 กับตัวเลข 93% และเวียดนามเป็นอันดับ 3 กับสัดส่วนที่สูงถึง 92%

📌 มาตรการตัวชี้วัด

ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมตอบแบบสำรวจดังกล่าว จะต้องมีการตอบแบบสอบถาม โดยมีตัวเลือกคำตอบเพียง 3 อย่างคือ “ใช่”, “ไม่ใช่” และ “ไม่ทราบ/ไม่ต้องการตอบ” ทั้งนี้ ผู้ที่ตอบแบบสอบถามมีอายุ 15 ปีขึ้นไป และต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์ เช่น ระดับความเครียด ความโกรธและความเศร้า ก่อนที่จะลงมือทำแบบสำรวจเป็นเวลา 1 วัน

ทาง แกลลัพ อิงค์ จะนำผลจากการตอบแบบสอบถามและแบบสำรวจในแต่ละประเทศทั่วโลก ไปเป็นฐานข้อมูลในการจัดทำดัชนี PEI (Positive Experience Index) หรือดัชนีระบุค่าประสบการณ์ทางบวก และดัชนี NEI (Negative Experience Index) หรือดัชนีระบุค่าประสบการณ์ทางลบ

แกลลัพ อธิบายว่าในปีนี้ ค่าดัชนี PEI จะเกี่ยวข้องกับมุมมองของประชาชนด้านมาตรฐานการใช้ชีวิต, เสรีภาพส่วนบุคคลและการรับรู้ตัวตนบนเครือข่ายสังคม ในขณะที่ดัชนี NEI คือเรื่องของประสบการณ์ของประชาชนที่มีต่อปัญหาสุขภาพและความสามารถที่จะจับจ่ายเงินทองเพื่อซื้อหาอาหาร โดยภาพรวมของดัชนีทั้งสองนี้ เป็นส่วนที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้

 

 

 

 

ที่มา :
voa : https://www.voathai.com/a/why-people-worldwide-are-unhappier-more-stressed-than-ever/6667717.html
dailynews : https://www.dailynews.co.th/news/1292913/
brandinside.asia : https://brandinside.asia/gallup-state-of-the-global-workplace-report-2022/

 

 

โควิด-สื่อโซเชียล ทำคนทั่วโลกมีความสุขลดลง

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ