skip to Main Content

SOCIAL : ในความทรงจำที่เจ็บปวด #18ปีทนายสมชายนีละไพจิตรถูกบังคับสูญหาย #ถามประยุทธ์สมชายหายไปไหน
.
18 ปีการบังคับสูญหาย สมชาย นีละไพจิตร .. 18 ปีที่ชะตากรรมของทนายความสิทธิมนุษยชน ยังคลุมเครือ … 18 ปีที่รัฐปฏิเสธความรับผิดชอบ … 18 ปีที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล … 18 ปีที่การอุ้มหายยังไม่เป็นอาชญากรรมในประเทศไทย และกว่า 18 ปีที่รัฐยังใช้วิธีการอุ้มฆ่าผู้เห็นต่าง … สังคมไทยจะอดทนได้อีกกี่ปีเพื่อยุติอาชญากรรมนี้?
.
ทุกวันที่ 12 มีนาคม ของทุกปี ดิฉันจะเขียนบันทึกความรู้สึกส่วนตัว เพื่อบันทึกความทรงจำของตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมาในแต่ละปี สำหรับการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ใครจะเชื่อว่าแม้การลักพาตัวจะเกิดขึ้นริมถนนใหญ่ เยื้องกับสถานีตำรวจ ในช่วงที่การจราจรติดขัด มีผู้คนผ่านไปมามากมาย แต่จนวันนี้รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
.
วันนี้ เมื่อปีที่แล้ว ดิฉันได้ไปยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อสอบถามความคืบหน้าการสอบสวนคดีสมชาย ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษตั้งแต่ปี 2548 แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมาหนึ่งปีเต็มที่คำถามของดิฉันถูกละเลยเพิกเฉย และไม่เคยได้รับคำตอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งก็ไม่ต่างจากกรณีการบังคับสูญหายของเหยื่ออีกหลายรายที่กำลังรอความยุติธรรม
.
หากจะถามถึงความก้าวหน้าการทำงานเพื่อยุติการบังคับสูญหายในช่วงปีที่ผ่านมาคงมีเพียงการที่สภาผู้แทนราษฎรผ่าน (ร่าง) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งสำหรับดิฉันเห็นว่าร่างที่ผ่านสภาฯ เป็นความกล้าหาญในการอนุวัติกฎหมายการด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความก้าวหน้ามากมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย อย่างไรก็ดี ขั้นตอนของร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาถือเป็นความท้าทายอย่างมาก และไม่อาจคาดเดาได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ซึ่งส่วนมากเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานความมั่นคงจะเห็นชอบกับร่างที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ หรือผ่านแต่อาจแก้ไขจนสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายหายไป
.
สำหรับคนที่ไม่เคยถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ไม่เคยถูกข่มขู่คุกคาม หรือไม่เคยได้รับความอยุติธรรม อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของเหยื่อ และชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง กรณีการบังคับสูญหายที่ผ่านมาจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า ทำไมเหยื่อหลายคนจงไม่สู้ หรือเพราะพวกเขาถูกทำให้เป็นคนไม่ดี เป็นทนายโจร เป็นพวกเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆต้องมีชีวิตอยู่กับความกลัว พวกเขาถูกปิดปาก และถูกทำให้เงียบเสียง เพราะไม่ว่าจะเรียกร้องอะไร เสียงของพวกเขาคือเสียงของคนไม่ดี คนที่จะทำลายสังคม และคนเหล่านี้สมควรถูกทำให้หายไปเพื่อที่ปัญหาจะหมดไป ทำให้ที่ผ่านมาเราเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดไม่ได้เลย เพราะดูเหมือนกฎหมายจะคุ้มครองเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่า “คนดี” คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าจะคุ้มครองประชาชน แม้เจ้าหน้าที่คนนั้นจะกระทำเยี่ยงโจร กระบวนการยุติธรรมยังปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล เช่นนี้แล้วกระบวนการยุติธรรมไทยจะกล้ามองหน้าและแววตาของครอบครัวเหยื่อได้อย่างไร
.
ประสบการณ์ 18 ปีในการทำงานด้านการบังคับสูญหาย ทำให้ทราบว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการคลี่คลายความจริง คือ เจตจำนงทางการเมือง (political will) ของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันอ่อนไหวอย่างมากในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลกลับไม่เคยมีเจตจำนงทางการเมืองในการตามหาคนหาย เปิดเผยความจริง และคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ หรืออาจเป็นเพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่แปลกใจที่เราไม่เคยได้ยินนายกประยุทธ์ เอ่ยถึงผู้สูญหายในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้สูญหาย 8 คนที่สูญหายในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ โดยทั้ง 8 ได้สูญหายภายหลังลี้ภัยไปพักอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สยาม ธีรวุฒิ และล่าสุดวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
.
การยุติการอุ้มฆ่าโดยรัฐ จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ชัดเจนในการสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องกำจัดโจรในเครื่องแบบให้หมดไป ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคง ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหาย โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจและทหาร
.
กรณีสมชาย นีละไพจิตร และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เฉพาะรัฐบาล หากแต่เบื้องหลังรัฐบาลมีระบบโครงสร้างสถาบันองค์กรที่แฝงตัวหยั่งรากลึก ที่คอยควบคุมกำกับสังคมไทย ทั้งสถาบันตำรวจ และทหาร ซึ่งสถาบันเหล่านี้แม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรง เพราะถือว่าคุมอำนาจรัฐอยู่ ทำให้ไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมรับการตรวจสอบ และไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะสามารถคงอำนาจของตัวเองไว้
.
การปฏิรูปกฎหมายจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เป็นความหวังให้เกิดกลไกการคุ้มครอง ป้องกันและยุติการอุ้มหายในประเทศไทย แต่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จะมีผลบังคับใช้ หรือหากพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกปรับแก้สาระสำคัญจนไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากล และไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะคุ้มครองประชาชน และจะเอาเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาลงโทษ ก็คงเป็นการยากที่เหยื่อจะได้รับความเป็นธรรม และการบังคับสูญหายในไทยก็คงจะยังดำรงอยู่ต่อไป
.
สำหรับเหยื่อ การบังคับสูญหายไม่เพียงพรากใครบางคนไปตลอดกาล แต่การบังคับสูญหายทำให้คนที่มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น … ในขณะที่ปัญหาของรัฐเผด็จการ คือ ความกลัว แต่ในขณะที่กลัว รัฐก็มีอำนาจและอาวุธต่างๆมากมาย และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนจึงไม่เคยกลัวที่จะใช้มันเพื่อกำจัดคนที่บังอาจท้าทายอำนาจอันมิชอบของพวกเขา
.
ประสบการณ์ 18 ปีของการมีชีวิตที่ต่อต้านกับระบบที่ไม่เป็นธรรมโดยรัฐ แม้เป็นชีวิตที่ไม่ได้เลือก แม้จะพ่ายแพ้และเจ็บปวด แต่ความทรงจำของดิฉันและครอบครัวของเหยื่ออีกหลายคนยังชัดเจน เพราะบาดแผลในใจกระตุ้นเตือนให้เหยื่อทุกคนยังยืนหยัดเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดบาดแผลนี้จะยังคงอยู่และไม่สามารถลบเลือนลงได้ด้วยกาลเวลา และเพราะบาดแผลนี้เองที่ทำให้การต่อสู้เพื่อความจริงและความยุติธรรมดำเนินต่อไป
.
วันนี้นับเป็นปีที่ 18 ที่ชะตากรรมของสมชายยังคลุมเครือ 18 ปีที่รัฐปฏิเสธความรับผิดชอบ 18 ปีที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล 18 ปีที่การอุ้มหายยังไม่เป็นอาชญากรรมในประเทศไทย และกว่า 18 ปีที่รัฐยังใช้วิธีการอุ้มฆ่าผู้เห็นต่าง … คำถามของดิฉัน คือ สังคมไทยจะอดทนได้อีกกี่ปีเพื่อยุติอาชญากรรมโดยรัฐนี้
.
ผ่านมา 18 ปีลูกๆของสมชาย นีละไพจิตร เติบโตจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ที่กล้าหาญและถ่อมตนในการใช้ชีวิตแบบคนสามัญที่รับผิดชอบต่อสังคม ทุกคนมีชีวิตที่ดีเพื่อที่จะบอกเจ้าหน้าที่ที่ลุแก่อำนาจเหล่านั้นว่าเราไม่กลัว และเราจะใช้ชีวิตเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อคนอื่น ๆอีกมากมายที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยรัฐ การบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อ 18 ปีที่แล้ว จึงถือเป็นการเปลี่ยนเรื่องราวการบังคับสูญหายในประเทศไทยให้เป็นที่รับรู้ไปทั่วโลก และเหยื่อไม่ต้องหลบซ่อนตัวอย่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปิดเผยกระบวนการอุ้มฆ่าโดยรัฐอย่างไม่มีใครปกปิดได้อีกต่อไป
.
ด้วยความหวังและมิตรภาพ
อังคณา นีละไพจิตร
12 มีนาคม 2565

ในความทรงจำที่เจ็บปวด #18ปีทนายสมชายนีละไพจิตรถูกบังคับสูญหาย #ถามประยุทธ์สมชายหายไปไหน

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ