skip to Main Content
UPDATE : 17 ปี มรดกของยาซิร อะเราะฟาต ที่ทิ้งไว้ให้กับชาวปาเลสไตน์
( 24 สิงหาคม 1929 – 11 พฤศจิกายน 2004)
.
11 พฤศจิกายน 2021 ถือเป็นวันครบรอบ 17 ปี การเสียชีวิตของยาซิร อะเราะฟาต ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในภูมิภาคนี้ ในช่วงเวลาที่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับและอิสราเอลกำลังเข้มขน และการลดระดับปัญหาปาเลสไตน์ในโลกอาหรับ-อิสลาม
.
ยาซิร อะเราะฟาต หรือที่ชาวปาเลสไตน์รู้จักกันในนามอาบู อัมมาร์ สวมผ้าโพกหัวแบบดั้งเดิมของชาวปาเลสไตน์และชุดทหาร เสนอจุดยืนการปฏิวัติและนำวิธีการต่างๆ มาใช้เพื่อการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์
.
ในขั้นต้นยอมรับว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นหนทางสู่อิสรภาพ ขณะที่การเลือกใช้วิธีการพูดคุยเริ่มตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นไป
.
แม้ว่าวิธีปฏิบัติของเขาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มชาวปาเลสไตน์ก็ตาม แต่เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ และก่อให้เกิดข้อคิดเห็นเป็นวงกว้างจากสาธารณชนทั่วโลก และการสร้างเอกลักษณ์ประจำชาติปาเลสไตน์
.
เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลางคนหนึ่ง และยังคงต่อสู้เพื่อเอกราชของผู้คนของเขาต่อไปจนสิ้นลมหายใจ
.
อะเราะฟาตได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1994 แต่ก็ไม่สามารถนำองค์กรปาเลสไตน์ที่สนับสนุนการปลดปล่อยทั้งหมดมาอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกันได้ อย่างไรก็ตามเขามีบทบาทในการป้องกันความแตกแยกระหว่างองค์กร การตายของเขามีส่วนทำให้ความเป็นปึกแผ่น ความร่วมมือระหว่างชาวกลุ่มปาเลสไตน์กลุ่มต่างๆเพิ่มมากยิ่งขึ้น
.
*** ชีวิตที่อุทิศให้กับเอกราชของชาวปาเลสไตน์ ***
อะเราะฟาตกล่าวว่าเขาเกิดในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ในปี 1929 แต่นักวิจัยบางคนอ้างว่าเขาเกิดในเมืองหลวงของอียิปต์อย่างกรุงไคโร
หลังจากสูญเสียแม่ไปเมื่ออายุเพียง 4 ขวบ อะเราะฟาตได้รับการเลี้ยงดูจากพี่สาวชื่อ อินอาม
.
เขาเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ชาวปาเลสไตน์ต่อต้านการยึดครองของอิสราเอลตั้งแต่อายุยังน้อย เขาทำงานเพื่อจัดหาอาวุธให้กับนักสู้ปาเลสไตน์ระหว่างสงครามอาหรับ-อิสราเอลปี 1948
.
หลังสงคราม เขาเดินทางไปอียิปต์เพื่อเพื่อศึกษาต่อจนจบ และนำนักศึกษามหาวิทยาลัยปาเลสไตน์ที่มีความเกี่ยวข้องและอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ มารวมกัน ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศผ่านสหภาพนักศึกษาปาเลสไตน์ (PSU)
.
หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา เขาเดินทางไปยังคูเวต และเขาก่อตั้งฟาตาฮฺ ซึ่งเดิมเรียกว่า “ขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์” ในปี 1959
.
ด้วยแนวคิดที่เป็นนักปฏิวัติ เขาจึงตั้งสาขาแรกของกลุ่มฟาตาฮฺในแอลจีเรีย เมื่อปี 1963
.
ฟาตาห์ซึ่งรับเอาระบอบประชาธิปไตยสังคมนิยมและอดุมการณ์โลกอาหรับเป็นแกนหลัก มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ต่อการยึดครองของอิสราเอล
.
อะเราะฟาตมองว่าไซออนิสต์เป็นขบวนการที่ก้าวร้าว จักรวรรดินิยม และฟาสซิสต์ด้วยอุดมการณ์ วิธีการ และการจัดองค์กร
.
เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำขององค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ในปี 1969 เพื่อการปลดปล่อยดินแดนปาเลสไตน์จากการยึดครองของอิสราเอล มีแนวคิดว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากอิสราเอลแล้ว การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ที่เขาเป็นผู้นำ ซึ่งบางครั้งก็ถูกบังคับให้สู้รบกับประเทศอาหรับ รวมทั้งจอร์แดนซึ่งเขาออกจากเลบานอนในปี 1971
.
เขากล่าวว่า วันนี้ฉันแบกกิ่งมะกอก และปืนของนักสู้เพื่ออิสระ อย่าให้กิ่งมะกอกตกจากมือของฉัน ฉันขอย้ำว่าอย่าปล่อยให้กิ่งมะกอกหลุดจากมือของฉัน” ในสุนทรพจน์ของเขาในปี 1975 ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ อันเป็นผลมาจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่ง Arafat และ PLO กำลังปฏิบัติการอยู่ ในปี 1978 และอีกครั้งในปี 1982 เขาถูกบังคับให้ย้ายไปตูนิเซียในปี 1983
.
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 1988 PLO ได้ประกาศรัฐอิสระของปาเลสไตน์โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม ต่อจากนั้น เขาประกาศว่า เขาปฏิเสธความรุนแรงเพื่อบรรลุอิสรภาพของชาวปาเลสไตน์ และยอมรับสิทธิของอิสราเอลที่จะดำรงอยู่ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่เด็ดขาดที่สุดในชีวิตของเขา
.
*** ข้อตกลงออสโล ***
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 อะเราะฟาตและเจ้าหน้าที่ PLO ได้ร่วมเจรจากับรัฐบาลอิสราเอล และการเจรจาลับหลายครั้งซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงออสโลปี 1993 ข้อตกลงดังกล่าวเรียกร้องให้มีการดำเนินการปกครองตนเองของชาวปาเลสไตน์ในส่วนของเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่าในช่วงระยะเวลาห้าปี พร้อมกับยุติและค่อย ๆ ถอนการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในพื้นที่เหล่านั้นโดยทันที
.
ในปี 1994 อะเราะฟาตย้ายไปที่ฉนวนกาซ่า ซึ่งถูกควบคุมโดยหน่วยงานแห่งชาติปาเลสไตน์ (PNA) ซึ่งเป็นหน่วยงานชั่วคราวที่สร้างขึ้นโดยข้อตกลงออสโล
.
ความไม่พอใจและความโกรธของชาวปาเลสไตน์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงของอิสราเอล ในที่สุดก็ปูทางไปสู่ การลุกฮือต่อต้านอิสราเอล หรืออินติฟาเฎาะฮฺ ครั้งที่สองในปี 2000
.
หลังจากนั้นในปลายปี 2004 หลังจากถูกบริเวณอยู่ในบริเวณให้อยู่ในรามัลเลาะห์เป็นเวลานานกว่าสองปี โดยกองทัพอิสราเอล อะเราะฟาต วัย 75 ปี ตกอยู่ในอาการโคม่าและเสียชีวิต
.
อย่างไรก็ตามสาเหตุของการเสียชีวิตของ อะเราะฟาตเป็นเรื่องยังคงถกเถียงกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

17 ปี มรดกของยาซิร อะเราะฟาต ที่ทิ้งไว้ให้กับชาวปาเลสไตน์

Back To Top
Search
error: ขอบคุณที่ติดตามครับ